คน “ฉลาด” มีปัญญาใบหน้าจะ “ยิ้มแย้ม” และ “แจ่มใส” เพราะในจิตใจมีเสมอไว้ซึ่ง “สิ่งดี”
คน “โง่” เขลา เบาปัญญาใบหน้าจะ “บึ้งตึง” รวมถึงแววตามี “ความเครียด” เพราะจิตใจถูกเบียด ถูกบังด้วย “สิ่งเลว”
คนฉลาดจริงต้อง “ยิ้ม” ได้ในสถานการณ์
คนที่ฉลาดในการแก้ปัญหา และสามารถเผชิญกับปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ต้องแก้ปัญหาและสร้าง “โอกาส” สำหรับรอยยิ้มบนใบหน้าของตนเองให้ได้อยู่ตลอดเวลา
คนที่ไม่สามารถยิ้มได้เมื่อเจอปัญหา จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ดีได้อย่างไร เพราะแค่หน้า แค่ตาตัวเองให้ทำให้ดีไม่ได้...!
คนฉลาดจะรู้ว่าสมองของตนเองเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กับสองสิ่งบนใบหน้า
รอยยิ้มที่มุมปาก ทำให้พื้นที่ของสมองนั้น “ขยาย” และสามารถผ่องถ่ายลมหายใจ ทำให้คิดออกได้อย่าง “สบาย ๆ”
คนฉลาดจะรู้ว่า “คิ้ว” ของเขาถ้าขมวดเข้าชนกันเมื่อใด เมื่อนั้นสมองของเขาจะไร้ซึ่ง “ประสิทธิภาพ”
เมื่อคิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากัน ประสิทธิภาพการทำงานของสมองนั้นย่อมลดลงน้อยกว่า “ครึ่งหนึ่ง”
หากมีปัญหาแล้ว “ยิ้ม” นั้น
รอยยิ้มนอกจากจะทำให้ใบหน้าตึงซึ่งจะทำให้เกิดแรงดึงในหัวสมองแล้ว...
รอยยิ้มนั้นจะทำให้คนคน ๆ หายใจเข้า “สบาย” หายใจออก “สบาย” และนั่นก็หมายความถึงการได้มาซึ่ง “ออกซิเจน” ที่เพียงพอ
เมื่อใดที่หน้านิ่ว คิ้วขมวด ลมหายใจจะ “สั้น”
เมื่อใดที่ยิ้มแย้ม และแจ่มใส ลมหายใจจะ “ยาว...”
คนฉลาดย่อมมี "ปัญญา" รู้ว่าสมองของตนเองต้องการลมหายใจที่ยาวหรือว่าสั้น เพราะคนที่ฉลาดจริง ๆ นั้นย่อมรู้ตัวของตัวเอง...

สาธุครับ
แสดงความคิดเห็น
ในบางครั้งบางสถานการณ์มันก็ยิ้มไม่ออกจริงนะคะเพราะจิตมันหม่นหมองไม่เบิกบานจิตมันเศร้า มันยังหลุดออกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความฉลาด/ปัญญาของแต่ละคนบางคนนั้นมีปัญญาจิตก็หลุดพ้นเร็วแต่บางคนที่โง่เขลาก็วนเวียนกับความทุกข์วนเป้นวงกลมอยู่ตรงนั้นย้ำอยู่ทีเดิมไม่ฉลาดที่จะหาทางออกได้แค่จะยิ้มยังยากเลยดูน่าสงสารน่าเห็นใจกับคนเหล่านี้ต้องพยายามหาทางช่วยเขาให้หลุดพ้นออกจากวงกลมวงนั้นซึ่งถ้าช่วยได้เปรียบเหมือนช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำเชียวเพราะเขาทุกข์อยู่ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ได้ก็เป็นบุญใช่ไหมคะ ถ้าเจอคนแบบนี้อย่าทิ้งเขาไช่ไหมต้องช่วยเขาถึงแม้นว่าจะช่วยยากก็ต้องพยายามช่วยเขาสู้ๆ