ถึงวาระการประเมินการทำงานกันอีกแล้วค่ะ ต้องมีการเขียนภาระงาน เติมแบบฟอร์มว่าทำงานอะไรบ้างเท่าไหร่ มีงานพัฒนาอะไรบ้างรวมคะแนนได้เท่าไหร่ เป็นแบบฟอร์มตามประสาราชการที่ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนยังไงก็ดูไร้ชีวิตชีวาและห่างไกลความรู้สึกว่ามันชี้วัดการทำงานของแต่ละคนแต่ละงานได้จริงๆ
ในขณะที่มีงานที่สมควรต้องทำรออยู่มากมาย ทั้งภาระงานประจำที่สัปดาห์นี้อยู่จุดคุมเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติหลักของหน่วย ซึ่งถ้าจะให้งานเดินดีรวดเร็วราบรื่น เราก็จะทิ้งไปไหนไม่ได้เลยตลอดทั้งวัน มีงานออกข้อสอบนักศึกษากายภาพฯ ที่ทำค้างอยู่ตั้งแต่เมื่อคืนต้องทำให้เสร็จเพื่อจะได้ส่งก่อนวันที่ 5 มีงานสถิติที่ต้องตรวจสอบอีกเล็กน้อย (งานนี้ก็เพื่อให้ชาว Chem ของเรามีตัวเลขปริมาณงานเอาไว้ลงในใบประเมินต่อๆไปนี่แหละค่ะ รวมทั้งมีไว้ให้เราสามารถขออะไรๆเพิ่มในอนาคตได้ด้วย) มีงานเตรียมสไลด์นำเสนองานประชุมที่ต้องหาเวลาคุยกับพี่นุชรัตน์-หัวหน้าโครงการ เพื่อให้พี่เขาช่วยแนะนำว่าจะเพิ่มเติมตัดทอนอะไรหรือไม่ เพื่อจะนำเสนอในวันที่ 6 นี้ในงานประชุมวิชาการของคณะแพทย์ นี่ยังไม่รวมงานที่ทำเสร็จไปแล้วในไม่กี่วันนี้ อย่างการตรวจสอบโปสเตอร์ที่จะสั่งพิมพ์เพื่องานประชุมนี้เช่นกัน เป็นของน้องผู้ช่วยวิจัยที่เราต้องช่วยในช่วงสุดท้ายให้เสร็จเรียบร้อย นี่ยังไม่ได้รวมงานส่วนตัวที่ต้องติดต่อธุระบางอย่างซึ่งต้องหาเวลาติดต่อให้เรียบร้อย เพราะทำไม่ได้นอกเวลาราชการอีกด้วยนะคะ
ที่พยายามไล่เรียงมาให้เห็นนี้ ก็เพื่อจะบอกว่า งานเหล่านี้ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน หมุนเวียนกันมานั้น เป็นสิ่งที่คนทำงานประจำทุกคนมีภาระเหมือนๆกัน ดังนั้นเมื่อถึงเวลาต้องเขียนภาระงาน ก็หมายถึงการจัดเวลาเพื่อการนี้เพิ่มขึ้น บางคนก็อาจจะต้องละงานประจำไปก่อนเพื่อจะได้จัดการให้เสร็จส่งทันเวลา
สำหรับตัวเองแล้วให้ความสำคัญกับการประเมินแบบนี้น้อยมาก คิดว่าการที่ระบบของเราเป็นแบบนี้นั้นช่างไม่เหมาะสมกับภาคปฏิบัติจริงๆเอาเสียเลย สิ่งต่างๆที่ต้องเขียนนั้น เป็นสิ่งที่ประเมินวัดได้จากเอกสารที่มีอยู่แล้วทั้งนั้น แต่ระบบจัดการให้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณงานที่แต่ละคนทำ ความไว ความถูกต้องในการทำงานก็มีข้อมูลอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์แล้วทั้งนั้น เวลาไปประชุมอะไรที่ไหนก็ต้องผ่านภาควิชา ต้องเขียนบอกกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ระบบรวบรวมแยกออกมาให้ไม่ได้ ต้องให้แต่ละคนมานั่งเก็บข้อมูลเอาเองอีกที งานเอกสารที่ต้องทำทุกคนนั้นก็ไม่ใช่งานที่คุ้นเคยสำหรับคนทำงานหลายๆคน เพราะงานที่เขาทำไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องทำ โชคดีที่หน่วยเรามีคุณศิริ ซึ่งช่วยจัดการให้แทบทุกคน โดยเจ้าตัวเพียงแต่ตรวจสอบความถูกต้องและให้ข้อมูลบ้างเท่านั้น
อยากเป็นคนนอกระบบก็ตอนที่มีการประเมินเลื่อนขั้น เลื่อนระดับ เปลี่ยนตำแหน่ง อะไรแบบนี้แหละค่ะ ระบบราชการนี่ช่างไม่รู้จักจัดการใช้คนให้ถูกเรื่องถูกงานเอาเสียเลย ใครที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ไม่รู้จักเขียนขอโน่นขอนี่ก็ทำไปเถิด ระบบราชการนี้เขาไม่สนใจหรอกว่าท่านจะทำงานดีขนาดไหน งานเล็กงานน้อยที่เป็นส่วนประกอบเล็กๆที่ทำให้งานหลักๆทั้งหลายเดินไปได้นั้น ได้รับการเหลียวแลน้อยเหลือเกิน เราขาดระบบประเมินตามลำดับชั้นที่โปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามลักษณะการทำงานตามความเป็นจริง เรามัวแต่ยึดหลักฐานการเขียนที่วุ่นวายและเยิ่นเย้อ คนที่อยากก้าวหน้าก็ต้องมองหาลู่ทางในการเขียนขอนั่นขอนี่เอาเอง และบางครั้งความก้าวหน้าก็หมายถึงการที่ต้องคิดถึงตัวเองก่อน งานที่ไม่ค่อยมีคนเหลียวแล ไม่มีความดีความชอบเป็นชิ้นเป็นอันก็ต้องละเว้นไป ใครที่อยากจะยึดหลัก "คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่หนึ่ง" ก็ต้องทำใจว่า ความก้าวหน้าที่ต้อง "ขอ" นั้นอาจจะเป็นประโยชน์ส่วนตัวที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ส่วนรวม มีแรงอยู่ก็ทำประโยชน์ที่ทำได้ต่อไปเถิด
สวัสดีค่ะพี่โอ๋
ไม่เห็นใจคนแก่เลยน่ะค่ะ
ยายลายหมดแล้วค่ะ ตัวเล็กจัง
สวัสดีค่ะ น้องกอ ใช้ฟังก์ชั่นของ GotoKnow ในการเพิ่มขนาดตัวอักษรได้นะคะ อยู่มุมบนสุดด้านขวาหลังจากชื่อที่เราล็อกอินน่ะค่ะทั้งตาและยายจะได้ไม่ลายค่ะ
เห็นด้วยกับโอ๋หลายๆ ประเด็นที่ว่ามา
ที่ภาคทำอยู่ปัจจุบันเป็นไปตามวิธีที่มหาวิทยาลัยกำหนดกรอบไว้
โอ๋มีวิธีหรือรูปแบบที่จะเสนอยังไงบ้างไหม
มาขอเป็น Fan club อีกคนนะคะ นกเป็นสมาชิกที่พึ่งเรียนรู้ของ Go2know ที่ยังไม่เข้าใจในการใช้งานนัก ตามมาอ่านอนุทิน เห็นด้วยกับที่พี่โอ๋พูดจริงๆ ว่าเมื่อถึงวาระการเลื่อนขั้น เลื่อนระดับ พิจารณาความดีความชอบ เป็นเรื่องที่ทำให้อยากเป็นคนนอกระบบจริงๆ
คนตัวเล็กๆ ส่วนใหญ่ มีแรงอยู่ก็ทำประโยชน์ที่ทำได้ต่อไปเช่นที่พี่ว่าถูกต้องจริงๆเลยค่ะ ทางออกของคนกลุ่มนี้ น่าจะอยู่ที่สะสมความดีความชอบที่เป็นบุญกันนะคะพี่ เพราะเท่าที่ดูมา ความยุติธรรมเรื่องนี้ไม่มีในโลกหรือพี่โอ๋เห็นว่าอย่างไรคะ ก็ของมันมีน้อยผู้หลักผู้ใหญ่เขาก็คงลำบากกันน่าดูเนอะ เราเลยเลิกคาดหวังกัน