รู้หลักการ..ผ่านได้..

ขั้นตอนและกระบวนการวิจัย มักทำดังนี้.....

กำหนดปัญหาการวิจัย

  คำถามหรือปัญหาในการวิจัยหมายถึง ข้อสงสัยที่ต้องการคำตอบที่ถูกต้องซึ่งได้มาโดยกระบวนการทำวิจัย การกำหนดคำถามหรือปัญหาวิจัยให้แน่นอนและเด่นชัด จะเป็นเครื่องชี้แนวทางในการวิจัยได้ 

ตั้งชื่องานวิจัย

หลักสำคัญคือชื่อเรื่องควรมีความสัมพันธ์กับปัญหาและวัตถุประสงค์ ควรตั้งชื่อให้เฉพาะเจาะจง  ระบุขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจน ใช้ภาษาที่เป็นวิชาการ กะทัดรัดรวมทั้งใช้คำที่ถูกต้อง

ทบทวนวรรณกรรม   

·       เพื่อหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำซ้อนกับเรื่องที่มีผู้เคยดำเนินงานวิจัยแล้วในอดีต

·       เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความกว้างไกลในการมองปัญหาของผู้วิจัย

·       เพื่อนำปัญหาอุปสรรคที่ผู้วิจัยในอดีตพบ มาเป็นแนวทางป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม

·       เพื่อให้การกำหนดขอบเขตการวิจัยมีความชัดเจนเหมาะสม

·       เพื่อใช้ประโยชน์ในการอภิปรายผลการวิจัย

ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรมโดยสรุป

 ·       กำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนของการทบทวนวรรณกรรม

 ·       กำหนดลักษณะและประเภทของวรรณกรรมที่ต้องศึกษาค้นคว้าและแหล่งวรรณกรรม

  ·    สำรวจวรรณกรรมจากแหล่งต่างๆ

ตั้งวัตถุประสงค์ 

มีข้อพิจารณา คือ วัตถุประสงค์ต้องมีความเป็นไปได้ในการหาคำตอบ  ในการวิจัยแต่ละครั้ง/ ต้องรองรับและสอดคล้องกับเรื่องที่ต้องการศึกษา/ มีความชัดเจน สัมพันธ์กับขอบเขตของปัญหาหรือคำถามการวิจัย/ ต้องเป็นประโยคบอกเล่า/ การจัดเรียงควรเรียงตามลำดับความสำคัญของการวิจัย

การตั้งสมมุติฐาน

สมมุติฐานเป็นข้อความที่เขียนขึ้นโดยคาดหวังคำตอบจากการวิจัย โดยอาศัยหลักเหตุผล ความรู้ ทฤษฎี ผลวิจัยประสบการณ์ หรือสามัญสำนึกมาเป็นคำตอบที่คาดหวัง

 ประโยชน์ ของการตั้งสมมุติฐาน คือ  ช่วยให้ผู้วิจัยกำหนดคำถามและปัญหาการวิจัยได้แคบและชัดเจน/ ช่วยกำหนดแนวทางหรือทิศทางที่ถูกต้องในการดำเนินการวิจัยและ ทำให้ผู้วิจัยสามารถวางแผนและออกแบบการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถวางแผนรวบรวมข้อมูล การสร้างเครื่องมือวิจัย และวิเคราะห์ข้อมูลได้ถูกต้อง เหมาะสมและประหยัด

สมมุติฐาน มี 2 ประเภท

สมมุติฐานทางการวิจัย  เป็นการคาดคะเนคำตอบอย่างมีทิศทาง มักเป็นข้อความที่อยู่ในลักษณะคำบรรยาย ถึงความสัมพันธ์ของตัวแปร 2 ตัวขึ้นไป มีความสัมพันธ์ระหว่างคำถามหรือปัญหาการวิจัยและสมมุติฐานการวิจัย กล่าวคือ ปัญหาการวิจัยเป็นลักษณะเป็นคำถาม สมมุติฐานการวิจัยมีลักษณะเป็นคำตอบที่คาดหวัง อาจเป็นจริงหรือไม่ก็ได้

สมมุติฐานทางสถิติ เป็นการตั้งสมมุติฐานเพื่อการคำนวณ ต้องทดสอบได้ สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

สมมุติฐานเป็นกลาง (null hypothesis) เป็นข้อความที่ไม่แสดงความสัมพันธ์ หรือความแตกต่างของตัวแปรมักใช้คำว่าเท่ากับ ไม่แตกต่างกับ..  

มมุติฐานทางเลือก( alternative hypothesis) เป็นข้อความที่แสดงความขัดแย้ง กับสมมุติฐานกลาง มีไว้เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้วิจัยในกรณีทดสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่าสมมุติฐานเป็นกลางไม่เป็นจริง และจำเป็นต้องปฏิเสธ โดยปกติสมมุติฐานทางเลือกจะเป็นข้อความที่แสดงความสัมพันธ์หรือความแตกต่างของตัวแปร ซึ่งได้มาจากสมมุติฐานการวิจัย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือประเภทไม่บอกทิศทางและประเภทบอกทิศทาง ประเภทไม่บอกทิศทาง เป็นข้อความที่แสดงเพียงความสัมพันธ์หรือความแตกต่างของตัวแปรส่วนประเภทบอกทิศทาง เป็นข้อความที่แสดงถึงความแตกต่างของตัวแปรในลักษณะมากกว่าหรือน้อยกว่า

สร้างกรอบแนวคิดในการวิจัย ( conceptualframework )

หมายถึงแบบจำลองที่นักวิจัยสร้างขึ้น โดยใช้ทฤษฎีและผลการวิจัย ในอดีตเพื่อแทนการความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ และนำไปตรวจสอบว่ามีความสอดคล้อง กับข้อมูลเชิงประจักษ์หรือไม่ เพียงใด  ในรายงานการวิจัยนักวิจัยนิยมเสนอกรอบแนวคิดในรูปโมเดล หรือแผนภาพ แสดงโครงสร้างความสัมพันธ์ ของตัวแปรทั้งหมด ที่ใช้ในการวิจัย

การออกแบบการวิจัย (researchdesign )

เป็นเรื่องของการวางแผนเกี่ยวกับสิ่งที่จะต้องทำในการวิจัย  แผนนั้นนอกจากจะบอกให้ทราบว่าจะต้องทำอะไร  อย่างไรแล้ว ยังช่วยกำหนดว่ากิจกรรมการวิจัยจะคลี่คลายจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสุดท้ายอย่างไร  กล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นการจัดส่วนประกอบและรายละเอียดต่างๆที่จะต้องทำการวิจัยเข้าด้วยกัน เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายของการวิจัยที่วางเอาไว้ (Maxwell,1996) การออกแบบการวิจัยเป็นผลของกระบวนทัศน์และแนวคิดทฤษฎีบวกกับตรรกะของวิธีการที่นักวิจัยจะต้องเลือกมาใช้ให้เหมาะสมกับบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์ที่จะทำการวิจัย


^^เหตุผลในการนำเอาหลักการเล็กๆน้อยๆนี้มาเพราะ..มีรุ่นน้องจะสอบวิจัยน่ะค่ะ..ต้องการความรู้เชิงหลักการโดยด่วน จัดมาให้แล้ว..จะใช้ประโยชน์ได้หรือไม่..ลองอ่านดูก่อนนะคะ  รู้หลักการ  ผ่านแน่นอน..^^