การเป็นน้องใหม่ในองค์กรนั้น ไม่เพียงต้องเรียนรู้งานเท่านั้น แต่ยังต้องเรียนรู้ความเป็นคนของคนในองค์กรไปพร้อมๆ กัน

ในห้วงที่กำลังขบคิดเรื่องการสอนงานอยู่นี้  ต้องยอมรับว่าบางประเด็นหนักล้นหัวใจเป็นที่สุด  ไหนจะเป็นต้นทุนที่แต่ละคนมีไม่เท่ากัน  ไหนจะติดกรอบ หรือขนบเดิมๆ ที่ทำงานในแบบสไตล์เรื่อยๆ เฉื่อยๆ ...

 

เรื่องบางเรื่องเมื่อเข็มนาฬิกาหมุนทวนกลับมาที่เดิม  แต่กลับไม่มีดอกผลใดในทางความคิดให้น่าชื่นชมสักเท่าไหร่นัก    ครั้นเราเข้าไปสะกิด  คำตอบที่ได้ก็คือ  เคยทำแบบนี้มานานแล้วนะ...


เรื่องบางเรื่องเพิ่งได้คำตอบไม่นานว่า  ที่ผ่านมา ระบบเดิมนั้น ไม่เคยสร้างการมีส่วนร่วมกันเลยในทีมงาน  พอมาถึงคราวที่ตนเองต้องลุกมาเป็นผู้นำ  จึงตกอยู่ในสภาพ
คว้าแดดคว้าลม ไปวันๆ  พอจี้ประเด็นเข้าไป  ก็รู้เลยว่า นั่นคือปัญหาการมีส่วนร่วมในความหมายของคำว่า ทีม ...

 

ดังนั้น  ผมจึงย้ำว่า ช่างเถอะ...นับหนึ่งกันใหม่ก็แล้วกัน

ทั้งหลายทั้งปวงนั้น  ผมเพียงแต่อยากจะย้ำว่า ทุกคนก็ต้องช่วยผม-เพราะผมไม่ใช่มือเทวดาที่จะสร้างและแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง  (บางที-อาจจะสร้างปัญหาซะเองก็เป็นได้)  และทุกเรื่อง ก็ยังต้องใช้เวลาอีกมากโขเลยทีเดียว...  การเริ่มต้นวันนี้  บางทีอาจเห็นผลในอีกหลายปีข้างหน้าโน่นแหละ..  สำคัญอยู่ที่ว่า  เราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติกันหรือยัง เท่านั้นเอง
...

 

หวนคิดไปถึงสิบกว่าปีที่แล้ว ...
ผมเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ขององค์กรนี้แบบที่ไม่มีใครกังขา  สอบผ่านข้อเขียนและการสัมภาษณ์แบบเต็งหนึ่ง
  โดยก่อนนั้นเคยใช้ชีวิตอยู่เมืองใหญ่อันเป็นตลาดนัดฝันของคนค่อนประเทศ

 

ตอนนั้น  ผมมีรายได้แต่ละเดือนสูงมาก...ในช่วงปิดเทอมเดือนเดียวผมยังเคยมีรายได้เป็นเงินสดเกือบๆ จะเจ็ดหมื่นบาทเลยทีเดียว  แต่สุดท้าย  ผมก็ไม่ลังเลที่จะหันหลังให้กับที่ตรงนั้น  เพียงเพื่อการกลับบ้านเกิด-กลับมารับใช้มหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักของผมเอง

 

สิบกว่าปีที่แล้ว...
ผมบรรจุในองค์กรด้วยระดับซี
3 – เป็นน้องนุชสุดท้องในสมัยนั้น  และสมัยนั้นก็เป็นสมัยแรกเริ่มที่มหาวิทยาลัยฯ แยกตัวออกมาจาก มหาวิทยาลัยแม่  (มศว)

 

ผมต้องสารภาพเลยว่า  ระบบการสอนงานนั้นเป็นการสอนงานในแบบ ตามมีตามเกิด  เรียกให้ดูดีหน่อยก็ต้องประมาณว่า เชื่อมั่นว่ามีศักยภาพ  นั่นแหละ  ดังนั้นเกือบทุกเรื่อง  จึงแทบไม่มีพี่เลี้ยงคอยเกื้อหนุน แฟ้มให้ศึกษาก็ขาดๆ เกินๆ ซึ่งมันก็ไม่แปลก  ทุกวันนี้  ผมเลยจำต้องบันทึกประวัติศาสตร์องค์กรของตนเองอย่างหนักหน่วง และถือเป็นคนเดียวเท่านั้นที่เกาะกุมข้อมูลองค์กรไว้ในสมองมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ...

 

สมัยนั้น ผมไม่ใคร่แน่ใจนักว่าทำไม  ผมถึงถูกละเลยตามกระบวนการสอนงานไปมากพอสมควร  และนั่นก็หมายถึงการ สอนชีวิต  ในวิถีของการเป็นคนขององค์กรด้วยเช่นกัน-หรือบางที ทุกคนคิดว่าผมชัดเจนและแกร่งชัดอยู่แล้วในวิถีกิจกรรมนิสิต  จึงปล่อยให้ผมเรียนรู้และลงมือทำอย่างเต็มที่และเต็มกำลัง

 

ครับ-สมัยนั้นผมทำทุกอย่างตั้งแต่นักการ-ธุรการไปจนถึงการเป็นนักกิจการนักศึกษา ...เช้าจนดึกดื่น  ผมไม่เคยได้หลบหลีก ...ทำงานจนลืมบ้านลืมชีวิตส่วนตัวไปเลยก็มาก

หลายต่อหลายครั้ง  ผมเหมือนวิ่งไม่รู้ทิศไปตามคำสั่ง  หลายครั้งมืดมิดเหมือนอยู่ในถ้ำ หรือบางครั้งก็เหมือนคนยืนเหม่ออยู่กลางสายฝน ...


บ่อยครั้งผมรู้สึกว่า ...ผมกำลังทำงานเสมือนคนรับใช้ทั้งผู้คนในองค์กรและกับนิสิตอย่างหนักหน่วง  จะเอ่ยเอื้อนให้นิสิตช่วยเหลือในแต่ละเรื่อง  ก็ต้องคิดให้หนัก...ดีหน่อยก็ตรงที่ว่าเรามี
ทุน ที่ดี-น้องๆ นิสิต จึงมักเข้ามาผูกรักปักใจช่วยเหลือเกื้อกูลผมอยู่อย่างไม่ขาดสาย...พลอยให้ภารกิจต่าง ๆ เคลื่อนขยับไปได้ทีละนิดทีละน้อย  และบางเรื่องก็ผงาดเด่นขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์

 

หากแต่วันนี้
บางจังหวะ  ผมนั่งขบคิดเล่นๆ คนเดียวในเรื่องการขับเคลื่อนงานของบุคลากรในองค์กร กลับเห็นไดชัดว่า  ความเข้มข้นของบุคลากรในวันนี้  ผ่านเวทีกิจกรรมแตกต่างกับผมเอามากๆ ...

 

ไม่รู้สิ-ผมจะยังไม่วิเคราะห์และนำเสนอในบันทึกนี้  เพราะตั้งใจที่จะเปิดเปลือยคุยกับลูกทีม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน  เพื่อวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของแต่ละคน และผูกโยงเข้าสู่องค์กรในเร็ววันนี้


....

 

แต่สำหรับบันทึกนี้ ผมขออนุญาตนำถ้อยความของผมที่นำไปฝากไว้ในบันทึกของน้องที่เป็นเจ้าหน้าที่ในองค์กรมากล่าวซ้ำอีกรอบ  เพียงเพื่อจะบอกกับเขาว่า  การเป็นน้องใหม่ในองค์กรนั้น  ไม่เพียงต้องเรียนรู้งานเท่านั้น แต่ยังต้องเรียนรู้ความเป็นคนของคนในองค์กรไปพร้อมๆ กัน ...

ความกล้าคิด..กล้าทำ..กล้ารับผิดชอบ  คือหัวใจหลักที่ผมเคยยึดมั่นถือมั่นใช้เป็นเครื่องมือนำทางมาจนบัดนี้  และนั่นก็รวมความถึง การกล้าที่จะอดทนต่อภาวะหลายๆ เรื่อง  ทั้งจากตัวตนของนิสิตอันหลากหลาย หรือจากตัวตนของคนในองค์กรที่ดำเนินไปตาม
สถานะและบทบาท

...(
เพราะในความเป็นจริง มันก็เป็นเช่นนั้น  เราล้วนเล่นตามบท ตามสถานะ...เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป...เติบโตด้วยตนเอง หาใช่เติบโตเพราะเป็นคนของใคร ...แต่ต้องเติบโตเพราะเทใจให้องค์กร)

 

ผมไม่รู้หรอกว่า..ถ้อยความของผม  กำลังปลุกเร้า ปลอบประโลม หรือย้ำเตือนระบบชนชั้นในองค์กรหรือไม่...แต่ผมก็มั่นใจว่า  มันคือกำลังใจที่ส่งไปยังเขาและเขา...(ทุกคน)

 

.............

งาน จะพิสูจน์ ทุกๆ เรื่องของแต่ละคน
นั่นคือ  สิ่งที่ข้าพเจ้าค้นพบ...

สถานะ...
จะเป็นตัวควบคุม และกำหนดทิศทาง
ไม่มีใครสักคนเดียว หลีกพ้นความเป็นสังคม
และสังคม ก็มีสถานะมากำกับอีกชั้นหนึ่ง

นั่นแหละ..
เขาถึงบอกว่า
บางที เรื่องบางเรื่อง ก็ต้องอาศัยสถานะเข้าขับเคลื่อน

....

ยุคสมัยของเจ้าหน้าที่ใหม่...
สะดวก สบายลิบลับกับที่ข้าพเจ้ารายงานตัวเป็นคนของที่นี่เมื่อ 12 ปีที่แล้ว...

อย่าเพลินกับงานเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน
จนลืมที่จะสร้างงานใหญ่ของตัวเอง
โอกาสที่ได้ไป...
ไม่ได้รอเรานานนัก...
คิดได้...แต่ต้องทำให้ได้
สถานะวันนี้ ต้องทำมากกว่าพูด
กว่าจะได้พูด...
ข้าพเจ้า ก็ก้มหน้าทำมาเฉกเช่นเธอ

....