
จากการที่ครูวุฒิได้พบกับพ่อคำเดื่อง ภาษี
ในงานมหกรรมการปลูกยางนาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ
ที่บ้านโสน ตำบลโสน อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 11 สิงหาคม 2552
และหลังกิจกรรมเราได้เข้าเยี่ยมชมแปลงป่านาสวนผสมผสานของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ด้วยกัน

ระหว่างนั้น เราได้คุยกันหลายเรื่อง
โดยเฉพาะในเรื่องของปัญหาสังคมอันเนื่องมาจาหปัญหาครอบครัวแตกแยก(โดยไม่ตั้งใจ)
ซึ่งสุดท้ายแล้วส่งผลเชื่อมโยงไปยังปัญหาอีกหลายเรื่อง
รวมถึงปัญหาการจราจร ความแออัด ยาเสพติด ขยะล้นเมื่อง และปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกันของ กทม.
เพราะแท้จริงแล้ว ก็เกิดจากการที่คนชนบทได้อพยพเข้าไปแย่งกันกินแย่งกันใช้
เพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวนั่นเอง
สุดท้าย เราได้ข้อสรุปเดียวกันว่า
ปัญหาดังกล่าวนั้น จะแก้ได้ก็ด้วยวิธีการดึงคนชนบทกลับมาทำอยู่ทำกินทำใช้ที่บ้าน
ซึ่งมีงานมีเงินมากมายรออยู่ในไร่ในนาในสวน
แทบทุกงานที่นี่ มีเทวดาคอยช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่อีกนับไม่ถ้วน
เช่น เพียงเราหย่อนต้นไม้สักต้นลงในดินด้วยความรัก ความรู้ ความเข้าใจ
ประเดี๋ยวต่อๆไปเทวดาท่านก็จะช่วยเลี้ยงดูให้เติบโตเอง
สิบปี ยี่สิบปีผ่านไป (แบบไม่ต้องคอย ทำลืมๆไปเหมือนการทำบุญทำกุศลนั่นแหละ)
ต้นไม้ที่เทวดาช่วยเลี้ยงก็จะเติบโตมีมูลค่ามีราคาขึ้นเอง
ลูกหลานในวันนั้น ก็จะมีรายได้จากต้นไม้เท่าที่เราจะพาสร้างพาแปลงไว้ในวันนี้
ส่วนรายได้ที่จะกินจะใช้และชำระหนี้เฉพาะหน้าในปัจจุบันทันด่วน
เราก็สามารถใช้ความขยัน(สักครึ่งของที่ใช้ตอนเป็นลูกจ้าง)หาได้จากดินจากดอนนั่นเอง
เพราะมีสินค้าจากนาจากไร่จากสวนหลายชนิดที่ยังมีราคาดี
ที่ทำแล้วขายได้และมีกำไรแน่นอนหากทำด้วยต้นทุนที่ถูกที่ต่ำ
เช่น พริกสด หอมแบ่ง ผักชีหอม ปลาสด ไก่บ้าน หน่อไม้ ฯลฯ
(ซึ่งส่งไปให้แย่งกันกินที่ กทม.นั่นแหละ และหลายอย่างส่งเป็นสินค้าออกไปขายที่กัมพูชาได้ด้วย)
กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันได้ในครอบครัวแบบ 100 %
ครอบครัวจะได้อบอุ่น ลูกหลานจะได้มีกิจกรรมปลดปล่อยพลังในทางที่สร้างสรรค์
แทนการปลดปล่อยแบบต้องไปประกันตัวกันที่โรงพักอย่างที่เห็นกันทั่วไปในปัจจุบัน
และประเด็นสำคัญที่คนชนบทต้องคิดกันให้ลึกและละเอียดที่สุดก็คือ
"ค่าตอบแทนที่ได้จากการเป็นลูกจ้างเขาในโรงงาน กับการที่เราเป็นนายตัวเองในไร่นา ส่วนไหนที่มากค่ากว่า มั่นคงกว่า และเพิ่มค่าขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลาที่ผ่านไป"
.......ฯลฯ......
ณ บันทึกนี้ ที่ครูวุฒิอยากให้ทุกท่านได้อ่านกันก็คือ
แนวคิดวิธีการแก้ไขปัญหาของ กทม. และสังคมทั้งมวล
ด้วยการจัดการศึกษาในแบบของพ่อคำเดื่อง ภาษี ที่สื่อมวลชนได้นำเสนอไว้
สนใจเชิญคลิกได้เลยครับ
************************
เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติหมดไปสิ่งที่เลวร้ายจะตามมา ที่ กทม.ความอุดมสมบูรณ์หมดไม่มีเหลือมานานมีแต่สิ่งเลวร้ายนานนับประการ รัฐเองจะต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานในชนบทให้มากกว่าที่เป็นอยู่เพื่อที่จะให้คนใน กทม.กลับไปบ้านใช้วิถีชีวิตขุดดินฟันหญ้าจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างที่ พ่อคำเดื่อง ภาษี ได้ให้ทัศนไว้ ขอบพระคุณ
สวัสดีครับท่าน ผอ.ประจักษ์
สวัสดีครับท่าน
เกษตร(อยู่)จังหวัด
...อย่าไปเลยยย..บางกอก..จาบอกให้...เราช่วยกันร้องให้พี่น้องกันฟัง..อาจจะช่วยได้อีกวิธีหนึ่ง...ยายธีช่วยคิด
ครับคุณยาย
ยายธี
สวัสดีค่ะ
ตามมาทำความรู้จักพ่อคำเดื่อง ภาษีค่ะ
ป.ล.
ปลื้มใจค่ะที่งานที่เผยแพร่พอจะเป็นประโยชน์บ้าง (เห็นคุณครูบอกจะนำงานที่เผยแพร่ไปสอนเด็กๆ )
และขอบพระคุณค่ะ กับคำนิยามของอาชีพที่คุณครูตั้งให้
อีกครั้งค่ะ
ไม่ทราบอ่านบันทึกหน้านี้หรือยังคะ ต่างชาติยอมรับค่ะ ว่าการแก้ไขปัญหาโลกร้อนด้วยวิธีเดิมไม่ได้ผล จึงเสนอให้นำหลักในพุทธศาสนามาแก้ไข
อริยสัจ ๔ บนเวทีแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน
ขออภัยค่ะ ผิดลิ้งค์ ต้องลิ้งค์นี้ค่ะ
อริยสัจ ๔ บนเวทีแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน
สวัสดีครับคุณพี่
ณัฐรดา