เราต้องช่วย ต้องทำหน้าที่ลูกจนวาระสุดท้าย

            เกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาดิฉันและสามีต้องวิ่งไปวิ่งมา ระหว่างที่พักกับโรงพยาบาล เนื่องจากพ่อผู้บังเกิดเกล้าของดิฉันได้จากไปโดยสงบ เมื่อช่วงเย็นของวันศุกร์ และได้ฌาปนกิจศพเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

            หลายท่านอาจจะงงๆว่า ทำไมต้องฌาปนกิจศพพ่อของดิฉัน ความจริงครอบครัวพ่อแม่ของดิฉันเป็นพุทธ ญาติพี่น้องก็เป็นพุทธ ดิฉันเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามท่ามกลางญาติพี่น้องที่เป็นพุทธ ระยะแรกๆก็มีปัญหา แต่ถ้าเรานับถือศาสนาใดก็ตามด้วยวิทยปัญญา เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ด้วยความเข้าใจ

            ระยะแรกๆดิฉันจะถูกต่อว่าบ้างว่า เป็นอิสลามจะต้องตัดขาดจากพ่อแม่พี่น้องแน่ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาดิฉันได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า การเป็นมุสลิม ได้หล่อหลอมให้ดิฉันดูแลรับผิดชอบพ่อแม่มากกว่าเก่า ซึ่งพ่อแม่สัมผัสได้ ดิฉันก็โชคดีที่ได้สามีที่ค่อยให้คำแนะนำเสมอมา สามีจะสอนดิฉันเสมอว่า พ่อแม่นั้นสำคัญต้องดูแลเอาใจใส่อย่าได้ขาด ดิฉันก็ทำในสิ่งนี้ไม่ได้ขาด

            ในขณะที่ดิฉันต้องรีบทำ คศ.3 ที่จะครบกำหนดเดือนกันยายนนี้ แต่เหมือนกับว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ทดสอบดิฉันมากเหลือนเกิน ดิฉันต้องเข้าออกโรงพยาบาลดูแลพ่อเกือบเดือน ช่วงเย็นจัดแจงแพะเรียบร้อย ก็ต้องรีบไปโรงพยาบาลเช้าก็ต้องรีบกลับมาสอนต่อ แม้ว่าจะ หิ้วโน๊ตบุคติดตัวไปด้วย แต่จริงๆก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก พ่ออยู่ไอซียู มีสายระโยงระยาง ทุกครั้งที่ดิฉันเข้าไปเยี่ยมพ่อ รับรู้ได้ว่าพ่ออบอุ่นมาก พ่อพยายามจะพูดคุยกับดิฉัน แต่ในปากก็มีท่อหายใจคาอยู่ เลยพูดได้ไม่มาก ดิฉันจับมือพ่อ ทำทุกอย่างที่ลูกจะทำให้พ่อได้ ไปจนถึงการเช็ดล้างอุจจระ จนง่ายที่สุดคือเช็ดน้ำตาพ่อ ในยามปกติดิฉันจะไปหาพ่อเสมอๆคุณพ่อเข้าใจดิฉันมาก ดิฉันก็โชคดีมาก ที่ได้สามีที่เข้าใจ เขาเข้ากับครอบครัวญาติพี่น้องได้ดี พ่อแม่จะรักและสนิทสามีมาก เขาไม่เคยรังเกียจพ่อแม่ กลับพูดคุยกับพ่อแม่ได้อย่างสนิทใจ โดยเฉพราะพ่อ จะชอบคุยกับสามีมาก พ่อเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้สามีจึงมานอนเฝ้าไข้กับดิฉันที่โรงพยาบาล จนถึงวันที่พ่อเสียชีวิต

            งานศพคุณพ่อดิฉันและสามีได้ช่วยงาน จนญาติพี่น้องแปลกใจ และได้ลบคำพูดในอดีตที่ว่า ดิฉันเป็นอิสลามจะไม่สนใจพ่อแม่ไปได้ งานครั้งนี้ได้สร้างภาพลักษณ์ให้กับความเป็นอิสลามของดิฉันอย่างมาก จนหลายคนพูดให้ดิฉันได้ยินว่า ดิฉันทำได้ดีกว่าที่คิด ดิฉันไม่กังวลใจในเรื่องหลักการของศาสนา เพราะสามีจะเป็นผู้วินิฉัยในกรณีที่ขัดกับหลักการ หรือที่เป็นพิธีกรรม เรา(ดิฉันกับสามี)ช่วยงานทุกอย่าง รับแขก ยกอาหาร จัดโต๊ะ เก็บถ้วยจาน  จนกระทั้งล้างจาน

            งานศพคุณพ่อได้สั่งไว้ว่าห้ามมีสุรา แต่ทุกท่านคงทราบว่า โดยพฤตินัยแล้วมันเป็นไปไม่ได้ ในงานไม่มีสุรา แต่ชาวบ้านบางคนก็เอามากินกัน และห้ามยากมาก คนเมื่อเมางานก็ไม่เดิน ตรงนี้หรือไม่ก็ไม่ทราบที่ทำให้เราสองคนต้องทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า จนญาติยอมรับว่า แม้เราจะเป็นมุสลิม แต่เราช่วยงานพ่อได้แทบทุกอย่าง

            สามีจะบอกย้ำดิฉันเสมอๆว่า นี่พ่อเรา เราต้องช่วย ต้องทำหน้าที่ลูกจนวาระสุดท้าย คนส่วนมากจะไม่กล้าดูหน้าศพนัก แต่ดิฉันไม่คิดเช่นนั้น เพราะนี่คือพ่อผู้บังเกิดเกล้าของดิฉัน

            ในคืนแรกทางโรงเรียนร่องคำ โดยคณะผู้บริหารและครูให้เกียรติเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม โดยนายประพันธ์  ทักษิโณ ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นประธาน และคุณครูผดุงศิลป์ คุณครูสุธีรา  เรืองสุสวรรณ เป็นเจ้าภาพร่วม

            ขอให้ดิฉันทำใจได้อีกนิดหนึ่ง จะบันทึกเรื่องนี้ให้ท่านได้อ่านกันต่อในตอน 2 พร้อมภาพโดยละเอียด ที่สามีได้บันทึกในทุกขั้นตอนให้ท่านได้ชมกัน

คุณพ่อจวน คุณพ่อผู้บังเกิดเกล้า อายุ 79 ปี

พวงหรีดจากโรงเรียนร่องคำ

ผอ.ประพันธ์ และรองฯสมพร

ท่านผู้อำนวการให้เกียรติเป็นประธานในคืนแรก

เพื่อนๆครู

น้องวิไพฑูลย์และเพื่อนๆครู

คุณครูผดุงศิลป์และคุณครูสุธีรา  เรื่องสุวรรณ จากโรงเรียนเขวาไร่ศึกษา

ให้เกียรติเป็นเจ้าภาพร่วม

พวงหรีดจาก ศ.ดร.อรรถ  นันทจักร(ท่านมาเป็นประธานในคืนที่ 2

พวงหรีดจาก ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิ  นวรัตน์