ทำไมอิสลามเข้ามาในเอเชียอาคเนย์จึงไม่ได้มาพร้อมวิทยาศาสตร์และวิทยาการอื่นๆ (ต่อ)
สืบเนื่องมาจากการเข้ามาของอิสลามสู่ดินแดนปาตานีในอดีต โดยผ่านอุลามาอฺ ซูฟี และเข้ามาในช่วงสมัยที่ศูนย์กลางอาณาจักรอิสลามราชวงศ์อับบาซียะฮฺ กำลังอ่อนแอและตกต่ำสุดขีด จึงไม่มีเป้าหมายที่จะขยายดินแดนในแถบคาบสมุทรมลายู เพราะไม่สามารถที่จะปกป้องคุ้มครองดินแดนเหล่านี้ รวมทั้งบรรดาอุลามาอฺที่เข้ามาเผยแพร่ก็กระทำโดยลำพังส่วนตัวไม่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรอับบาซียะฮฺ ดังนั้นถึงแม้เจ้าผู้ปกครองนครของดินแดนมลายูต่างๆรวมทั้ง Sultan Ismail Shah ( ค.ศ. 1457) เจ้าเมืองปาตานี คนแรกที่รับอิสลาม ประกาศ ให้รัฐปาตานีเป็นรัฐอิสลามก็ตาม แต่เราก็ไม่สามารถค้นพบการเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างรัฐอิสลามปาตานีกับศูนย์กลางอาณาจักรอับบาซียะฮที่บัฆฺดาด(แบกแดด) ดังนั้นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างนักเผยแพร่หรืออุลามาอฺ กลุ่มซูฟีเหล่านี้กับเจ้าเมืองและประชาชนชาวปาตานีเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้จึงไม่เป็นการแปลกเลย ที่เราไม่พบการถ่ายทอดความรู้ในวิทยาการด้านอื่นๆที่อาณาจักรฺอิสลามแห่งอับบาซียะฮฺได้พัฒนารุ่งเรืองจนเป็นศูนย์กลางการศึกษาของโลกในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิทยาการด้าน สังคมวิทยาและวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดสู่สังคมมุสลิมในราชอาณาจักรปาตานีจึงเป็นความรู้ที่กลุ่มบุคคลเหล่านี้ครอบครอง ไม่ใช่ขุมทรัพย์แห่งความรู้ในหลากหลายสาขาวิชาที่มีอยู่ในศูนย์กลางอาณาจักรอิสลามสมัยนั้น
ปรากฏการณ์อันนี้มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคุณุปการณ์ที่เหล่าบรรพชนอิสลามรุ่นแรกที่บุกเบิกนำอิสลามเข้าสู่เอเซียกลางและเอเซียใต้ไม่ว่าในแถบอ่าวเปอร์เซีย ตอนใต้ของรัสเซีย แถบลุ่มแม่น้ำสินธุและในชมพูทวีป เพราะนักเผยแพร่เหล่านั้นไม่ว่าจะเป็น Muhammad Bin Qasim และMahmud Ghaznawi และบรรดา Sultan ต่างๆ ของราชวงศ์โมกุล ต่างได้นำการเมืองการปกครองอิสลาม และวิทยาการต่างๆมาใช้ และส่วนหนึ่งมีการเชื่อมโยงกับศูนย์กลางอาณาจักรอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นช่วงสมัยอาณาจักรอุมัยยะฮฺหรืออับบาซิยะฮฺ บรรดาบรรพชนแรกๆเหล่านั้นเป็นทั้งนักเผยแพร่และนักปกครอง และที่สำคัญที่สุด บรรดานักเผยแพร่เหล่านั้นเป็นตัวแทนของศูนย์อำนาจอาณาจักรอิสลามในแต่ละสมัย
ด้วยสาเหตุของรูปแบบการเข้ามาของอิสลามสู่ปาตานีในเบื้องต้น และการจัดการศึกษาที่เป็นภาคเอกชนล้วนๆ เราจึงพบการศึกษาอิสลามที่มุ่งเน้นเฉพาะหลักศรัทธา หลักปฏิบัติ การศึกษาวิธีการอ่านอัลกุรอานให้ถูกต้อง และการขัดเกลาจิตใจ ซึ่งเป็นผลพวงของการจำกัดเฉพาะในเรื่องฟัรดูอีน และอิทธิพลของซูฟีในเรื่องการขัดเกลาจิตใจ และการปลูกฝังวิถีชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ
ในเมื่อรัฐ หรือผู้ปกครองไม่ได้ทุ่มเทให้การสนับสนุนต่อการจัดการศึกษาโดยตรง รวมทั้งวิทยาการสาขาอื่นๆจากศูนย์กลางอาณาจักรอิสลามไม่ได้นำมาถ่ายทอดสู่อาณาจักรปาตานี การจัดการศึกษาอิสลามในอาณาจักรปาตานีดารุสลามจึงเป็นการศึกษาในรูปแบบเซคิวลาร์เช่นกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ค่อยพบอุลามาอฺชาวปาตานีในอดีตที่เชี่ยวชาญวิชาการคำนวณ วิชาดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งๆที่ศูนย์กลางอาณาจักรอับบาซียะฮฺในช่วงสมัยนั้นมีนักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักการแพทย์มากมาย แม้กระทั่งในรัฐเครือข่ายของอาณาจักรอิสลามอย่าง Khurasan Bukhara ภายใต้การปกครองของ Mahmud Ghaznawi ( ค.ศ.997 – 1030 ) มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัย มีการให้งบสนับสนุนจัดตั้งห้องสมุด มีการจัดตั้งงบประมาณเป็นรายปีเพื่อสนับสนุนการศึกษาและเงินเดือนบรรดานักวิชาการสาขาต่างๆ[7] ด้วยเหตุนี้เราจึงพบนักวิทยาศาสตร์และนักปราชญ์มากมายที่มีชื่อเสียงควบคู่การปกครองของ Ghaznawi
ความผิดพลาดที่สำคัญอีกประการหนึ่งของนโยบายการศึกษาในอดีตและยังคงมีอยู่ในปัจจุบันก็คือเนื้อหาหลักสูตรบางวิชาที่ถอดแบบมาจากตะวันตก โดยที่ปรัชญาการศึกษาของตะวันตกล้วนตกผลึกมาจากแนวคิดวัตถุนิยมที่ปฏิเสธพระเจ้า และหันหลังให้กับศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาวิทยาศาสตร์ การนำหลักสูตรเช่นนี้มาใช้โดยขาดความระมัดระวัง และรอบคอบเกิดผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ผลกระทบทางตรงก็คือ บรรดาอุลามาอฺและประชาชนที่มีความรู้ขาดความมั่นใจในความจริงใจของรัฐ ผลกระทบทางอ้อมในระยะยาว นักเรียนไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญหรือความจำเป็นที่ต้องศึกษาวิทยาศาสตร์ การเรียนวิทยาศาสตร์เป็นแต่เพียงหลักสูตรบังคับที่ต้องเรียน หรือมันคือวิชาที่จะนำไปสู่อาชีพการงานที่มีรายได้ดีและมีหน้ามีตาในสังคม ส่วนผลกระทบระยะยาวที่เราเห็นในปัจจุบันก็คืออิทธิพลวัตถุนิยมตะวันตกได้ซึมซับเข้าไปในระดับผู้วางนโยบาย ในทบวงกรมต่างๆ ในผู้บริหาร ในบรรดาผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์หรือแม่พิมพ์ของชาติ มีอิทธิพลต่อเยาวชนและลูกหลานของเรา
ค่านิยม ศาสนาและคุณธรรมจริยธรรมไม่สามารถต้านกระแสวัตถุนิยมแห่งโลกสมัยใหม่ได้อีกต่อไป โลกทัศน์ได้เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เป้าหมายชีวิตของประชาชนจึงมีเพื่อแสวงหาความมั่งคั่งทางวัตถุ และเทิดทูนบูชาอารมณ์เป็นพระเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกเลยที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไทยของเรา 10 กว่าฉบับที่ผ่านมา ล้วนให้ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านวัตถุ ละเลยเพิกเฉยในการพัฒนามนุษย์ จนมีผลทำให้สังคมของเราเกิดวิกฤติด้านคุณธรรมจริยธรรมไม่ได้แตกต่างกับประเทศต้นแบบในตะวันตก
การศึกษาวิทยาศาสตร์ในอนาคต
สิ่งที่เราคาดหวังการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ กระบวนการศึกษาวิทยาศาสตร์สามารถซึมลึกถึงวิถีชีวิตของประชาชนเพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี หรือมีความมุ่งมั่นที่จะศึกษา ค้นคว้าวิจัย เพื่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่นำคุณประโยชน์แก่มนุษย์ชาติเหมือนกับนักวิทยาศาสตร์มุสลิมในอดีตที่ได้ฝากผลงานมากมายให้แก่โลกเป็นเวลาหลายศตวรรษ จำเป็นที่จะต้องบูรณาการกับอิสลามเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมมุสลิมต่อวิทยาศาสตร์ และปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง
ความคาดหวังอันนี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อ สังคมมุสลิมตระหนักถีงความสำคัญของการศึกษาวิทยาศาสตร์ และมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อ วิทยาศาสตร์ บรรดาผู้นำและปัญญาชนมุสลิมเข้าใจในทิศทางเดียวกัน สามารถผลักดันให้รัฐดำเนินนโยบายด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สอดคล้องกับความเชื่อ ความศรัทธาและวิถีชีวิตของมุสลิมอย่างแท้จริง วันนั้นเราคงจะเห็นมุสลิมได้ทำหน้าที่ของการเป็นประชาชาติที่ดีเลิศ เป็นคอลีฟะฮฺที่คอยคุ้มครองดูแลโลก เผยแผ่ความเมตตาแก่สรรพสิ่งทั้งหลาย อย่างสมภาคภูมิอีกครั้งหนึ่ง อินซาอัลลอฮฺ
[1] มันไม่มีสาขาใดของวิถีชีวิตมุสลิมไม่ว่าจะเป็นศาสนา การเมือง การใช้ชีวิตประจำวันของมุสลิมที่จะไม่เกี่ยวข้องกับความรู้ ซึ่งมุสลิมยึดถือความรู้เป็นสิ่งที่มีความหมายสูงสุด เขาจึงสรุปว่า ความรู้ คือ อิสลาม
Franz Rosenthal, Knowledge Triumphant ( Leiden, 1970 ), p. 19
[2] ประวัติศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่า ถ้าปราศจากความรู้ที่เป็น “วะห์ยู”มาจากพระเจ้า มนุษย์จะอยู่ในความสุดโต่งของสองขั้วที่ขัดแย้งอย่างรุนแรง ไม่ว่าในเรื่องสังคมหรือความประพฤติ ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนที่เสามารถเป็นอุทาหรณ์ ก็คือ พฤติกรรมที่เกี่ยวกับ เซ็กส์ โดยในสมัยกรีกและโรมันมนุษย์มีพฤติกรรมเพศสัมพันธ์โดยไร้ขอบเขต ไม่คำนึงถึงการยินยอมพร้อมใจ การข่มขืนเป็นเรื่องปกติ แต่หลังจากการล่มสลายของอาณาจักร กรีก และโรมัน ช่วงสมัยที่โบสถ์คาทอลิกมีอำนาจ กลายเป็นความสุดโต่งของการต่อต้านเพศสัมพันธ์ ในบรรดานักบวช และมีการกล่าวหาว่าบรรดาสตรีแอบมีเพศสัมพันธ์กับซาตาน จนนำสู่การทารุณกรรมและเผาทั้งเป็น ดังกรณีที่เกิดขึ้นกับสตรีทั้งหมู่บ้านในสวิสเซอร์แลนด์และเยอรมัน
Malik Badri, The Aids Dilemma : A Progeny of Modernity, Islam and The Challenge of Modernity (Kualalumpur, 1994) p. 123
[3] ดูการค้นพบเมืองโบราณของชาวอ๊าดและษะมูด โดยนักโบราณคดี Perished Nation, Harun Yahya; Taha Publishers Ltd, UK, 1999
[4] การประชุม First World Conference on Islamic Education ที่มักกะฮฺ เมื่อปี ค.ศ.1977 บรรดานักการศึกษาอิสลามได้แบ่งประเภทความรู้หลักๆเป็นสองประเภท
[5] Harun Yahya, Evolution Decceit,Ta-Ha Publishers Ltd.; UK, 1999
[6] Georg Sarton, Introduction to the History of Science ( New York : Krieger, 1975 ), vol. 1,pp. 28 - 29
[7] Mahyuddin Hj. Yahya, Sejarah Islam, Fajar Bakti Sdn.Bhd.,Kuala Lumpur, 1993. p. 451
เนื้อหาน่าสนใจมากเลย
สลามครับ
ยินดีที่แวะเวียนมาครับ