การคิดย้อนกลับจากเป้าหมายที่เราอยากได้หรือฝันไว้
ไม่ทำให้เราหลงทาง ซึ่งเป็นกันอยู่บ่อยๆ
เป็นเรื่องที่เค้าก็พูดถึงกันทุกเมื่อเชื่อวันแต่ก็ยังมีคนที่รู้และทำไม่เหมือนกัน โดยในใจคิดว่า มันเชื่อมโยงและเป็นสิ่งเดียวกัน
ครึ่งค่อนชีวิตก็ไม่ค่อยได้แก่นสารอะไร เนื่องจากเราคิดและทำแบบจำไว้ในหัว เมื่อปฏิบัติไปเกิดปัญหาอุปสรรค์ เกิดความต้องการซ้อน
เราก็จะทำการปรับแผนที่วางไว้ในหัวนั้นซะ และก็จำไว้แบบหลวมๆ
การทำให้กระจ่างแจ้ง นั้นสำคัญมาก จะทำแบบนี้ได้ก็จำเป็นต้องเป็นรูปธรรม ต้องมีขั้นตอน ตรวจสอบได้ วัดผลได้ มีแนวทางด้านวิทยาศาสตร์รองรับ
หากทำแบบนี้คิดว่ายากเกินไป ก็เริ่มจากง่ายก็ได้ในความคิดผม
ก็เขียนสิ่งที่คุณต้องการลงในกระดาษเปล่าก่อน เอาแค่นี้แล้วกัน
เราก็จะได้ความกระจ่างแจ้ง เราก็จะเห็นความฝันที่อยู่ในหัวบนหน้ากระดาษของเรา และมันก็มีตัวตนเกิดขึ้นแล้ว จากตรงนี้เราก็ไปต่อได้แล้วละครับ
จากนั้นก็ดูจากเป้าหมายและคิดย้อนกลับ
สมมุติว่าผมต้องการเงินเพิ่มจากรายได้ปกติ นี่คือเป้าหมายของผม อยากได้เงินก็ต้องทำงาน งานที่ทำก็มีอยู่ 2 อย่าง คือ งานประจำ และงานเสริม
หากเราสามารถจะก้าวหน้า เลื่อนตำแหน่งได้ การลงทุนที่เราควรทำก็น่าจะอยู่ที่การไปเติมวุฒิการศึกษา การดูแลคอนเนคชั่น การสร้างผลงานให้กับผู้บริหารท่านจะได้จำเราหรือคุ้นกับเราได้ ..
หากเราจำเป็นต้องก้าวหน้าอีกด้านหนึ่ง ก็คงเป็นการทำอาชีพเสริม แบบนี้ก็ต้องลงทุนที่กิจการธุรกิจ เช่น การทำคาร์แคร์ การขายประกัน การทำคลินิค การทำร้านเซอร์วิช ร้านกาแฟ เป็นต้น
จากแนวทางการทำเงินเพิ่มนี่เอง ตรงนี้แหละที่มีหลายคนลงทุนผิด หรือไม่รู้ว่าถูกหรือผิด แบบนี้ก็น่าคิดอยู่ละครับ
เช่น ผมอยู่ในตำแหน่งที่ไม่รู้จะก้าวหน้าไปทางไหน ตัดสินใจหลับตาฝ่าด่านไปเรียนต่อโท ต่อเอก ซึ่งต้องมีการลงทุนทั้งเงินและเวลาและยังค่าเสียโอกาสของหลายคนในครอบครัวอีก แบบนี้เป็นแนวทางที่ถูกต้องหรือเปล่า
บางคนก็เรียนมาแล้วจบโทมาแล้ว และองค์กรก็มอบหมายงานให้ทำในหน้าที่ที่ตนเองได้จบมา เช่นด้านคอมพิวเตอร์สารสนเทศ และก็คิดกันว่า มีความฝันกันว่า วันใดวันหนึ่งจะมีการปรับตำแหน่ง จพง.ไปสู่ตำแหน่งนักวิชาการคอมฯ ซึ่งมีคุณสมบัติยังคงความเป็นข้าราชการอยู่...
มันจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หากเกิดขึ้นจริงแล้วคุ้มหรือถูกต้องตามเป้าหมายสูงสุดของเราหรือไม่ สำหรับผมคิดว่ามันมีแนวโน้มว่า แห้วนะ และถ้าเราเป็น นวก.จริง
จริงๆ เราอยากเป็น นวก.หรือเราอยากเป็น ผอก.นะ ถ้าหากเป็นอย่างหลัง ก็หลงทางอีกแล้วครับ
หรือถ้าคิดว่า นวก.นั้นเพดานเงินเดือนใช้คนละช่อง จุดสูงสุดของเงินนั้นต่างกัน และเราก็ยังเป็นหัวหน้าฝ่ายคอมและสารสนเทศฯ และจะนำมาซึ่งฐานะที่ร่ำรวย มั่นคง แบบนี้หรือเปล่าที่เราต้องการ
ผมคิดว่ามันก็ไม่รวยในสายตาของผม จริงๆ เราต้องการที่จะเป็นคนที่ญาติพี่น้องรวมทั้งคนอื่นๆ พึ่งพิงได้ มีเงินมีทอง มีความสมาร์ทในสังคมพอควร เราก็ต้องไม่หลงทิศในการดำเนินชีวิตนะครับ
สวัสดี ครับ คุณเพชร
อ่านบันทึกนี้แล้ว....คิดถึงสะพาน จังเลย ครับ
ชีวิตก็เปรียบได้เช่น สะพาน
อย่าได้สร้างบ้านอยู่บนนั้น....
ผมอ่านแล้ว ....รู้สึกได้ว่า บันทึกนี้ไม่ได้มาหลงทิศ เลย ครับ
แก่นสารของชีวิต..มีอยู่ทุกอณู..ที่ก้าว
ขอบพระคุณ ครับ
คนเราทุกคน ถ้าหากคิดเป็นก็จะตั้งเป้าหมายกันไว้ทุกคน ว่าจะทำอะไรเป็นขั้นๆ เป็นทอดๆตามลำดับ บางครั้งชีวิตต้องวางแผน แต่บางครั้ง ชีวิตก็ต้องปรับเปลี่ยนแผน ฉะนั้นชีวิตคนเรามันไม่ราบเรียบเสมอไปหรอก ตั้งเป้าไว้หรือฝันไว้หนะดีแล้ว เพราะถ้าเราไม่ตั้งเป้าหมายไว้ ก็เหมือนเรือที่เดินทางไปโดยปราศจากเข็มทิศ เดินทางไปแล้วแต่ลม แต่คลื่นจะพาไป มันก็อาจจะถึงฝั่งช้า ไม่รู้ทิศทางแล้ว บางครั้งเจอ คลื่นลม โขดหิน พายุ ไปกันใหญ่เลย
และเช่นเดียวกันชีวิตคนเรา บางครั้ง มีงานหลักอยู่แล้ว แต่เพราะอยากเร่งเป้าหมายให้สั้นๆขึ้น บางคนถึงกับต้องมีอาชีพเสริม เพิ่มรายได้เข้าไปอีก เป็นโอกาสทางรายได้ ที่ตั้งเป้าไว้
แต่มีบางคน กลับยอมสูญเสียรายได้ เพื่อที่จะไปศึกษาต่อ ด้วยคิดว่าการศึกษานี้ จะเป็นรายได้ที่มั่นคง เพราะเรียนสูงก็จะไดตำแหน่งที่สูงขึ้น
มันจึงเกิดความคิดต่อต้านกันว่า ตอนนี้จะเอาเงินก่อนหรือความรู้ก่อน มันจึงเปรียบเหมือน เข็มทิศที่ตกหายไปใช่ไหมคะ
พี่สุพยายามเข้าใจในบทความแล้วนะ ไม่รู้ใช่เป็นแบบนี้หรือเปล่า
นี่แหละ คนจบโท จบเอก ชอบพูดให้แปลยาก จริง จริง
แล้วคุณแสงแห่งความดี ชีวิตเหมือนสะพาน มีแต่คนข้ามไปข้ามมา เรียบร้อยแล้ว ก็ลืมนึกถึงคนที่สร้างตนเองมา หรือเป็นสะพานให้ไต่เต้าจนบรรลุผลสำเร็จแล้ว ก็ลืมไป
สวัสดี ครับ คุณ เพชร
มาอีกรอบ หนึ่ง ครับ
เพราะชอบ comment ของคุณ สุ มาก ครับ
ที่ช่วยต่อยอดความคิดในมุมมอง ของคุณ สุ
ชีวิตเหมือนสะพาน มีแต่คนข้ามไปข้ามมา เรียบร้อยแล้ว ก็ลืมนึกถึงคนที่สร้างตนเองมา หรือเป็นสะพานให้ไต่เต้าจนบรรลุผลสำเร็จแล้ว ก็ลืมไป
ในมุมคิด...อาจต่างกัน
ชีวิต คนเรา มีขึ้น ก็ต้องมีลง เมื่อเดินขึ้นไป อยู่ กลางสะพาน สิ่งที่ทำได้ คือการยืนชื่นชม.. สิ่งสวยงามที่เห็น ดูความน่าภิรมย์ของชีวิต
สุดท้ายก็ต้องลงจากสะพาน ไม่ว่าจะเดินย้อนกลับ หรือเดินต่อไป
ไม่มีใครที่จะอยู่กลางสะพานได้
ฉะนั้นเลย พึงอย่ายึดติด...
ชอบ comment ของคุณ สุ มากนะครับ
เลยถือโอกาส ฝาก ต่อยอดความคิด ไว้ใน บันทึก คุณเพชร ด้วย
เพราะสิ่งทั้งหลาย มีเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - และก็ดับไป
ขอบคุณครับพี่สุ
ขอบคุณคุณ
นะครับ
เป็นแง่มุมที่น่าสนใจครับ