คำสนทนาระหว่างประธานาธิบดีผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวอเมริกันกับหญิงชราชาวอีสาน ยังคงนำมาเล่าสืบต่ออีกเป็นเวลานาน

          ผมคิดมาหลายวันว่าจะเขียนเรื่องแม่ในวันแม่ปีนี้ไหม..... จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม ก็ตัดสินใจว่าไม่เขียนดีกว่า แต่แล้ว เมื่อเช้านี้เอง (13 สิงหาคม) ผมดูรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ก็เลยเปลี่ยนใจ เพราะอย่างน้อยขณะที่ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ผมคงรำลึกถึงความรักของท่านได้ลึกซึ้ง มากกว่าการนึกถึงท่านเพียงอย่างเดียว

          ปลายพฤษภาคม - ต้นมิถุนายน 2544 หญิงชราลูกชาวนา ที่เรียนหนังสือจบเพียงชั้น ป.2 ได้มีโอกาสนั่งเครื่องบินของสายการบิน อีวา แอร์ จากดอนเมืองไปไต้หวัน แล้วต่อเครื่องมุ่งสู่ลอสแองเจลิส ตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่องแม่นั่งเงียบ บางครั้งลอบถอนหายใจ พอผมถามว่า แม่ไม่สบายรึเปล่า ท่านก็บอกว่า สบายดี จนเรามาถึงไต้หวัน ขณะที่รอเวลาขึ้นเครื่องไปลอสแองเจลิส แม่ถามผมว่า

          “ค่าเครื่องบินเท่าไหร่” ผมตอบว่า ไป-กลับ คนละสามหมื่นห้าพันบาท แกถอนหายใจแล้วบ่นว่า

“แพงจัง  ไม่รู้จะให้แม่ไปทำไม แค่รู้ว่าลูกมีความสุขที่เมืองฝรั่ง แม่ก็ดีใจแล้ว”

“น้องเขาอยากให้แม่ไป เขาคงดีใจมากที่เห็นแม่กับพ่อไปเยี่ยมเขาถึงอเมริกา” ผมพยายามบอกถึงความตั้งใจของน้องสาวผม

“ไม่เป็นไรหรอก... ลูกเขาอยากให้ไป ก็ตามใจเขาเถอะ” พ่อที่นั่งอยู่ข้างๆ พูดขึ้นบ้าง 

 แม่ พ่อและผมอยู่อเมริกายี่สิบเอ็ดวัน ลูกสาวและลูกเขยพาเที่ยวแทบทุกวัน ซึ่งทั้งสองท่านก็มีความสุขในทุกแห่งที่ได้ไป

 

 ชื่นชมร้านเพชรของลูกสาว

 อาหารไทยที่ Thai Town

กับเจ้าฉลามขาวที่ Universal Studio

ภายในรถ ลีมูซีน เดินทางไปลาสเวกัส

ดูโชว์ที่ลาสเวกัส

ต้นเดือนมิถุนายน พวกเราไปเที่ยวดิสนี่แลนด์ หลังจากที่เข้าชมการแสดงหลายแห่ง จนมาถึงอาคารจำลองทำเนียบขาว มีภาพยนตร์ประวัติของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอร์น เจ้าหน้าที่จะแจกหูฟังไร้สายให้คนละอัน เพียงเราสวมเข้าที่หู จะได้ยินเสียงของภาพยนตร์อย่างชัดเจน

ผมนั่งข้างๆ แม่และใส่หูฟังให้ท่าน แม้ว่าท่านจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังดีได้ยินเสียงดนตรีประกอบที่ไพเราะ  ขณะที่ภาพยนตร์ถึงตอนท่านอับราฮัม ลินคอร์นนำทหารเข้ารบในสงครามกลางเมือง แม่ได้สะกิดผมและถามเบาๆ ว่า ใครน่ะ ผมดีใจที่แม่ให้ความสนใจกับภาพยนตร์จึงตอบเพียงสั้นๆ ว่า ประธานาธิบดี แม่กระซิบผมต่อ ซึ่งทำให้ผมแปลกใจ ท่านพูดว่า

“เพิ่นถามแม่ว่า มาจากอุบลเรอะ” เอ.... ถามตอนไหนนี่ ผมสงสัย แต่ก็ถามแม่ว่า

“แล้วแม่ว่าไงล่ะ”

“แม่ ตอบว่า โดย..ขะน่อย” แม่บอกผม พร้อมกับพนมมือขึ้นบนหัว

 หลังจากพวกเราออกมาจากอาคารจำลองทำเนียบขาวแล้ว ผมได้เล่าเรื่องนี้ให้น้องสาวฟัง เธอหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง แล้วถ่ายทอดให้สามีอเมริกันฟัง เขาเป็นสุภาพบุรุษดีมาก เพียงแค่ยิ้มและมองแม่ด้วยความชื่นชม เขาบอกว่า

“คนอีสานเปี่ยมไปด้วยน้ำใจ และความอ่อนน้อมถ่อมตน เขาโชคดีมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวชาวอีสาน”

             คำสนทนาระหว่างประธานาธิบดีผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวอเมริกันกับหญิงชราชาวอีสาน ยังคงนำมาเล่าสืบต่ออีกเป็นเวลานาน และทุกคนที่ได้ฟังล้วนแต่ชื่นชอบ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“เป็นบุญของแม่แล้ว ที่ได้ยินอย่างนั้น”

ผมคงไม่บาปนะครับ ที่นินทาแม่ ด้วยรัก เทิดทูนและรำลึกถึงพระคุณที่ไม่รู้จบ