วิธีพิชิตใจเพื่อนร่วมงาน...สู่การทำงานอย่างมีความสุข
การที่คนบางคนชอบเปลี่ยนงานมักมีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านค่าตอบแทนเบื่อรูปแบบของงานที่ทำหรือจำเป็นต้องย้ายที่อยู่แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่มีอิทธิพลไม่น้อยก็คือ“เพื่อนร่วมงาน” เพราะหากใครไม่สามารถเข้ากันได้กับเพื่อนร่วมงานก็จะทำงานอย่างไม่มีความสุขและเบื่อหน่ายไม่อยากมาทำงานในที่สุดก็จะตัดสินใจเปลี่ยนงานแต่นั่นก็อาจไม่ใช่ทางออกของปัญหาเพราะท่านก็อาจจะเข้ากันกับเพื่อนร่วมงานใหม่ไม่ได้อีกเช่นกันการที่เราจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและมีความสุขกับการทำงานได้นั้นไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป หากเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของตัวเองบ้างลองพิจารณาดูนะคะว่าท่านมอบสิ่งเหล่านี้ให้กับเพื่อนร่วมงานแล้วรึยัง
1.มีทัศนคติที่ดีคนเราไม่ว่าทำงานอยู่ที่ใดก็ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากผู้อื่นงานจึงจะสำเร็จราบรื่นเราจึงควรมีทัศนคติที่ดีต่อเพื่อนร่วมงานควรมองที่ความสามารถของเขามากกว่าเรื่องส่วนตัวของเขาเป็นธรรมดาที่เราจะมีกลุ่มเพื่อนที่สนิทมากและกลุ่มที่ไม่ค่อยสนิทแต่เวลาทำงานก็ต้องดูว่าเราจะต้องทำงานร่วมกับใครและควรทำงานกับเขาได้อย่างดีมิใช่จะยึดติดทำกับคนที่เราสนิทสนมชอบพอเท่านั้นในการทำงานไม่ควรมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกแต่ถ้านอกเวลางานก็ไม่ว่ากันค่ะ
2.รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นในการทำงานเป็นทีมจะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนซึ่งแต่ละคนอาจมีความคิดที่ไม่เหมือนกันเราก็ไม่ควรปิดกั้นความคิดของผู้อื่นควรรับฟังความคิดเห็นจากทุกคนแล้วร่วมกันพิจารณาหาแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ดีกว่าที่จะยึดติดกับความคิดของตนเพียงคนเดียว
3.ยอมรับผิดไม่มีใครในโลกที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลยในชีวิตแต่เมื่อทำผิดแล้วเราก็ควรจะยอมรับในความผิดพลาดนั้นไม่ใช่ปัดความผิดไปให้ผู้อื่นหรือมัวแต่หาข้ออ้างให้ตัวเองแล้วไม่ยอมแก้ไขใด ๆเพราะคิดแต่ว่าตนเองไม่ผิดต่อไปก็จะไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย
4.ใส่ใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆการพูดจาหรือกระทำบางสิ่งให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกดี ๆบ้าง จะช่วยให้ความสัมพันธ์กับเขาดีขึ้นเช่น เอ่ยชมเมื่อเขาทำงานได้ดีชมว่าวันนี้แต่งตัวสวยจังหรือเมื่อถึงวันเกิดของเขาแม้จะไม่มีของขวัญให้แต่แค่เอ่ยประโยคสั้นๆว่า “สุขสันต์วันเกิด” เขาก็ปลื้มแล้วล่ะเพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าท่านใส่ใจเขาความรู้สึกดี ๆต่อกันก็ย่อมเกิดขึ้นแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องไม่ใช่เป็นการเสแสร้งเราควรแสดงออกอย่างจริงใจในขณะเดียวกันหากเราเห็นความผิดพลาดบางอย่างของเขาเราก็ควรตักเตือนด้วยความห่วงใยหรือให้คำแนะนำที่ดีกับเขาเหล่านี้ก็ล้วนแสดงถึงความใส่ใจเช่นกัน
5.มีน้ำใจเราควรเป็นฝ่ายหยิบยื่นน้ำใจต่อผู้อื่นก่อนแล้ววันหนึ่งข้างหน้าเราก็จะได้รับน้ำใจจากผู้อื่นตอบแทนเพราะไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้าเราจะต้องพึ่งพาใครบ้างเราก็ควรแสดงน้ำใจเล็ก ๆน้อย ๆ เช่นงานบางอย่างแม้ไม่ใช่หน้าที่ของเราแต่เราทำได้ก็ควรเสนอตัวที่จะเข้าไปช่วยโดยไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปากขอร้องการไต่ถามทุกข์สุขหรืออาการเจ็บป่วยด้วยความห่วงใยมีของติดไม้ติดมือมาฝากยามที่กลับมาจากท่องเที่ยวแสดงความยินดีเมื่อเขามีเรื่องดีๆ ในชีวิตเหล่านี้เป็นต้น
6.“ขอบคุณ” และ“ขอโทษ” คำ2คำนี้ควรจะใช้ให้เคยชิน เมื่อได้รับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆจากผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นความช่วยเหลือ สิ่งของ หรือคำชมเชย ก็ตาม เราควรเอ่ยคำ“ขอบคุณ”ทุกครั้งจะทำให้คนฟังรู้สึกดีและเต็มใจที่จะทำสิ่งดี ๆ ให้เราต่อไปในทางตรงกันข้ามหากเราทำสิ่งผิดพลาดใด ๆหรือสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม เราก็ควรเอ่ยคำว่า“ขอโทษ”และยอมรับผิดทุกคนก็พร้อมจะให้อภัยอยู่แล้วค่ะ หรือแม้แต่กรณีที่เราไม่อาจให้ความช่วยเหลือตามที่เพื่อนร้องขอได้การเอ่ยคำ“ขอโทษ”ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราอยากจะช่วยเหลือจริงๆแต่เกินกว่าความสามารถหรือมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจช่วยเหลือเขาได้เขาก็ย่อมจะเข้าใจและไม่โกรธเคืองเราอย่างแน่นอน
เป็นอย่างไรบ้างคะไม่ทราบว่าที่ผ่านมาท่านมอบสิ่งเหล่านี้ให้กับเพื่อนร่วมงานแล้วรึยังถ้าทำอยู่แล้วก็เชื่อว่าท่านจะเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานอย่างแน่นอนแต่ถ้ายังก็ต้องรีบทำนะคะเพื่อที่วันหนึ่งท่านจะสามารถพิชิตใจของเพื่อนร่วมงานได้ และทำงานได้อย่างมีความสุข
ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์คอลัมน์BUYER’S GUIDE
สู้เต็มที่เลยค่ะ รุ่นพี่ปู ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ที่แวะมาให้กำลังใจอยู่เสมอ ๆ