สรุปประเด็นวันที่ ๘ ก.ค. ๕๒
โดย วิจารณ์ พานิช

 

Parallel Stakeholders’ Panels
Panel 2 : Institutions
          เป็นกลไกให้ผู้มาร่วมประชุมช่วยกันออกความเห็นปรับปรุงข้อสรุปของการประชุม   ที่เริ่มจากการสังเคราะห์ผลของการประชุมตามภูมิภาคต่างๆ ๖ ครั้ง    นำมาแจกในการลงทะเบียนวันแรก   แล้วมีคณะทำงานปรับปรุง เอามาแจกในที่ประชุมเช้าวันนี้    และจากสาระนี้ ประธานพยายามให้ที่ประชุมเสนอ concrete action ต่อ UNESCO, รัฐบาลของประเทศต่างๆ, สถาบันอุดมศึกษา, ผู้บริหาร และคณาจารย์    แต่ที่ประชุมวนกลับไปที่ความเห็นเชิงหลักการหรือทฤษฎีอยู่เรื่อย   แม้ประธานจะย้ำแล้วย้ำอีก  

          มี rapporteur ทำหน้าที่สรุปประเด็นข้อเสนอเพื่อนำไปปฏิบัติ   ทำได้ดีพอสมควร   แต่ด้วยข้อจำกัดของเวลา  ทีมคณะทำงานได้ขอรับความเห็นเอาไปสรุปสังเคราะห์รวมกับความเห็นของอีก ๒ ห้อง   คือห้อง Ministers กับห้อง Civil society and the private sector

Plenary Session III : Beyond Talk : What Action for Higher Education and Research?
          มีผู้มากล่าว ๕ คน   เป็นรัฐมนตรี ๒ คน (บราซิล กับอินเดีย)   อธิการบดีของ Open University, UK   ผู้อำนวยการสถาบันปาสเตอร์   และผู้แทนบริษัทไมโครซอฟท์    สาระสำคัญคือ อุดมศึกษาต้องเข้าไปร่วมหัวจมท้ายกับสังคม   ซึ่งหมายความว่า สังคมเปลี่ยน อุดมศึกษาก็ต้องเปลี่ยนด้วย   และระบบอุดมศึกษาต้องมีความแตกต่างหลากหลาย   แต่ละประเทศต้องมียุทธศาสตร์อุดมศึกษาของตนเอง   ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวที่ใช้ได้ต่อทุกประเทศ 

 

Closing Plenary : Which Way Forward for Higher Education and Research? Commitment by UNESCO and Partners
          เป็นพิธีปิดที่เต็มไปด้วยสาระ   เริ่มด้วยการให้ partner ขึ้นมากล่าวแสดง commitment   ได้แก่ WB, SIDA, ญี่ปุ่น, African Development Bank, Council of Europe, EU, UK, Maastricht Message, และผู้แทนของ Mozambique ประเทศหนึ่งที่ยากจนที่สุดในโลก 
          ตามด้วย “เสียงจากอนาคต” คือนักศึกษาชาติต่างๆ ๖ คนมากล่าวความรู้สึกของตน   ได้แก่จีน,  เบอร์กินา ฟาโซ, โคลอมเบีย, สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, และอียิปต์
          ตามด้วยการรายงานสรุปสาระจากการประชุม โดย General Rapporteur ๒ คน   คนหนึ่งรายงานส่วนอัฟริกา    อีกคนหนึ่งรายงานภาพรวม   ชี้ให้เห็นว่าอุดมศึกษาต้องทำงานในสภาพความเป็นจริง คือความซับซ้อนของสังคมและของโลก   จึงต้องนำเอาสภาพที่เป็นขั้วตรงกันข้ามมาเป็นพลังสร้างการเปลี่ยนแปลง    ได้แก่


ทำงานเพื่อ public good           โดยร่วมมือกับ private sector
ไม่เน้นเฉพาะ quantity              ต้องเน้น quality ด้วย
ไม่ใช่แค่ access                      ต้องมี success ด้วย
ไม่ใช่แค่ equity                      ต้องได้ quality ด้วย
ต้องมีทั้ง autonomy / freedom และ accountability
ทั้ง internationalization           และเคารพ local culture
ฝึก world citizen                    ที่รักบ้านเมืองของตน
ได้มาตรฐาน                          ที่มีความจำเพาะแต่ละแบบ
เป็นต้น                  

          ตามด้วยการนำเสนอ Conference Communique   ซึ่งเป็นข้อสรุป และข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ    เป็นการนำเสนอขั้นตอนการสังเคราะห์ และสาระโดยสรุป    โดยแจกรายละเอียดของเอกสารให้ผู้เข้าร่วมประชุมตรวจสอบ   แล้วขอการรับรองเป็นเอกฉันท์

          สุดท้ายเป็นคำกล่าวปิดโดย DG ของ UNESCO   เน้นว่าระบบอุดมศึกษาต้องหลากหลาย    และต้องมีการจัดการให้เกิดความหลากหลาย   ต้องเน้นคุณภาพ มีระบบดูแลประกันคุณภาพ   มีการปรับเปลี่ยนอย่างมีพลวัต   เน้นการฝึกอบรมและคุณภาพของอาจารย์    ต้องร่วมมือกับหลายฝ่าย 

ข้อเสนอสำหรับพิจารณาดำเนินการในประเทศไทย
          เน้นการจัดการและกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาให้เกิดคุณภาพท่ามกลางความหลากหลาย    เกิดการริเริ่มคุณภาพที่จำเพาะตามเป้าหมายที่ชัดเจน   เพื่อให้ระบบอุดมศึกษาไทยเป็น Diversified, high quality higher education systems


๑. จัดการสัมมนาการสร้างคุณภาพตามลักษณะจำเพาะของสถาบันอุดมศึกษา    เชิญวิทยากรมาจาก UNESCO หรือ partner


๒. ประกาศรับมหาวิทยาลัยที่ยินดีเข้าร่วมโครงการทดลอง โดยใช้ทรัพยากรของตนเอง    และกำหนดเป้าหมายของตนเอง    สกอ. มีคณะทำงานคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด

๓. แต่ละมหาวิทยาลัยดำเนินการ    สกอ. จัดเวที SSS (Success Story Sharing) ประจำปี    และเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยอื่นลงทะเบียนเข้าร่วม   หวังว่าภายในเวลา ๕ ปีจะเห็นผลชัดเจน ว่าการพัฒนาคุณภาพตามลักษณะที่จำเพาะของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแบบจะเกิดขึ้น 


๔. ชวน UNESCO จัด Network of World Class Higher Education Systems Development โดยชวนประเทศในประชาคมอาเซียนเป็นสมาชิกของเครือข่าย    เริ่มด้วยการจัด workshop ทำความเข้าใจหลักการของระบบอุดมศึกษาที่พึงประสงค์ของแต่ละประเทศ    และแนวทางดำเนินการไปสู่สภาพนั้น   แล้ว UNESCO ร่วมกับประเทศสมาชิกประเมินหา Best Practices ในแต่ละประเทศ ที่จะขับเคลื่อนไปสู่ทิศทางที่ต้องการ    เพื่อนำมาจัดเวที SSS ในเครือข่าย    โครงการ ๕ ปี เมื่อดำเนินการได้ ๓ ปี UNESCO จัดประเมินภาพใหญ่ของแต่ละประเทศเพื่อใช้ปรับปรุงวิธีการ และกำหนดข้อบังคับสำหรับใช้จัดการและกำกับดูแลระบบของแต่ละประเทศ    และเพื่อใช้กำหนดรูปแบบความร่วมมือภายในเครือข่ายในช่วงต่อไป   

วิจารณ์ พานิช
๒๐ ก.ค. ๕๒