6.ยกตัวอย่างการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผลที่เท้า
การบริหารเท้ามีท่าต่างๆ
โดยเริ่มต้นจากการนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ (ห้ามเอาหลังพิงพนักเก้าอี้)ดังนี้
1.กระดกนิ้วเท้าขึ้นลงทำ 10 ครั้ง
2.กระดกข้อเท้าขึ้นลงทำ 10 ครั้ง
3.หมุนฝ่าเท้าทำ 10 ครั้ง
4.หมุนส้นเท้าทำ 10 ครั้ง
5.เหยียดเท้าลงทำ 10 ครั้ง
6.กระดกเท้าเข้าหาตัวเองทำ 10 ครั้ง
7.ยือปลายเท้า 10 นิ้ว ลงเข้าหาตัวเองทำ 10ครั้ง
8.ยืดปลายเท้า 2 ข้างสลับกันข้างละ 10 ครั้ง
9.หมุนเท้าแต่ละข้างเขียนเลขทำข้างละ 10 ครั้ง
10.นวดฝ่าเท้าด้วยผ้าขนหนู(ทำครั้งเดียว)
การบริหารเท้าควรทำอย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง และควรทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ในครั้งแรกไม่ควรหักโหม เริ่มทำครั้งแรกอาจใช้เวลา 5 นาที และเพิ่มระยะเวลาให้นานขึ้นจนสามรถบริหารเท้าอย่างต่อเนื่องได้วันละ 15 นาที นอกเหนือจากการบริหารเท้าแล้ว การออกกำลังกายโดยการเดินอย่างน้อย 20-30 นาทีต่อวัน โดยใส่รองท้าที่เหมาะสมจะช่วยให้การไหลเวียนเลือดบริเวณเท้าดีขึ้น
คำตอบโดย นูรีมาน มอลอ
การเกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน เป็นปัญหาที่สำคัญ และเป็นอุบัติการที่เกิดขึ้นได้ง่าย และเสี่ยงต่อการถูกตัดขา แต่สามารถป้องกันได้ โดยการดูแลรักษาเท้าให้ถูกต้อง ดังนี้
1. ตรวจดูเท้าทุกวัน ถ้ามีการหรือมีการอักเสบแม้เพียงเล็กน้อย ต้องปรึกษาแพทย์ทันที
2. รักษาเท้าให้สะอาด ล้างเท้าทุกวัน ไม่ควรใช้น้ำอุ่นเกิน 37 องศาเซลเซียส และเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้า
3. ถ้าผิวแห้งเกินไปหรือมีรอยแตกเป็นขุย ให้ทาด้วยวาสลิน หรือโลชั่นทุกวัน
4. ไม่เดินเท้าเปล่า ควรใส่รองเท้าแตะนุ่มๆ เมื่อเดินอยู่ในบ้าน
5. เลือกรองเท้าที่นิ่ม ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป และควรเป็นรองเท้าที่หุ้มส้น ถ้ามีรอยผิวหนังหนา หรือตาปลา แสดงว่า ใส่รองเท้าไม่เหมาะสม
6. ต้องถอดรองเท้าตรวจดูสภาพเท้าทุกครั้งที่เดินนานกว่า 1-2 ชั่วโมง ถ้าเป็นรองเท้าใหม่ อย่าสวมนานเกินวันละ 1 /2 - 1 ชั่วโมง ถ้าเท้ามีรอยถลอก ต้องหยุดใส่ทันที
7. ใส่ถุงเท้าทุกครั้งที่ใส่รองเท้า เลือกถุงเท้าที่หนาปานกลาง ไม่มีตะเข็บ และเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน เพื่อป้องกันเชื้อราที่เท้า
8. ห้ามใส่ส้นสูง และหลีกเลี่ยงการเดินขึ้น-ลงที่ชัน เช่น ขึ้น- ลงเขา หรือบันไดสูงๆ
9. หลีกเลี่ยงการใช้ของร้อนๆวางที่เท้า
10. เดินออกกำลังกายสม่ำเสมอ วันละประมาณ 30 นาที แต่ถ้าเดินแล้วเหนื่อย ต้องหยุดพักและพบแพทย์ตรวจหัวใจให้ละเอียด กรณีเดินแล้วปวดน่อง ควรฝืนเดินต่ออีก 5-10 ก้าว เพื่อเพิ่มการสร้างเนื้อเยื่อของขาให้ดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้การวิ่ง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดแผลถลอก
11. การตัดเล็บสำคัญมากในการดูแลเท้า ลูกหลานควรตัดให้ เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีสายตามัว ไม่แม่นยำในการตัด จะเกิดบาดแผลได้ง่าย ควรตัดเล็บเท้าทุก 1-2 สัปดาห์ ก่อนตัดเล็บควรแช่เท้าน้ำอุ่น ไม่เกิน 37 องศาเซลเซียส นาน 10-15 นาที จะทำให้เล็บอ่อน ตัดง่าย
12. เลือกอุปกรณ์ตัดเล็บให้เหมาะสมกับลักษณะของเล็บ ถ้าเล็บงอกมาตรงปลายเพียงอย่างเดียว ควรใช้ที่ตัดเล็บปลายแบนตัด ถ้าเล็บงอกงุ้มจิกเนื้อเยื่อด้านข้าง ต้องใช้ที่ตัดเล็บปลายแหลมแซะออก โดยระมัดระวังอย่าให้เป็นแผล หลีกเลี่ยงการตัดผิวหนังข้างเล็บ
13. ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดซอกเล็บและง่ามนิ้ว หลังตัดเล็บ เพื่อฆ่าเชื้อโรค
14. ถ้ามีบาดแผลจากการตัดเล็บ ใช้น้ำยาโพวิดีน ป้ายแผลเล็กน้อย และสังเกตอาการในวันรุ่งขึ้น ถ้าแผลลาม ดำ หรือแดงมากขึ้น ควรไปพบแพทย์
15. ถ้ามีการหนาของผิวหนังที่เท้า หรือมีการถลอกของผิวหนัง ควรใช้สำลีแผ่นหนุนจุดที่มีอาการ แล้วปิดพลาสเตอร์ จะช่วยให้แผลถลอกมีอาการดีขึ้น
16. ถ้ามีหูดหรือตาปลา ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีโรคร่วมหลายๆ อย่าง เช่น โรคไตหัวใจ ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการรักษา จึงควรดูแลตนเองให้ดี
การดูแลรักษาแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน จำเป็นที่จะได้รับการดูแลถูกต้องและเร็วที่สุด มิฉะนั้นอาจต้องผ่าตัดเส้นเลือดหรือตัดขา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบมาพบแพทย์
1. ผิวหนังสีคล้ำเมื่อห้อยเท้า และซีดเมื่อยกเท้าสูงขึ้น
2. มีผิวหนังพุพอง
3. มีอาการบวมแดงที่เท้าหรือนิ้ว
4. ปวดขาและเท้ามาก โดยเฉพาะท่านอนมากกว่าท่านั่ง หรือ ปวดขาเมื่อเดินไม่ถึง 100 เมตร โดยเฉพาะที่น่อง
5. มีแผลที่เท้าแล้ว 2 สัปดาห์ไม่หาย
6. มีแผลดำ เกิดขึ้นที่เท้า
เท้าเบาหวานกับการออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย มีความสำคัญมากต่อผู้ป่วยเบาหวานจากกลไกที่สำคัญ คือ ช่วยทำให้เส้นเลือดของขาที่ตีบตันขยายกว้างขึ้น เส้นประสาทที่เสื่อมทำงานมากขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ลีบขยายขนาดคืนมา ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและเพิ่มไขมันชนิดที่ช่วยในการหยุดยั้งขบวนการตีบตันของเส้นเลือด นอกจากนี้ ยังช่วยให้การทำงานของหัวใจมีประสิทธิภาพขึ้น ทำให้ปริมาณเลือดไปเลี้ยงขาเพิ่มมากขึ้น
- การออกกำลังกายที่เหมาะสมของผู้ป่วยทั่วไป ที่ขายังแข็งแรงอยู่ ได้แก่ เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งๆ ละ 15-30 นาที โดยไม่หยุดพักจึงจะได้ผลดีต่อสุขภาพโดยรวม
- ถ้าเท้าของผู้ป่วยยังสามารถรับรู้ความเจ็บปวด จากการใช้เข็มทดสอบได้ดี การวิ่งเหยาะๆ จะช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น หากผู้ป่วยไม่สามารถรับรู้ความเจ็บปวดได้ ไม่ควรออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดแผลมากกว่าการเดิน
- สำหรับผู้ป่วยที่ขาอ่อนแรง ควรใช้โครงเหล็กช่วยเดิน และญาติควรช่วยประคองหลังเพื่อป้องกันไม่ให้ล้ม ถ้ารู้สึกเมื่อยต้องฝืนใจเดินต่ออีกสัก 2-3 ก้าว วันหนึ่งควรเดินให้ได้ 3-4 ครั้ง แต่ถ้าเหนื่อย ต้องหยุดทันที และควรพบแพทย์ เพื่อตรวจหัวใจให้ละเอียด
- ในรายที่เดินไม่ไหว ให้ออกกำลังกายด้วยการบริหารมือโดยใช้เครื่องบีบมือวันละ 5-10 รอบๆละ 5 ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่มจำนวน เมื่อบีบได้สบายๆแล้ว จึงเริ่มใช้โครงเหล็กหัดเดิน
- การเดินแต่ละครั้งควรสวมรองเท้าสำหรับวิ่ง หรือรองเท้านักกีฬาชนิดบุฟองน้ำข้างในโดยรอบ และหลังเดินควรทำความสะอาดและตรวจสภาพเท้าให้ละเอียดทุกครั้ง
การบริหารเท้า
ตารางการบริหารเท้าควรทำทุกวันเพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงที่ขา
- การเดินควรจะเดินวันละ 1/2-1ชั่วโมงควรจะเริ่มจากน้อยแล้วค่อยเพิ่มเวลา
-การยืดกล้ามเนื้อน่องโดยการยืนห่างกำแพงเท้าแยกกันเล็กน้อยส้นเท้าติดพื้น งอข้อศอกพร้อมกับโน้มตัวไปติดกำแพง ทำวันละ10ครั้ง
-นั่งเก้าอี้ กอดอก ลุกขึ้นนั่งและยืนวันละ 10 ครั้ง
-นั่งบนพื้น ตัวเอนไปข้างหลังสลับเท้ากลับไปกลับมาหลายๆครั้ง
-บริหารปลายเท้า ยืนเอามือเกาะเก้าอี้แขย่งเท้าที่ละข้างสลับกัน
-ยืนเขย่งเท้าขึ้นลงประมาณ 20 ครั้ง
-ยืนลงบนเท้าข้างหนึ่ง แกว่งเท้าข้างหนึ่งประมาณ 10 ครั้งแล้วเปลี่ยนข้าง
-งอเข่า มือจับขอบเก้าอี้ลุกขึ้นยืนและนั่ง 10 ครั้ง
-เดินขึ้นบันไดในลักษณะเท้าแขย่ง
# หัวข้อ
**ตัวหนา**
*ตัวเอียง*
[ลิงก์](url)

- รายการ
> อ้างอิง
การบริหารเท้ามีท่าต่างๆ
โดยเริ่มต้นจากการนั่งตัวตรงบนเก้าอี้ (ห้ามเอาหลังพิงพนักเก้าอี้)ดังนี้
1.กระดกนิ้วเท้าขึ้นลงทำ 10 ครั้ง
2.กระดกข้อเท้าขึ้นลงทำ 10 ครั้ง
3.หมุนฝ่าเท้าทำ 10 ครั้ง
4.หมุนส้นเท้าทำ 10 ครั้ง
5.เหยียดเท้าลงทำ 10 ครั้ง
6.กระดกเท้าเข้าหาตัวเองทำ 10 ครั้ง
7.ยือปลายเท้า 10 นิ้ว ลงเข้าหาตัวเองทำ 10ครั้ง
8.ยืดปลายเท้า 2 ข้างสลับกันข้างละ 10 ครั้ง
9.หมุนเท้าแต่ละข้างเขียนเลขทำข้างละ 10 ครั้ง
10.นวดฝ่าเท้าด้วยผ้าขนหนู(ทำครั้งเดียว)
การบริหารเท้าควรทำอย่างน้อยท่าละ 10 ครั้ง และควรทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ในครั้งแรกไม่ควรหักโหม เริ่มทำครั้งแรกอาจใช้เวลา 5 นาที และเพิ่มระยะเวลาให้นานขึ้นจนสามรถบริหารเท้าอย่างต่อเนื่องได้วันละ 15 นาที นอกเหนือจากการบริหารเท้าแล้ว การออกกำลังกายโดยการเดินอย่างน้อย 20-30 นาทีต่อวัน โดยใส่รองท้าที่เหมาะสมจะช่วยให้การไหลเวียนเลือดบริเวณเท้าดีขึ้น
คำตอบโดย นูรีมาน มอลอ
6.ยกตัวอย่างการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผลที่เท้า
การเกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน เป็นปัญหาที่สำคัญ และเป็นอุบัติการที่เกิดขึ้นได้ง่าย และเสี่ยงต่อการถูกตัดขา แต่สามารถป้องกันได้ โดยการดูแลรักษาเท้าให้ถูกต้อง ดังนี้
1. ตรวจดูเท้าทุกวัน ถ้ามีการหรือมีการอักเสบแม้เพียงเล็กน้อย ต้องปรึกษาแพทย์ทันที
2. รักษาเท้าให้สะอาด ล้างเท้าทุกวัน ไม่ควรใช้น้ำอุ่นเกิน 37 องศาเซลเซียส และเช็ดให้แห้ง โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้า
3. ถ้าผิวแห้งเกินไปหรือมีรอยแตกเป็นขุย ให้ทาด้วยวาสลิน หรือโลชั่นทุกวัน
4. ไม่เดินเท้าเปล่า ควรใส่รองเท้าแตะนุ่มๆ เมื่อเดินอยู่ในบ้าน
5. เลือกรองเท้าที่นิ่ม ไม่หลวมหรือคับจนเกินไป และควรเป็นรองเท้าที่หุ้มส้น ถ้ามีรอยผิวหนังหนา หรือตาปลา แสดงว่า ใส่รองเท้าไม่เหมาะสม
6. ต้องถอดรองเท้าตรวจดูสภาพเท้าทุกครั้งที่เดินนานกว่า 1-2 ชั่วโมง ถ้าเป็นรองเท้าใหม่ อย่าสวมนานเกินวันละ 1 /2 - 1 ชั่วโมง ถ้าเท้ามีรอยถลอก ต้องหยุดใส่ทันที
7. ใส่ถุงเท้าทุกครั้งที่ใส่รองเท้า เลือกถุงเท้าที่หนาปานกลาง ไม่มีตะเข็บ และเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน เพื่อป้องกันเชื้อราที่เท้า
8. ห้ามใส่ส้นสูง และหลีกเลี่ยงการเดินขึ้น-ลงที่ชัน เช่น ขึ้น- ลงเขา หรือบันไดสูงๆ
9. หลีกเลี่ยงการใช้ของร้อนๆวางที่เท้า
10. เดินออกกำลังกายสม่ำเสมอ วันละประมาณ 30 นาที แต่ถ้าเดินแล้วเหนื่อย ต้องหยุดพักและพบแพทย์ตรวจหัวใจให้ละเอียด กรณีเดินแล้วปวดน่อง ควรฝืนเดินต่ออีก 5-10 ก้าว เพื่อเพิ่มการสร้างเนื้อเยื่อของขาให้ดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้การวิ่ง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดแผลถลอก
11. การตัดเล็บสำคัญมากในการดูแลเท้า ลูกหลานควรตัดให้ เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีสายตามัว ไม่แม่นยำในการตัด จะเกิดบาดแผลได้ง่าย ควรตัดเล็บเท้าทุก 1-2 สัปดาห์ ก่อนตัดเล็บควรแช่เท้าน้ำอุ่น ไม่เกิน 37 องศาเซลเซียส นาน 10-15 นาที จะทำให้เล็บอ่อน ตัดง่าย
12. เลือกอุปกรณ์ตัดเล็บให้เหมาะสมกับลักษณะของเล็บ ถ้าเล็บงอกมาตรงปลายเพียงอย่างเดียว ควรใช้ที่ตัดเล็บปลายแบนตัด ถ้าเล็บงอกงุ้มจิกเนื้อเยื่อด้านข้าง ต้องใช้ที่ตัดเล็บปลายแหลมแซะออก โดยระมัดระวังอย่าให้เป็นแผล หลีกเลี่ยงการตัดผิวหนังข้างเล็บ
13. ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดซอกเล็บและง่ามนิ้ว หลังตัดเล็บ เพื่อฆ่าเชื้อโรค
14. ถ้ามีบาดแผลจากการตัดเล็บ ใช้น้ำยาโพวิดีน ป้ายแผลเล็กน้อย และสังเกตอาการในวันรุ่งขึ้น ถ้าแผลลาม ดำ หรือแดงมากขึ้น ควรไปพบแพทย์
15. ถ้ามีการหนาของผิวหนังที่เท้า หรือมีการถลอกของผิวหนัง ควรใช้สำลีแผ่นหนุนจุดที่มีอาการ แล้วปิดพลาสเตอร์ จะช่วยให้แผลถลอกมีอาการดีขึ้น
16. ถ้ามีหูดหรือตาปลา ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีโรคร่วมหลายๆ อย่าง เช่น โรคไตหัวใจ ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการรักษา จึงควรดูแลตนเองให้ดี
การดูแลรักษาแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน จำเป็นที่จะได้รับการดูแลถูกต้องและเร็วที่สุด มิฉะนั้นอาจต้องผ่าตัดเส้นเลือดหรือตัดขา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบมาพบแพทย์
1. ผิวหนังสีคล้ำเมื่อห้อยเท้า และซีดเมื่อยกเท้าสูงขึ้น
2. มีผิวหนังพุพอง
3. มีอาการบวมแดงที่เท้าหรือนิ้ว
4. ปวดขาและเท้ามาก โดยเฉพาะท่านอนมากกว่าท่านั่ง หรือ ปวดขาเมื่อเดินไม่ถึง 100 เมตร โดยเฉพาะที่น่อง
5. มีแผลที่เท้าแล้ว 2 สัปดาห์ไม่หาย
6. มีแผลดำ เกิดขึ้นที่เท้า
เท้าเบาหวานกับการออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย มีความสำคัญมากต่อผู้ป่วยเบาหวานจากกลไกที่สำคัญ คือ ช่วยทำให้เส้นเลือดของขาที่ตีบตันขยายกว้างขึ้น เส้นประสาทที่เสื่อมทำงานมากขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ลีบขยายขนาดคืนมา ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและเพิ่มไขมันชนิดที่ช่วยในการหยุดยั้งขบวนการตีบตันของเส้นเลือด นอกจากนี้ ยังช่วยให้การทำงานของหัวใจมีประสิทธิภาพขึ้น ทำให้ปริมาณเลือดไปเลี้ยงขาเพิ่มมากขึ้น
- การออกกำลังกายที่เหมาะสมของผู้ป่วยทั่วไป ที่ขายังแข็งแรงอยู่ ได้แก่ เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งๆ ละ 15-30 นาที โดยไม่หยุดพักจึงจะได้ผลดีต่อสุขภาพโดยรวม
- ถ้าเท้าของผู้ป่วยยังสามารถรับรู้ความเจ็บปวด จากการใช้เข็มทดสอบได้ดี การวิ่งเหยาะๆ จะช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น หากผู้ป่วยไม่สามารถรับรู้ความเจ็บปวดได้ ไม่ควรออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดแผลมากกว่าการเดิน
- สำหรับผู้ป่วยที่ขาอ่อนแรง ควรใช้โครงเหล็กช่วยเดิน และญาติควรช่วยประคองหลังเพื่อป้องกันไม่ให้ล้ม ถ้ารู้สึกเมื่อยต้องฝืนใจเดินต่ออีกสัก 2-3 ก้าว วันหนึ่งควรเดินให้ได้ 3-4 ครั้ง แต่ถ้าเหนื่อย ต้องหยุดทันที และควรพบแพทย์ เพื่อตรวจหัวใจให้ละเอียด
- ในรายที่เดินไม่ไหว ให้ออกกำลังกายด้วยการบริหารมือโดยใช้เครื่องบีบมือวันละ 5-10 รอบๆละ 5 ครั้ง แล้วค่อยๆเพิ่มจำนวน เมื่อบีบได้สบายๆแล้ว จึงเริ่มใช้โครงเหล็กหัดเดิน
- การเดินแต่ละครั้งควรสวมรองเท้าสำหรับวิ่ง หรือรองเท้านักกีฬาชนิดบุฟองน้ำข้างในโดยรอบ และหลังเดินควรทำความสะอาดและตรวจสภาพเท้าให้ละเอียดทุกครั้ง
การบริหารเท้า
ตารางการบริหารเท้าควรทำทุกวันเพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงที่ขา
- การเดินควรจะเดินวันละ 1/2-1ชั่วโมงควรจะเริ่มจากน้อยแล้วค่อยเพิ่มเวลา
-การยืดกล้ามเนื้อน่องโดยการยืนห่างกำแพงเท้าแยกกันเล็กน้อยส้นเท้าติดพื้น งอข้อศอกพร้อมกับโน้มตัวไปติดกำแพง ทำวันละ10ครั้ง
-นั่งเก้าอี้ กอดอก ลุกขึ้นนั่งและยืนวันละ 10 ครั้ง
-นั่งบนพื้น ตัวเอนไปข้างหลังสลับเท้ากลับไปกลับมาหลายๆครั้ง
-บริหารปลายเท้า ยืนเอามือเกาะเก้าอี้แขย่งเท้าที่ละข้างสลับกัน
-ยืนเขย่งเท้าขึ้นลงประมาณ 20 ครั้ง
-ยืนลงบนเท้าข้างหนึ่ง แกว่งเท้าข้างหนึ่งประมาณ 10 ครั้งแล้วเปลี่ยนข้าง
-งอเข่า มือจับขอบเก้าอี้ลุกขึ้นยืนและนั่ง 10 ครั้ง
-เดินขึ้นบันไดในลักษณะเท้าแขย่ง