เราจะไม่พรากจากกัน : Not Without My Daughter




เราจะไม่พรากจากกัน : Not Without My Daughter
Betty Mahmoody / ผู้เขียน
มนันยา / ผู้แปล
จัดพิมพ์โดย / สนพ.มติชน (มีนาคม ๒๕๔๖)






เรื่องย่อ (จากคำนำสำนักพิมพ์) :

" เราจะไม่พรากจากกัน " เป็นเรื่องจริงแห่งสัมพันธภาพที่ยิ่งใหญ่ระหว่างแม่กับลูกสาวที่เกิดขึ้นและฮอลลีวู้ดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อหลายปีก่อน พันธสัญญาที่ร้อยไว้ด้วยความรัก ความผูกพันของแม่ลูกคู่หนึ่งที่จำใจต้องตกไปอยู่ในประเทศอิหร่าน ในช่วงความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับอิหร่านกำลังเขม็งเกลียว ร้อนระอุเต็มที่

เบ๊ตตี้และลูกสาวตัวน้อยต้องติดอยู่ในประเทศแห่งนี้ จากการที่ความรักความไว้วางใจมาถูกทรยศหักหลัง สองแม่ลูกไม่มีวันนึกถึงว่า เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น ชายผู้ที่เคยเป็นสามีและพ่อที่แสนดีของคนทั้งคู่ จะกลายเป็นปีศาจร้ายผู้คุมใจโหดไปได้

ราวกับโลกถล่มลงตรงหน้าเบ๊ตตี้ ที่จู่ ๆ ไม่ทันตั้งตัว เสรีภาพและความเสมอภาคที่เปรียบเสมือนลมหายใจของชีวิตอเมริกันชนต้องสูญสิ้นไปในพริบตา เมื่อเธอต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ความคิดความเชื่อที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง...............

โปรยปกหลัง :

…มาห์ท็อปโผเข้ามาหาฉันแล้วซุกหน้าลงกับตัก
เรากอดกันไว้แน่นเหมือนจะแบ่งปันความเจ็บปวด
ของกันและกัน ไม่ใช่แต่บาดแผลทางกายเท่านั้น
หากแต่เป็นความเจ็บปวดภายในจิตใจด้วย

เราต่างร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดไม่ออกไปหลายนาที…
“จำไว้อย่างหนึ่งว่า แม่จะไม่ยอมออกจากประเทศนี้ไป
โดยไม่มีลูกไปด้วยอย่างแน่นอนที่สุด ไม่มีวัน!…“

…ฉันจะไม่ไปไหนเป็นอันขาดถ้าลูกไม่ได้ไปด้วย
ฉันร้องเสียงดัง “เราจะไม่พรากจากกัน”






ส่วนตัว

เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่...เมื่อได้เริ่มต้นอ่านแล้วก็แทบจะวางไม่ลงเลยทีเดียว ด้วยเรื่องราวที่ร้อยเรียงในนั้น ทั้งตื่นเต้น เร้าใจ ชวนลุ้นระทึกอยู่ตลอดทั้งเล่ม

รวมทั้งต้องคอยเอาใจช่วยทั้งสองคนแม่ลูกอยู่ตลอดเวลา...

เล่าเรื่องย่อเพิ่มเติมจากข้างบนนิดหนึ่งแล้วกัน...

เบ๊ตตี้แต่งงานครั้งที่สองกับมูดี้ วิสัญญีแพทย์ชาวอิหร่าน หลังจากลูกสาวคนเดียวของพวกเขา...มาห์ท็อป อายุได้สี่ขวบ มูดี้ก็ชวนเบ๊ตตี้เดินทางกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่กรุงเตหะราน โดยมีกำหนดที่จะอยู่ที่นั่นเป็นเวลาประมาณสองสัปดาห์ (15 วัน) ...

เบ๊ตตี้แม้จะลังเล แต่ด้วยความรักและไว้ใจสามี เธอก็ติดตามเขาไปโดยง่าย
เมื่อไปถึง... ทั้งผู้คนและสภาพบ้านเมืองหลายอย่างรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีอันครัดเคร่งทางศาสนาที่แตกต่างทำให้เธอและลูกสาวตัวน้อยอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง

แต่เธอก็เฝ้าปลอบใจตนเองและลูกว่า...
เดี๋ยวมันจะผ่านไป เดี๋ยวเธอก็จะได้กลับไปยังที่ที่เธอคุ้นเคยแล้ว
เธอกับมาห์ท็อปเฝ้านับวันนับคืนรอวันที่จะได้เดินทางกลับ

แต่ทว่า...ในวันที่ 14 ของการมาพำนักอยู่ในบ้านของพี่สาวของมูดี้ เธอก็ได้รับรู้ความจริงอันน่าตกใจว่าเธอไม่สามารถกลับไปอเมริกาได้...
ทั้งหมดนี้เป็นแผนการของสามีเธอร่วมกับบรรดาญาติ ๆ ของเขาที่จะให้เธอและลูกต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างถาวร...

เธอและลูกสาวต้องถูกกักขัง ถูกทำร้ายจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีและพ่อ...ซึ่งแม้จะมีคนเห็นใจบ้าง...แต่ก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือให้ความช่วยเหลือ...



อ่านไปกลุ้มไป อ่านไปโกรธไป...
ทำไมผู้หญิงเราต้องถูกหลอก ถูกหักหลังจากคนที่เรารักได้ง่ายเหลือเกิน
สงสารเด็กก็สงสาร...

นอกจากความตื่นเต้นของเรื่องราวแล้ว ในเล่มนี้ผู้อ่านก็จะได้รับรู้ถึงวิถีชีวิต ขนบประเพณีวัฒนธรรมที่แปลกและแตกต่างหลายอย่างหลายประการของชาวอิหร่าน...

อีกทั้งพลังแห่งศรัทธาและความเชื่อมั่นทางศาสนาที่...ในที่สุดก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่สามารถช่วยให้ปัญหาที่ทึบตัน...คลี่คลายไปได้ในทางที่ดี

ศาสนาทุกศาสนา...ชี้ทางสว่างให้กับศาสนิกผู้เชื่อมั่นและเข้มแข็งเสมอ

ในเรื่องของสำนวนภาษานั้น มิพักต้องสงสัยเลย ว่าจะยังคงความตื่นเต้นเร้าใจและน่าติดตามได้เพียงไหน...
ภายใต้การแปลของนักแปลชั้นเทพอย่างคุณ "มนันยา"
ซึ่ง...เหมือนอย่างที่บอกตอนต้น...นั่นคือ เมื่อได้เริ่มหยิบขึ้นมาอ่านแล้ว...ยากยิ่งนักที่จะวางได้ลง!

นำมาชวนอ่านอย่างแรงอีกเล่มค่ะ!