GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

"คลัง" ล้มมาตรการกระตุ้น ศก. อ้างยังดี-ลุ้นงบฯ ปี"50 ขาดดุล

"คลัง" ล้มมาตรการกระตุ้น ศก. อ้างยังดี-ลุ้นงบฯ ปี"50 ขาดดุล
     "ทนง" ล้มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้เกี้ยวอ้างเศรษฐกิจยังดีอยู่ กัดฟันพูดจัดทำงบฯปี 2550 ล่าช้า  ไม่กระทบ ศก. ส่วนจะเป็นงบฯ สมดุลหรือขาดดุล ขอรอดู ศก. ไตรมาส 2-3  ลุ้นพระสยามเทวาธิราชช่วย เลขาธิการ สศช. อ้างไม่น่าตื่นเต้นไทยถูกลดขีดความสามารถลง 5 อันดับ
     นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ว่า จากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ซึ่งล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้  แต่เดิมที่คาดว่าจะมีเลือกตั้งใหม่ในเดือนกันยายนนั้น ทำให้การใช้ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2550 ล่าช้า จากกำหนดไปอีก 4 เดือน ซึ่งจากเดิมที่คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ในเดือนมกราคม 2550 ก็จะล่าช้าไปอีก 1 เดือน หรือเบิกจ่ายได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 แทน แต่ไม่กระทบกับเศรษฐกิจไทยมากนัก   อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จ จะต้องขอความร่วมมือจากคณะกรรมาธิการงบประมาณ รวมถึงสภาผู้แทนราษฎรให้เร่งขั้นตอนการพิจารณางบประมาณให้เร็วขึ้นเพื่อให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2550 ทำได้เร็วขึ้น ไม่ล่าช้าไปถึง 6 เดือน   "การที่งบฯ ปี 2550 ต้องล่าช้าออกไปอีก 1 เดือน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และคาดว่างบประมาณปี 2549 ยังจะคงดำเนินนโยบายงบประมาณสมดุลได้ ส่วนงบประมาณปี 2550 ก็จำเป็นที่จะต้องทำงบสมดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่นั้น ขอดูตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2 และ 3 เพื่อนำมาใช้ประเมินภาวะเศรษฐกิจว่าถดถอยหรือไม่ก่อน อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีพระสยามเทวาธิราชช่วยอยู่" นายทนงกล่าว
     นายทนงกล่าวว่า สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 16 พฤษภาคม นั้น พิจารณาแล้วว่าเศรษฐกิจไทย ณ ขณะนี้ยังดีอยู่ ทั้งการส่งออก รายได้จากการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนยังเพิ่มขึ้นทุกเดือน ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใด ๆ   อีกทั้ง   ที่ผ่านมาก็มีมาตรการลดภาษีนำเข้าและใช้เครื่องยนต์เอ็นจีวีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีมาตรการอย่างอื่นอีก ยกเว้นเพียงจะให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า ตรึงอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันไว้ ซึ่งคิดว่าจะไม่บิดเบือนตลาด และการตรึงดอกเบี้ยดังกล่าวกระทรวงการคลังก็ไม่จำเป็นต้องชดเชยให้แต่อย่างใด โดยรายละเอียดจะมีการแถลงในวันที่ 16 พฤษภาคม
     นายสมชัย สัจจพงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สศค. ได้หารือกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจขอตรึงดอกเบี้ยไว้เพื่อบรรเทาปัญหาของผู้ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นผู้ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยที่สุด แต่จะไม่มีมาตรการอื่นอีก เพราะที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้มีมาตรการช่วยเหลือมาพอสมควรแล้ว สำหรับมาตรการลดค่ารถโดยสารประจำทาง 2 บาทนั้น ให้ถือเป็นมาตรการของกระทรวงคมนาคมที่จะเป็นดุลพินิจในการพิจารณาต่อไป ส่วนมาตรการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะนำมาใช้ในขณะนี้
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงกรณีที่สถาบันนานาชาติว่าด้วยการพัฒนาการบริหารจัดการ (ไอเอ็มดี) ปรับลดขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยจากอันดับที่ 27 ในปี 2547 มาอยู่ที่อันดับ 32 ในปี 2548 ว่า การถูกปรับลดครั้งนี้ถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับสภาพปัญหาหนักหน่วงที่ไทยประสบ ไม่ว่าจะเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัด  สึนามิ  ภัยแล้ง  ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ โรคไข้หวัดนก และราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น    "ผมไม่ตื่นเต้นกับอันดับที่ลดลงมากนัก เพราะเป็นสภาพความเป็นจริงในปี 2548 ความจริงไทยควรจะตกลงมากว่านี้ด้วยซ้ำไป เพราะในครึ่งปีแรก 2548 เศรษฐกิจไทยโตไม่ถึง 4% ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไทยสามารถแก้ปัญหาได้ทัน ทำให้ตกลงมาเพียง 5 อันดับ ไม่เช่นนั้นอาจจะตกลงมากว่า 10 อันดับ เหมือนประเทศเกาหลีใต้ก็ได้" นายอำพนกล่าว
     นายอำพนกล่าวว่า นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาย้อนหลังไประหว่างปี 2547- 2548 จะพบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราปีละ 5.1% และใช้งบประมาณสมดุล  อันดับความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจไทย     ก็ปรับเพิ่มจากอันดับ 9 ในปี 2546-2547 มาอยู่ที่ในอันดับ 7    อย่างไรก็ตาม ผลการจัดอันดับล่าสุดระหว่างปี 2548-2549 ที่ไทยตกลงจากลำดับ 7 ไปอยู่ที่ 28 หรือลดลง 21 อันดับ เป็นผลจากเศรษฐกิจที่โต 4.5% และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็เป็นผลจากภัยแล้ง สึนามิ ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้    ราคาน้ำมัน   "การที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจทำให้รัฐต้องเข้าไปแก้ก่อน ทำให้แผนงานระยะยาวของประเทศที่ต้องการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขข้อกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นปีต้องถูกชะลอความสำคัญไปไม่มีความคืบหน้า อันดับโดยรวมจึงลดลงไปด้วย  ส่วนที่ไอเอ็มดีระบุว่าการเมืองที่ไม่นิ่งมีส่วนนั้น ผมก็ไม่ปฏิเสธ" เลขาธิการ สศช.กล่าว
     นายพรชัย รุจิประภา รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง สมาคมยานยนต์ และบริษัทรถยนต์เกี่ยวกับมาตรการลดภาษีสรรพสามิตให้กับรถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) เป็นเชื้อเพลิงว่า ทางบริษัทรถยนต์ต้องการให้รัฐบาลขยายเวลาการลดภาษีรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องยนต์เอ็นจีวีภายหลังหรือเร็ตโทรฟิต (retrofit) ตามราคาการติดตั้งจริงไม่เกิน 50,000 บาทเป็น 3 ปี จากเดิม   ที่กำหนดไม่เกิน 2 ปี เพราะต้องการเวลาในการเตรียมการติดตั้ง ทั้งการหาบริษัทรับติดตั้ง และนำเข้าอุปกรณ์      ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนกว่าจะดำเนินการและมีรถเอ็นจีวีที่บริษัทรถยนต์รับประกันออกมาได้ โดยกระทรวงการคลังจะกลับไปหารือและสรุปเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้  "เอกชนยังขอความชัดเจนเกี่ยวกับการลดภาษีป้ายรถยนต์เอ็นจีวี ซึ่งกรมการขนส่งทางบกระบุว่าจะเร่งจัดทำ    ให้เสร็จโดยเร็ว แต่ต้องรอ ครม.ชุดใหม่และสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ โดยหากเป็นรถที่ใช้เฉพาะก๊าซเอ็นจีวี    จะมีการลดภาษีป้ายวงกลม 50% แต่หากเป็นรถที่ใช้เชื้อเพลิงร่วมระหว่างน้ำมันและเอ็นจีวีจะเก็บภาษีป้ายเพียง 25%" นายพรชัยกล่าว
     นายองอาจ พงศ์กิจวรสิน เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลมีการลดภาษีให้กับรถยนต์ประเภทอื่นที่จะหันมาใช้เอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงด้วย เช่น รถปิคอัพ และรถบรรทุก แต่มีข้อจำกัดว่าปัจจุบันภาษีถูกอยู่แล้วคือ 3% จึงต้องการให้รัฐบาลมีเงินสนับสนุนในการติดตั้ง
     นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ปตท. กล่าวว่า ภายใน 5 ปีนี้ (2549-2553)  ปตท. เตรียมงบฯ ลงทุนสำหรับขยายปั๊มเอ็นจีวี จำนวน 43,000 ล้านบาท โดยภายในปีนี้จะขยายให้ครบ 200 แห่งทั่วประเทศ เพิ่มเป็น 430 แห่ง ในปี 2551 ซึ่งคาดว่าจะมีรถเอ็นจีวีประมาณ 3 แสนคัน และเพิ่มเป็น 740 แห่ง ภายในปี 2553 คาดว่าจะมีรถเอ็นจีวีประมาณ 5 แสนคัน มีการใช้ก๊าซเอ็นจีวี 10%   ของความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ

มติชน  16  พ.ค. 49

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 28899
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)