ทัศนะอิสลามต่อการศึกษาวิทยาศาสตร์
โดย อาจารย์ซอและห์ ตาเละ
คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา
ความรู้ในทัศนะอิสลาม
อิสลามกับวิทยาศาสตร์ไม่สามารถแยกกันได้ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ของอัลลอฮฺ หรือความรู้ของอิสลาม ( อัลกุรอาน ) ในขณะที่อิสลามให้ความสำคัญต่อความรู้เป็นอย่างยิ่ง จนไม่สามารถที่จะแยกอิสลามจากความรู้ได้ เพราะอิสลามกับความรู้ได้รวมเป็นหนึ่งเดียว[1] ซึ่งความรู้ในอิสลามเปรียบเสมือนแสงประทีปที่ให้ความสว่างและทางนำแก่ปัญญาและจิตใจของมนุษย์ เพียงแต่ว่าความรู้อันนี้จะต้องเป็นความรู้ที่ถูกต้อง และเป็นสัจธรรมอยู่ตลอดกาล
อิสลามถือว่าความรู้ที่ถูกต้องมาจากพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์ กฎเกณฑ์ธรรมชาติต่างๆ ความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณ ความเชื่อ ความศรัทธา หรือความรู้เกี่ยวกับวิถีการดำเนินชีวิต[2] และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ปัญญามนุษย์หยั่งไม่ถึง และไม่เคยมีข้อมูลมาก่อนโดยประสบการณ์ของมนุษย์เอง อาทิ การกำเนิดมนุษย์ หรือชีวิตแรกบนโลกใบนี้ หรือชีวิตหลังความตาย
บางความรู้มนุษย์ไม่มีทางที่จะแสวงหาให้ล่วงรู้โดยตัวมนุษย์เอง จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาการเปิดเผยและการชี้นำจากพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น บางความรู้อาจจะต้องมีกรอบ แนวทางกว้างๆ และบางความรู้มนุษย์สามารถแสวงหาได้อย่างเต็มที่ จากปรากฏการณ์ต่างๆที่พระองค์ได้ทรงประทานให้ไว้ในจักรวาล ในโลก และในตัวตนของมนุษย์เอง ก็คือความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ซึ่งความรู้สุดท้ายนี้ อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าได้เปิดเผยเพียงบางส่วนไว้ในอัลกุรอาน เพื่อให้มนุษย์ได้พิสูจน์ สัจธรรมอัลกุรอาน ว่าสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานมาหนึ่งพันสี่ร้อยกว่าปีมาแล้วหรืออีกกี่พันปีในอนาคต จะคงเป็นสัจธรรมตลอดไปหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เชื่อมโยงมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า ก็คือความรู้ ที่มาจากคัมภีร์อัลกุรอานนี้เอง
อัลกุรอานซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอิสลามได้เริ่มต้น “วะห์ยู” การประทานโองการแรกด้วยการใช้ ให้อ่าน ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของการแสวงหาความรู้ ในขณะเดียวกันอิสลามก็ให้ความสำคัญต่อการสังเกต การใคร่ครวญ การพินิจพิจารณา ตัวตนของมนุษย์เอง ธรรมชาติรอบตัว ทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต สิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือนามธรรม หรือความรู้สึกนึกคิด แม้กระทั่งเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่ปราศจากการบันทึกโดยมนุษย์ เพียงแต่มีร่องรอยที่หลงเหลือเป็นมรดกโลก ไม่ว่าจะเป็น บัยติลละฮฺ แห่งมหานคร มักกะฮฺ ปิระมิดสัญลักษณ์ความมีอำนาจ และอหังการของฟาโรห์แห่งอิยิปต์ เรื่องราวของชาวอ๊าดและษะมูด[3] ความเร้นลับของตัวละคร และเรื่องราวที่คลุมเครือหรือสูญหายจากการบันทึกเหล่านี้ กลับได้รับการเปิดเผย ชี้แจงจากอัลกุรอานด้วยวิธีการที่เป็นวิชาการ การบูรณาการหลากหลายองค์ความรู้ และเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน และสมดุลที่สุด ดังที่เราได้ค้นพบในซูเราะฮฺ อัล อะรอฟ อายะฮฺที่ 74 ว่า
“และพวกท่านจงระลึกขณะที่พระองค์ได้ทรงให้พวกท่านเป็นผู้สืบช่วงแทนมาหลังจากชาวอ๊าดและได้ทรงให้พวกท่านตั้งหลักแหล่งอยู่ในแผ่นดินส่วนนั้น โดยยึดเอาจากที่ราบของมันเป็นวังและสกัดภูเขาเป็นบ้าน พวกท่านพึงระลึกถึงความกรุณาของอัลลอฮฺเถิด และจงอย่าก่อกวนในแผ่นดิน ในฐานะผู้บ่อนทำลาย”
หลังจากอัลกุรอานได้เปิดเผยเรื่องราวและความเร้นลับ ทั้งที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ และเหตุการณ์ต่างๆ อัลกุรอานจะกระตุ้นพร้อมท้าทายสติปัญญาและจิตใจของมนุษย์ ด้วยคำว่า สูจ้าไม่ได้เห็นดอกหรือ สูเจ้าไม่ได้สังเกตดอกหรือ สูเจ้าไม่ได้คิดใคร่ครวญดอกหรือ สูเจ้ายังไม่ศรัทธาอีกหรือ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่แปลกใจ ที่ไม่ค่อยได้พบเห็นนักวิชาการ นักปราชญ์ หรือนักวิทยาศาสตร์มุสลิม ที่คิดนอกกรอบ เลยเถิดจนกระทั่งประกาศตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้า และปฏิเสธศาสนาโดยสิ้นเชิง เหมือนที่เกิดขึ้นในวงการวิชาการ วงการวรรณกรรม หรือในวงการวิทยาศาสตร์ของชาวตะวันตกเมื่อเผชิญหน้ากับกระแสโลกสมัยใหม่ที่ถูกครอบงำโดยลัทธิวัตถุนิยม สุดโต่ง
อะไรคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความจริงอันนี้ เป็นสิ่งที่ท้าทายการศึกษาวิเคราะห์อย่างยิ่ง
สถานะและประเภทของความรู้ในอิสลาม
อิสลามให้ความสำคัญและเทิดทูนความรู้เป็นอย่างยิ่ง เพราะด้วยความรู้ที่เป็นสัจธรรม ทำให้มนุษย์สามารถปลดปล่อยตัวเองออกจากความมืดมน หรือความอวิชาที่นำไปสู่การหลงทาง ทำให้มนุษย์สามารถแยกแยะ สิ่งที่ดีและสิ่งที่เลว ทำให้มนุษย์รู้จักคุณธรรม และมีอารยธรรม สามารถยกระดับตัวเองให้แตกต่างจากสัตว์ หรือทำให้ผู้ที่มีความรู้มีฐานะที่แตกต่างจากผู้ที่ไม่รู้ ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในซุเราะฮฺที่ 28 อายะฮฺที่11 ความว่า
“พระองค์อัลลอฮฺจะทรงยกย่องเทิดเกียรติแก่บรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้ได้รับความรู้หลายฐานันดร”
ความรู้ทำให้บรรดาผู้ศรัทธาที่ครอบครองและเผยแพร่ ได้รับเกียรติให้เป็นทายาทของท่านศาสดา ( ศ็อลฯ ) ดังวจนะของท่านที่กล่าวว่า
“บรรดาผู้รู้คือทายาทของท่านศาสดา” อัลหะดิษ
อัลกุรอานได้ตอกย้ำในซูเราะฮฺที่ 39 อายะฮฺที่ 9 ความว่า
“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)บรรดาผู้รู้กับบรรดาผู้ไม่รู้จะเท่าเทียมกันหรือ”
ด้วยเหตุนี้การแสวงหาความรู้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมุสลิมทั้งหญิงและชาย และ เป็นภาระหน้าที่ของปัจเจกชนและผู้ปกครองที่จะต้องแสวงหาหรือจัดการให้แก่ตัวเองและผู้อยู่ใต้ความดูแล ตั้งแต่อยู่ในเปล จนถึงหลุมฝังศพ
อิสลามได้แบ่งประเภทความรู้หลักๆเป็นสองประเภทคือ
ความรู้ Naqli ( Revealed Knowledge ) หรือความรู้ที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาเป็นวะห์ยูซึ่งก็คือ อัลกุรอาน และซุนนะฮฺของท่านศาสดา ( ศ็อลฯ)
ความรู้ Aqli ( Acquired Knowledge ) หรือความรู้ที่มนุษย์แสวงหาด้วยสติปัญญาและประสบการณ์ของมนุษย์ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับความรู้วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ( Natural Science ) เทคโนโลยี และความรู้ร่วมสมัย[4]
ความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามกับวิทยาศาสตร์(Kalamullah กับ Sunnatullah )
อิสลามกับวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ประชาชาติมุสลิมจึงได้รับการบัญชาจากอัลลอฮฺให้ศึกษาวิเคราะห์ปริศนาแห่งปรากฏการณ์ต่างๆในจักรวาลนี้เชิงระบบ ดัง อายะฮฺอัลกุรอาน ซูเราะฮฺที่ 88 อายะฮฺที่ 17 – 20 ซึ่งมีความหมายว่า
“พวกเขาไม่พิจารณาดูอูฐดอกหรือว่ามันถูกบังเกิดมาอย่างไร”
“และ (ไม่พิจารณาดู ) ท้องฟ้าบ้างหรือว่ามันถูกยกให้สูงขึ้นอย่างไร”
“และ (ไม่พิจารณาดู ) ภูเขาบ้างหรือว่ามันถูกปักไว้อย่างไร ”
“ และ ( ไม่พิจารณาดู ) แผ่นดินบ้างหรือว่ามันถูกแผ่ลาดไว้อย่างไร”
ไม่เพียงแต่เท่านั้น อัลลอฮฺได้กล่าวยกย่องให้เกียรติบรรดาผู้ที่สนใจศึกษาวิเคราะห์ฟากฟ้าและจักรวาลด้วยการเรียกขานว่าเป็น Ulul Albab ( ผู้มีปัญญา ) ดังอายะฮฺ อัลกุรอาน ซูเราะฮฺที่ 3 อายะฮฺที่ 190 – 191 ความว่า
“แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการที่กลางวันและกลางคืนตามหลังกันนั้น แน่นอนมีหลายสัญญาณ สำหรับ อูลุล อัลบาบ (ผู้มีปัญญา )”
“คือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮฺ ทั้งในสภาพยืน นั่ง และในสภาพนอนตะแคง และพวกเขาพินิจพิจารณากันในการสร้าง บรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน ( โดยกล่าวว่า ) โอ้พระเจ้าของพวกข้าพระองค์ พระองค์ไม่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาโดยไร้สาระ มหาบริสุทธิยิ่งพระองค์ท่าน โปรดคุ้มทรงครองพวกข้าพระองค์ให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรก ”
การที่มุสลิมทำการศึกษาค้นคว้าวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เพื่อทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆที่เป็นกฎธรรมชาติโดยมีกรอบจากการเปิดเผยของอัลกุรอาน ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยพบทฤษฎีหรือกฎใดๆที่เป็นผลจากการสังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แท้จริงขัดแย้งกับข้อมูลในกุรอาน ดังนั้นการศึกษาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจึงเป็นการศึกษาทำความเข้าใจหลักศรัทธาในด้านเอกภาพ พลานุภาพและความปรีชาญานของพระองค์อัลลอฮฺในการเป็นพระผู้สร้างและพระผู้อภิบาล
หลักการปฏิบัติ ซึ่งเป็นหลักการที่สองของมุสลิมที่ทุกคนจะต้องยึดถือปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของการปฏิบัติศาสนกิจ หรือการใช้ชีวิตประจำวัน มีหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์โดยตรง หากปราศจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุสลิมผู้ศรัทธาไม่สามารถ แยกแยะระหว่างอาหารที่อนุมัติหรือต้องห้าม เพราะการวิเคราะห์สิ่งเจือปนในอาหารต้องใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
โดยสรุปแล้ววิทยาศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับอิสลามหรือมุสลิม ทั้งในเรื่องทีเกี่ยวกับความศรัทธาและหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาจะเป็นวิทยาศาสตร์บริสุทธิหรือวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นการศึกษากฎเกณฑ์ธรรมชาติ เพื่อพิสูจน์ สัจธรรมอัลกุรอาน และตระหนักถึงความเกรียงไกร และความปรีชาญานของพระองค์
ส่วนวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมุสลิม การอำนวยความสะดวก วิทยาศาสตร์การแพทย์และเทคโนโลยีสมัยใหม่จะเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์โดยส่วนใหญ่ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการอนุมัติให้กระทำได้หรือไม่ อาทิการบริโภค อุปโภค การทำแท้ง การผสมเทียม การฝากครรภ์ การบริจาคอวัยวะ ศัลยกรรมตกแต่ง การแปลงเพศ การคุมกำเนิด การโคลนนิง และอื่นๆ การวินิจฉัยนวัตกรรมใหม่ๆเหล่านี้ต้องใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และนิติศาสตร์อิสลามมาพิจารณาร่วมกัน โดยหลักเกณฑ์แล้วอิสลามสนับสนุนให้มนุษย์ศึกษาค้นคว้า นวัตกรรมใหม่ๆเพื่อความปลอดภัย ความผาสุกของมนุษย์แต่ก็มีกรอบ ของวัตถุประสงค์และวิธีการที่จะต้องสอดคล้องกัน คือเป็นที่อนุโลม ซึ่งนักปราชญ์มุสลิมได้สรุปเป็นแนวทางกว้างๆสำหรับเป็นกรอบในการวินิจฉัยโดยยึดวัตถุประสงค์ของซารีอะฮฺ ( Maqasid As shari-ah )5 ประการเป็นหลัก คือ วัตถุประสงค์
เพื่อปกป้องศาสนาหรืออากิดะฮฺ
เพื่อปกป้องชีวิตและร่างกาย
เพื่อปกป้องสติปัญญา
เพื่อปกป้องทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ
เพื่อปกป้องสายเลือด หรือการสืบสายพันธุ
ดังนั้นนวัตกรรม หรือกิจกรรม การงานต่างๆ จะวินิจฉัยว่าอนุโลมให้กระทำได้หรือไม่ตาม ซารีอะฮฺ อิสลาม ก็ขึ้นอยู่การพิจารณาผลกระทบต่อวัตถุประสงค์ 5 ประการข้างต้น ในขณะเดียวกันการพิจารณา วิเคราะห์ นวัตกรรมใหม่ๆไม่ว่าที่เกี่ยวกับการแพทย์หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่จำเป็นต้องพึ่งพาความรู้ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างแน่นแฟ้น
ทัศนะอิสลามต่อวิทยาศาสตร์( Natural Science and Applied Science)
อัลกุรอานซึ่งเป็นรากฐานและ หลักฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับการพิสูจน์ถึงสัจธรรมอิสลาม ถึงแม้ระยะเวลาได้ผ่านพ้นไป 1400 กว่าปี แต่อัลกุรอานก็ยังคงความบริสุทธิ์ดั้งเดิม ปราศจากการปรุงแต่งต่อเติมด้วย ความคิดของมนุษย์ จึงไม่มีฉบับที่แตกต่างกันเหมือนในบางคัมภีร์ ด้วยเหตุนี้ อัลกุรอานจึงไม่เคยมีการสังคายนา เพื่อปรับปรุงเนื้อหาข้อมูลให้เหมาะสมกับกาลสมัย มันเพียงพอกับการประกาศจากพระผู้เป็นเจ้าว่า พระองค์จะทรงปกป้องคุ้มครองอัลกุรอานด้วยพระองค์เอง
อัลกุรอานได้ถูกขนานนามด้วยอัลกุรอานเองว่า เป็นAyatullah ซึ่งหมายถึง อายะฮของอัลลอฮฺ โดยความหมาย อายะฮฺได้สื่อถึง โองการ หรือ สัญญาณด้วยเหตุนี้Ayatullah ก็คือ
โองการของอัลลอฮฺหรือ
สัญญาณต่างๆของอัลลอฮฺ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่อัลลอฮฺได้สร้างมา
ในทัศนะอิสลามถือว่าวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ( Natural Science ) ที่ศึกษาและอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาตินั้นก็คือ การศึกษาและอธิบาย Sunnatullah ( กฎการสร้างของอัลลอฮฺ ) ด้วยเหตุนี้ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติจึงไม่มีทางที่จะขัดแย้งกับอัลกุรอานซึ่งเป็น Kalamullah ( พระดำรัสของอัลลอฮฺ ) เพราะทั้งสองส่วนต่างมาจากอัลลอฮฺ พระผู้สร้างและบริหารจักรวาลอันยิ่งใหญ่
สาเหตุของความขัดแย้งระหว่างอิสลามกับวิทยาศาสตร์
ความขัดแย้งระหว่างอิสลามกับวิทยาศาสตร์ ล้วนสืบเนื่องมาจากความอ่อนแอ ข้อจำกัด หรือความดื้อรั้นของมนุษย์เองทั้งสิ้น ความอ่อนแอหรือข้อจำกัดของสติปัญญาของมนุษย์ที่จะไปศึกษาเรียนรู้สิ่งที่พ้นญาณวิสัย หรือข้อผิดพลาดของมนุษย์ในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์หรือกฏเกณฑ์ของอัลลอฮฺ
เหมือนกรณี ทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน เพราะปรากฏการณ์ การก่อกำเนิดชีวิตแรกบนโลกนี้ ไม่มีใครพบเห็น หรือสามารถย้อนมาทดลองทำใหม่ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าได้ ส่วนซากฟอซซิลมนุษย์มาจากลิงหรือที่เรียกว่า Piltdown Man ซึ่งค้นพบที่เมือง Piltdown ประเทศอักฤษในปี ค.ศ. 1912 แต่หลังจากนั้น 40 ปี ในปี ค.ศ.1953 มีการเปิดเผย โดย Stephen Jay Gould ตีพิมพ์ลงในวารสาร New Scientist ฉบับวันที่ 5 เดือนเมษายน 1979 ซึ่งกล่าวว่า ฟอซซิลโครงกระดูกมนุษย์กึ่งลิงที่ค้นพบในเมือง Peltdown นั้นเป็นกระบวนการลวงโลกที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการผสมโครงกระดูกลิงอุรังอุตังกับโครงกระโหลกมนุษย์ ที่มีอายุไม่เกิน500 ปี[5] และก็มีนักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกเองมากมายคัดค้านทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน
ส่วนข้อผิดพลาดจากการตีความหรืออธิบายความหมายอัลกุรอานในยุคก่อนๆที่ไม่สอดคล้องกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ก็ปรากฏให้เห็นเช่นกัน ซึ่งเนื่องมาจากความอุตริของบรรดาผู้แปลหรือผู้อธิบายอายะฮฺ อัลกุรอาน โดยไม่ได้ยึดฮาดิษนบี ( ศ็อลฯ ) ที่ถูกต้องหรือการอรรถาธิบายที่น่าเชื่อถือ
อันที่จริงแล้วข้อมูลต่างๆที่เป็นข้อมูลวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่ได้เปิดเผยโดยอัลกุรอานเมื่อ 1400 กว่าปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยพบเห็นความขัดแย้งกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ประกอบกับหลักการบูรณาการขององค์ความรู้ในอัลกุรอานที่เชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆเข้าด้วยกันโดยยึดติด หรือรวมศูนย์กลับสู่ความเชื่อ ความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า และความสมบูรณ์ แห่งสัจธรรมของ อัลกุรอาน ที่มนุษย์ไม่พบเห็นความขัดแย้งหรือความบกพร่อง บรรดาผู้รู้ หรือนักปราชญ์มุสลิมในอดีตช่วงสมัยอาณาจักร์อิสลามรุ่งเรืองจึงเป็นทั้งนักปราชญ์และนักการศาสนาที่ครอบครองความรู้ด้านศาสนาและวิทยาการ อื่นๆควบคู่กันไปอย่างสมดุล หลักฐานที่สามารถแสดงให้เห็นชัดในประเด็นนี้ก็คือ โองการ อัลกุรอาน ซูเราะห์ที่21 อายะห์ที่ 30 ความว่า
“และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้น ไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้น แต่ก่อนนี้รวมติดกัน แล้วเราได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน เราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตจากน้ำ ดังนั้นพวกเขายังไม่ศรัทธาอีกดอกหรือ” (อัลกุรอาน 21 : 30 )
จากอายะฮ์นี้จะเห็นการบูรณาการขององค์ความรู้ในสาขาวิชาฟิสิกส์ ชีววิทยาและสุดท้ายเชื่อมโยงกับหลักการศรัทธาได้อย่างกลมกลืนที่สุด
ความเจริญรุ่งเรืองและความตกต่ำของวิทยาศาสตร์ในโลกมุสลิม
ความเจริญรุ่งเรืองของวิทยาศาสตร์ในโลกมุสลิมมักจะเกี่ยวข้องกับภาวะความเข้มแข็ง และความมั่งคั่งของอาณาจักรอิสลาม ไม่ว่าในช่วงสมัยราชวงศ์อับบาซียะฮฺ หรือ ราชวงศ์ อุษมานียะฮฺ แม้กระทั่งรัฐเครือข่ายแห่ง Khurasan ในสมัยการปกครอง ของ Mahmud Ghaznawi ที่เกิดนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเช่น al-Bairuni
ในขณะเดียวกันความตกต่ำของวิทยาศาสตร์ในโลกมุสลิม เป็นผลพวงจากความตกต่ำและการล่มสลายของศูนย์กลางอาณาจักรอิสลาม ทั้งเนื่องมาจากความแตกแยกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย และ จากการถูกรุกรานโดยมองโกล ในศตวรรษที่ 13 และนักล่าอาณานิคมตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่ก็มีบางทัศนะว่าเป็นผลพวงของอิทธิพลทางความคิดซูฟี ของสำนักคิด ของ Ashariyah และ Al Ghazali ที่มีอิทธิพลทางความคิดในช่วงศตวรรษที่ 13 เช่นกัน[6]
น่าสนใจมากครับงานเขียนชิ้นนี้ ขอชื่นชมท่านคณบดีคณะวิทย์อย่างมากครับ ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนในวิทยปัญญาที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างลุ่มลึก และขอให้คุณงามความดีของผู้นำมาเผยแพร่ได้รับผลบุญด้วยครับ
ดูแลสุขภาพด้วยครับน้อง...
สลามบัง
รอนานเช่นกัน สำหรับบทความชิ้นนี้ น่าสนใจ เลยมาฝาก
ส่วนหนึ่งจากบทความในโครงการวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 2
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2552
บังก็เช่นกันดูแลสุขภาพด้วย ทำงานหนักเช่นกัน