6 พฤติกรรมที่เป็น “ตัวถ่วง” ความสำเร็จ

6 พฤติกรรมที่เป็นตัวถ่วงความสำเร็จ

 

เขียนโดย:  hrcopworker

 

6 พฤติกรรมต่อไปนี้เป็นเรื่องที่สรุปจากความเห็นของท่านผู้รู้ที่เตือนไว้ให้หลีกเลี่ยงซะซึ่งผมก็ขออนุญาตถือเอาเป็นของขวัญวันสงกรานต์ให้กับท่านผู้อ่านนะครับ

พฤติกรรมแรกอยู่อย่างไรก็อย่างนั้นแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถจะตัดสินใจแก้ไขอะไรได้ก็ไม่ทำเลือกที่จะปลอบใจตัวเองไปเรื่อย ๆ คุณควรจะคิดว่าการกระทำของตัวเองนั่นเองที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของตัวเองการที่ใครตกอยู่ในสภาพแบบนี้ สมควรอย่างยิ่งเลยครับที่จะต้องปรับทัศนคติใหม่เสียเพื่อมิให้คุณก็ต้องกลาย คนที่ไม่ใช่ขององค์การ

ในโลกของการทำงานเรามักจะพบว่า คนที่มีทัศนคติและพฤติกรรมแบบนี้มีจำนวนไม่น้อยทีเดียวซึ่งหากมีมากท่าใด สมการความล้มเหลวขององค์การก็จะมีตัวคูณทวีมากขึ้นซึ่งองค์การก็จ้องระมัดระวังให้มากเลยล่ะครับ

พฤติกรรมที่สองแล้วแต่โชควาสนาดูจะเป็นทัศนคติที่แบบกลบจุดด้อยของตัวเองซะมากกว่า ตัวอย่างบางคนคิดว่าก็เพราะครอบครัวแตกแยกก็เลยมาติดยา ครอบครัวยากจนนี่เองต้องมาขายตัวในอาบอบนวดผมเองไม่คิดว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน เพราะหลายคนก็มีสภาพความเป็นมาไม่แตกต่างกันแต่ก็ใฝ่ดี และเอาดีได้ถมไป

ทัศนคติแบบนี้เป็นสิ่งที่ลิดรอนความสามารถและสร้างข้อจำกัดให้กับตัวเองอย่างที่คุณคาดไม่ถึงทีเดียวครับสุดท้ายมันจะดึงฉุดเราดิ่งลงไปในข้อจำกัดของตัวเองและเปลี่ยนไปสู่จุดความสำเร็จได้ยาก และที่สำคัญ เมื่อคุณมีข้อจำกัดมากเข้าคนก็จะมองข้ามคุณไปอย่างง่ายดาย เป็นการเสียโอกาสเติบโตที่คุณอาจจะได้รับเพราะคนอื่นที่เขาจะหยิบยื่นโอกาสให้คุณ(ซึ่งมีน้อยอยู่แล้ว) นั้นปิดกั้นคุณเป็นการตอบแทน

พฤติกรรมที่สามฉันไม่มีทางผิดหรือไม่ยอมรับความผิด ทัศนคติแบบนี้ เป็นเพราะไม่มีคิดว่าสิ่งที่ทำมันเป็นปัญหารวมทั้งมีปัญหาในสิ่งหรืองานที่ทำความล้มเหลวเกิดขึ้นเป็นเพราะตัวแปรอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของฉันและอาจจะเป็นเพราะคนรอบข้างก็ได้นะ ทัศนคติแบบนี้ก็ไม่โอเคนะเพราะไม่ว่าอย่างไรตัวเราเองนี่แหละที่บันดาลความสำเร็จหรือความล้มเหลวให้กับตัวเองเหมือนที่ว่าไว้ลองมองดูสิครับ มีคนที่เป็นแบบนี้สักกี่คนในหน่วยงานของคุณ ซึ่งผมเชื่อว่าหากทัศนคติแบบนี้เกิดขึ้นกับหัวหน้างานล่ะก็ทายได้แบบไม่ต้องอาศัยโหรหรือหมอดูมาฟันธงว่าจัดเป็นโชคร้ายของบรรดาลูกน้องทั้งหลายในหน่วยงานนั้นเลยทีเดียวและรูปธรรมที่พบก็คือหน่วยงานนั้นขาดผลงาน คนมีปัญหาและหนีไม่พ้นความถดถอยไปได้

พฤติกรรมที่สี่ขาดความเชื่อมมั่นในตัวเอง คิดเสมอว่าฉันทำไม่ได้หรอกอันนี้ก็เป็นทัศนคติที่ต่อเนื่องมาจากการสร้างข้อจำกัดให้กับตัวเองคิดไปสารพัดสารเพว่าตัวเองมีการศึกษาน้อย สติปัญญาไม่ดีนานไปเข้าก็พลอยคิดไปว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้มาก ผู้รู้ท่านบอกไว้ว่าคุณจะต้องเรียนรู้ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเองหากคุณยอมรับและรู้จักแก้ไขจุดอ่อนของตัวเองพร้อมกับเสริมสร้างจุดแข็งที่คุณมีชดเชย

พฤติกรรมที่ห้าต้อง perfect ถึงจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ในการทำงานจริงไม่มีอะไรที่ลงตัวสักอย่างหรอกครับ จะมีก็แต่ ความไม่สมบูรณ์ = ความแน่นอนที่คุณจะต้องทำความเข้าใจคุณจึงไม่ควรที่จะทำอะไรโดยรอให้ทุกอย่างมันสมบูรณ์เสียก่อนเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าใดนักหรอกครับ อันไหนทำได้ก็ทำไปเพียงแต่พยายามสำรวจดูว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่มีเรื่องอะไรเมื่อทำไปแล้วจะทำให้งานและองค์การเสียหายก็ไม่ควรทำนั่นก็คือเรื่องการประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นซึ่งก็จะช่วยให้เราวางแผนรับมือหรือป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในลำดับต่อไปได้นอกจากนี้ การคิดที่ผมว่าไปนี้ยังช่วยให้เราได้เรียนรู้ความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทางหนึ่งด้วยครับ

พฤติกรรมที่หกเข้าข้างตัวเองร่ำไป เช่นติดบุหรี่ก็ไม่คิดว่าตัวเองติด และไม่คิดว่าการเลิกสูบมันจะยากเย็นอะไรแต่ก็เลิกไม่ได้สักที กระทั่งถึงจุดหนึ่งมันก็ยากที่จะแก้ไขว่าไปแล้วก็เข้าทำนองปลอบใจตัวเองไปวันวัน หลอกตัวเองและหนีปัญหาไปเรื่อย

ลองสำรวจตัวของท่านเอง ว่ามีเจ้า 6 ตัวนี้ตัวหนึ่งตัวใดมากกว่ากันหากมีล่ะก็ คงต้องลดมันลงให้เหลือน้อยที่สุด หรือไม่มีเลยนั่นล่ะดีที่สุดมิฉะนั้น มันจะหมักหมมจนกลายเป็นปัจจัยที่จะทำให้คุณล้มเหลวไม่เป็นท่าได้