การทำงานในระบบตรวจสอบกันเอง หรือ ภาษาอังกฤษว่า Peer review นั้น เป็นวิธีที่ใช้ในการทำงานทั่วไป โดยยึดหลักการว่า ผู้รู้ในสาขานั้นๆ จะสามารถเข้าใจและประเมินคนที่ทำงานในสาขานั้นๆ ได้ดี
แต่ ในโลกแห่งความเป็นจริง กลับมีอุปสรรคพอสมควร อันเนื่องมาจาก
· ความเกรงใจคนในกลุ่มที่ทำงานด้วยกัน ยังไงก็ยังต้องพึ่งพากัน
· การมีความรู้แค่อยู่ในวงเดียวกัน ประเมินแค่สิ่งที่รู้ สิ่งที่ไม่รู้ไม่ได้ประเมิน
· มักไม่ประเมินผลลัพธ์ หรือผลกระทบ ส่วนใหญ่แค่ประเมินกิจกรรม
ที่อาจเรียกได้ว่า อยู่ในระดับ
โจรย่อมยกย่องโจร
ที่ดูแค่กิจกรรมและความสามารถในเรื่องนั้นๆ (เช่น ความรู้ความสามารถในการโกหก หลอกลวง การสร้างเอกสารหรือสร้างผลงานที่ใช้ประโยชน์จริงๆไม่ได้ การประเมินผลกระทบแบบไม่จริงจนเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตามมา ฯลฯ) โดยไม่ได้ดูผลกระทบที่แท้จริง
ตัวอย่าง ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ
การประเมิน “ผลงาน” จากตัวชี้วัด “กระดาษเปื้อนหมึก”
ที่ทั้งผู้ถูกประเมิน และผู้ประเมิน ก็มีความรู้ความสามารถ แค่ “ผลิตกระดาษเปื้อนหมึก” ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก
จึงประเมินกันได้แค่นั้น
แต่ถ้าจะเลื่อนระดับ เป็นบัณฑิตย่อมยกย่องบัณฑิต นั้น
น่าจะวัดกันที่ ผลของการทำงาน
· ผลลัพธ์ขั้นสุดท้าย ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในกระบวนการทำงาน
o ในภาคส่วนของระบบการพัฒนาที่เห็นจริง สัมผัสได้จริงๆ
· โดยอาศัยความรู้แบบ “บัณฑิต”
o ที่ไม่ได้แปลว่าผู้มีกระดาษเปื้อนหมึกสารพัดชนิดเต็มบ้าน เต็มที่ทำงาน เต็มฝาบ้าน ที่บางส่วนเรียกว่า “ปริญญา”
o แต่ เป็น ผู้รู้ ผู้ผ่านการทำงานอย่างได้ผลมาแล้ว
§ มีความรู้แบบเป็นธรรมชาติ
§ มีใจเป็นธรรม และ
§ ดวงตาเห็นธรรม
· ที่ควรต้องผ่านการประเมินคุณสมบัติข้างต้นเสียก่อน
· ไม่ใช่แค่เคยทำงาน หรือรู้ในเรื่องนั้นๆ (Peer) เพียงอย่างเดียว
· ที่มักจะเจอปัญหาแบบ “โจรย่อมยกย่องโจร”
แต่ถ้าอาศัยผลงานที่เป็นรูปธรรม และมีความรู้ มีคุณธรรม มีใจเป็นธรรม และดวงตาเห็นธรรมแล้ว
ไม่ว่าจะประเมินใคร ก็จะมีความยุติธรรม แบบ บัณฑิตย่อมยกย่องบัณฑิต
และบัณฑิตย่อมไม่ยกย่องโจร ที่เปิดช่องทางให้เข้ามาสร้างปัญหาให้กับสังคมเราแน่นอน
นี่คือข้อเสนอแนะในการประเมินคน และผลงาน ที่น่าจะทำให้ประเทศชาติ และสังคม พัฒนาได้ดีกว่าเดิมครับ
เห็นด้วยครับอาจารย์
สวัสดีครับ
ตรงใจมากเลยครับอาจารย์ งานผมชิ้นหนึ่ง ท่านผู้รู้(กว่าผม) ท่านบอกว่า ทำอะไรไม่เห็นเข้าใจเลย ไม่เห็นได้เรื่องเลย (สงสัยผมจะเขียนได้ไม่ดีหรือเปล่า) แต่เวลาคุยกับคนในพื้นที่ที่ผมลงไปทำงาน เขามีแต่คุยฟุ่งเรื่องนี้ เสนอว่า ควรทำต่ออย่างนี้อย่างนั้น
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ
สังคมที่เห็นอะไรแคบ ก็ตัดสินไปตามที่เห็นในมิติแคบๆ ในเมื่อโลกหมุนไปด้วยความยาก จิตพื้นฐานและการหลงผิดจะเกิดขึ้นง่ายเพื่อตอบสนองต่อความคิดและความอยาก ไม่ว่าจะเป็น อำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ นั้นครับผม การทำงานแล้วเป็นสุขเป็นผลจากการทำงานที่เห็นธรรม ในเมื่อสังคมเห็นแบบนั้นก็เป็นวิสัยของโลกที่หมุนด้วย ordinary mind เป็นหลัก ซึ่งมันเป็นเช่นนั้นเองครับผม
นิสิต ครับผม
ขอบคุณครับ ที่อย่างน้อยก็จะเป็นแนวร่วม และแนวทางขยายผล ให้
"คนดีได้มีโอกาสทำงานมากขึ้น"
สมกับแนวพระราชดำรัส
"เราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ แต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้ได้ทำความดี"
ประมาณนี้ครับ ที่พอจำได้ลางๆ
สวัสดีค่ะท่าน ดร. แสวง รวยสูงเนิน
มาอ่านบันทึกคุณภาพของ "บันฑิต" แล้ว รู้สึกปิติ ด้วยเห็นความจริงความตรง ความยุติธรรมของผู้ใหญ่ที่มองเห็นปัญหาของสังคมเรา
คนไม่มีรากเคย ได้ยินผู้ใหญ่หลายท่านบ่นว่า "คนดีท้อ เพราะสังคมเลว" อ่านแล้ว อยากนำไปขยายต่อ โดยเฉพาะกับท่านที่มีหน้าที่ต้อง "ประเมิน" ผู้อื่น เผื่อจะได้เกิดพุทธิปัญญา และมีอานิสงค์แก่ "ตนดี" ค่ะ...
ขออนุญาตยกข้อความที่อาจารย์ไปถามที่บันทึกของคนไม่มีรากค่ะ...
สำหรับข้อสงสัยของท่านนั้น คนไม่มีรากเคยเขียนไว้ เนื่องจากมีคนสงสัย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตั้งชื่อแบบไม่สมเหตุสมผล และนัยยะก็สื่อในทางลบ (Negative) อีกด้วย...
เป็น "คน" แต่ดันบอกว่าไม่มี "ราก" ... เสียอีกแน่ะ
ขออนุญาตนำที่เคยเขียนอธิบายมาให้อาจารย์ได้อ่านค่ะ อาจจะยาวไปบ้างนะคะ..
...มีคนถามและสงสัยอยู่เสมอว่าทำไมใช้นามแฝงว่า.... "คนไม่มีราก"
ความจริงก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะให้แปลกแยกแตกต่างหรือสร้างจุดเด่นด้วยการตั้งชื่อที่แปลกและทำให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ ....
คิดเพียงว่า...จะไม่ใช้ชื่อจริง เพราะเคยได้ยินว่าอาจถูกนำชื่อไปใช้ในเว็บแปลก ๆ โดยไม่รู้ตัว จึงมาคิดว่าจะใช้ชื่อที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์หลักในการเข้ามาเป็นสมาชิกของ Gotoknow....
ด้วยวัตถุประสงค์หลักของการมาเป็นสมาชิกของ Gotoknow ก็เพื่อติดตามหาและศึกษางานของครูภูมิปัญญาไทยหลาย ๆ ท่าน
ทำให้ระลึกไปถึงครั้งที่ทำงานด้านภูมิปัญญาไทยแรก ๆ ที่อยากรู้อยากเห็นและไม่เข้าใจไปเสียหมดในระบบคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรมของครูภูมิปัญญาไทยที่ต้องไปติดตามประเมินเพื่อนำข้อมูลมานำเสนอต่อคณะทำงานสรรหาครูภูมิปัญญาไทย ถามมากมายเสียจนคนถูกถามอ่อนใจ หันไปพูดภาษาถิ่น เนื่องจากคิดว่าคนฟังไม่รู้ว่าพูดอะไร แต่บังเอิญฟังภาษาถิ่น (เกิดของแม่) ได้ เขาบอกว่า ..."...เอื้อเอ็นดูมันเถิด คนไม่มีรากเหง้า ก็แบบนี้แหละ มันไม่รู้ไม่เข้าใจก็ถามไปเรื่อยแบบนี้... " ฟังตอนแรกเสียอกเสียใจใหญ่โต กลับบ้านมาฟ้องแม่... แม่ไม่ปลอบกลับสำทับซ้ำแกมหัวเราะว่า... "ดีแล้ว ต่อไปจะไปทำงานต้องหาความรู้ข้อมูลไปให้ดีเสียก่อน จะถามอะไรก็ต้องรู้กาลเทศะ..."
มาย้อนทบทวน...ก็เห็นจริง ได้คิด จึงตั้งชื่อ คนไม่มีราก (จะใช้ว่า "คนไม่มีรากเหง้า" ก็เกรงว่าจะฟังแล้วแรงเกินไป) ไว้เป็นเครื่องเตือนให้สำเหนียกกายใจ ตั้งสติไว้ให้มั่นคงเพื่อให้เกิดปัญญา ตามที่อยากมีอยากเป็น...คือ การได้เป็น ครู ที่สามารถสอน คนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั่นเอง
คุณครูกานท์ ได้ร้อยกรอง สรุปความเป็น "คนไม่มีราก" ไว้ให้ อ่านแล้วตรงใจ ชอบใจ จึงขออนุญาตท่านนำมาบันทึกไว้ในประวัติด้วยค่ะ
(^___^)
คนไม่มีราก กราบขอบพระคุณที่ท่านสนใจและเปิดโอกาสให้ได้อธิบายค่ะ
ความจริงก็อยากเปลี่ยนนามแฝงเหมือนกัน แต่เคยชินและใคร่ครวญดูแล้ว ชื่อก็คือชื่อ ... คงไม่สำคัญเท่ากับ "การกระทำ" ซึ่งเป็นการบอกชัดถึงตัวตนของเราอย่างแท้จริงค่ะ
(^___^)
“ไม่มีราก เพราะตัดราก จากกิเลส
สุดวิเศษ ไม่พะวง บ่วงสงสาร
นี้คือพร ซ่อนลึก ในพฤกษ์พนานต์
ทุกปีกาล สวัสดี นิรันดร"
สำคัญมากเลยก็คือ
เมื่อเห็นน้ำขุ่น ให้รู้ว่านี่คือน้ำขุ่น
อย่าไปปนกันกับน้ำใส
ตอนนี้เราปนกันหมด จนคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงครับ
สวัสดีค่ะท่าน ดร. แสวง รวยสูงเนิน
ขออนุญาตยกจากบันทึกตัวเองมาไว้ที่นี่เพื่ความสะดวกของอาจารย์ค่ะ
เมื่อ จ. 03 ส.ค. 2552 @ 00:23
1451387 [ลบ] [แจ้งลบ]
ขอบคุณครับ
พอจับความได้ แต่ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่
และที่สำคัญ ท่านยังไม่ตอบคำถามที่ผมตั้งไว้ครับ
ไม่สะดวกที่จะตอบก็ไม่เป็นไรครับ
คนขี้สงสัย ก็เป็นอย่างนี้เองแหละครับ
ขอบคุณมากครับ
ตอบ
คนไม่มีรากนี่หากสอบก็คงสอบตกไปแล้ว เพราะอ่านข้อสอบไม่ถ้วนถึ่ ท่านถามตั้งหลายข้อ ตอบแบบแกงโฮะเลย...
ขออนุญาตทบทวนใหม่นะคะ...
ขอถามว่า ท่านทำไมไม่มีราก และการไม่มีรากของท่าน ท่านอยู่ได้อย่างไรครับ
ตอบตามที่คุณครูกานท์ท่านได้รจนาไว้ให้ค่ะ
“ไม่มีราก เพราะตัดราก จากกิเลส
สุดวิเศษ ไม่พะวง บ่วงสงสาร
นี้คือพร ซ่อนลึก ในพฤกษ์พนานต์
ทุกปีกาล สวัสดี นิรันดร"
ที่พบว่าไม่มีรากนั้นมักไม่โต และหรือตายตั้งแต่เกิดครับ ทำไมท่านยังอยู่ได้ครับ ท่านใช้อะไรดูดอาหาร ใช้อะไรยึดเหนียว ใช้อะไรเป็นหลักค้ำยัน
ข้อนี้เพิ่งจะมาคิดก็เมื่อถูกเรียกว่า "คนไม่มีรากเหง้า" ก่อนหน้านี้ไม่เคยทบทวนตน ใช้ชีวิตไปตามกระแสโลก สบายดี อย่าคิดมาก พอแม่จากไป เพราะด้วยความที่เป็นโสด อยู่กับแม่ติดแม่มาตลอด แม่จากไป ชีวิตไม่มีหลักยึด จึงถามตัวเองแต่ก็ไม่ค่อยได้ตอบ ไม่ได้จริงจังที่จะค้นหาความหมายชีวิตแห่งความไม่มีรากเหง้านั้น
ที่ยังอยู่ได้ทั้งที่ไม่มีราก หลักยึด เพราะตระหนักและยอมรับว่า ชีวิตต้องดำเนินต่อไปตามกรรม ยังไม่ได้ปรารถนาซึ่งนิพพาน (ยังไม่คิดปรารภนิพพานตามที่ครูบาอาจารย์ทางจิตท่านย้ำเสมอเมื่อปฏิบัติธรรม) ยังหลงในโลกธรรมนี้อยู่ค่ะ
อุปกรณ์ที่ใช้ดูดอาหารและทรัยากรอันเหลือเฟือในโลกนี้ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาด้วยร่างกายที่ไม่พิกลพิการ ไม่วิปลาศ ขาดสติ ด้วยความรู้ที่พ่อแม่ให้เป็นมรดก ด้วยปัญญาที่ได้จากครูบาอาจารย์และกัลยาณมิตรนั่นเอง
โดยสรุปรวมแล้วคือ....อยากตัดรากจากกิเลส นั่นแหละค่ะ เพราะพิจารณาแล้ว คนไม่มีรากเป็นพวกมีครบทุกอย่างทั้ง โทสะ โมหะ ราคะ และที่ใหญ่โตที่สุดคือ เป็นผู้ที่มี "อัตตา ตัวตน" อันน่าเกลียดน่ากลัวมาก ๆ จนบางครั้งก็ยังตกใจตัวเองด้วยค่ะ
และเมื่อตระหนักในอัตตาตัวตนอันใหญ่โตน่าเกลียดแล้ว จึงพยายามที่จะลด ละ เลิกกรรมที่ทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อนจากกรรมนั้นค่ะ แต่...ก็คอยจะเผลอและพลาดพลั้งอยู่เสมอ
กราบขอบพระคุณคำถามอันทรงคุณค่าของอาจารย์ค่ะ ทำให้ได้ทบทวนและเห็นตัวเองชัดขึ้นมาอีกมากเลยค่ะ
ขอบพระคุณมากในการให้ปัญญาครั้งนี้ค่ะ
(^___^)
ครับ ขอบคุณครับ
ผมคิดว่า ที่เหมาะมากๆเลยคือ "กำลังจะไร้...ราก"
เพราะเท่าที่ฟัง ยังมีรากยังเกาะโลกอยู่แน่นเลยครับ
ยังไม่เห็นไร้รากอย่างว่าเลยครับ
ผมก็ถามประสาคนขี้สงสัย อย่าถือสาเลยครับ
ขอบคุณมากสำหรับคำตอบ ที่ได้เป็นการสอนผมกลายๆ อยู่ครับ
นี่แหละที่เรียกว่า "คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล"
ขอคารวะ ด้วยความจริงใจ
สวัสดีค่ะ อ.แสวง
กำลังค้นข้อมูลหาตัวอย่างคนไทยที่มีวิถีเรียนรู้เลียนแบบธรรมชาติ เพื่อแก้ปัญหาที่เรากำลังผจญอยู่ มาเจออาจารย์เข้าในเว็บ ดีใจสุดๆ อาจารย์เป็นแรงบันดาลใจจริงๆ ค่ะ จะบันทึกไว้ว่าเป็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ค่ะ
ขอบคุณครับ ที่เข้ามาช่วยกันแก้ปัญหาให้กับสังคมที่กำลังหลงทาง และจนตรอกครับ
เราต้องหาทางออกอย่างรีบด่วนเลยครับ
ผมว่า นี้แหละครับธรรมชาติของโลก ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่หาทางเอาตัวรอดเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในโลก ผมไม่แน่ใจหรอกครับว่า คนไม่มีราก หมายถึงแบบไหนกันแน่ เพราะก็มองได้หลายแง่ แต่สำหรับในความคิดผม ทุกสิ่งอย่างล้วนปรับตัวเองเพื่อเอาตัวรอด ดูอย่างสปอร์มันยังสามารถดำรงชิติตอยู่ได้ แต่ถึงบางคนมีรากก็จริง แต่เอารากไปเกาะกับไม้ต้นอื่นเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดได้แบบนี้ก็คงไม่ไหวเหมือนกานนะครับ
การเอาตัวรอดพอจะยอมรับได้ แต่กับการเอาเปรียบสังคม ไม่น่าจะยอมรับได้ครับ
สมควรได้รับการประณามทั้งในที่ลับ ที่แจ้ง ทั้งทากาย วาจา และใจเลยครับ
เพื่อลดประชากรกลุ่มดังกล่าวให้เหลือน้อยที่สุด และกล้าแสดงตัวน้อยลงครับ
ท่านอาจารย์ ดร. แสวง รวยสูงเนิน คะ บันทึกนี้ของท่านอาจารย์ทันสมัยตลอดกาล ขอบคุณค่ะ
ครับผม อิอิอิอิ