ตอนที่ ๑      

ตอนที่ ๒      

ตอนที่ ๓

          ระหว่างกินอาหารเช้าที่โรงแรม ของเช้าวันที่ ๖ ก.ค. ๕๒    ผมได้คุยกับท่านรองเลขาธิการ สกอ. ดร. ฉันทวิทย์ สุชาตานนท์ จึงเข้าใจ ว่าการประชุมขององค์การระหว่างประเทศต่างจากการประชุมวิชาการอย่างสิ้นเชิง

          การประชุมขององค์การระหว่างประเทศเต็มไปด้วยพิธีการและขั้นตอนที่เป็นทางการ    มีการเตรียมการเพื่อให้เกิดการยอมรับหรือเห็นพ้องในที่ประชุม    การเตรียมการณ์ของ UNESCO ทำมาล่วงหน้าอย่างดีมาก   มีการจัดการประชุมปรึกษาหารือเป็นราย region รวม ๖ ครั้ง    เพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอสำหรับสื่อสารกับประเทศสมาชิก เรียกว่า Communique   โดยทำมาเป็นร่างที่ ๑   แล้วที่ประชุมแต่งตั้งคณะทำงานยกร่าง Communique ร่างที่ ๒ เอาเข้าที่ประชุมกลุ่มในวันสุดท้ายตอนเช้า    แล้วทีมจัดทำ Communique เอาความเห็นไปยำอีกที    เป็น Communique สุดท้ายเอาเข้าที่ประชุมใหญ่ช่วงสุดท้ายเพื่อให้ที่ประชุมรับรอง    ซึ่งคราวนี้ ที่ประชุมเมื่อวันที่ ๘ ก.ค. รับรองเป็นเอกฉันท์   ทาง สกอ. กำลังจัดแปลเป็นภาษาไทยเพื่อเผยแพร่

          นอกจากนั้น ทาง UNESCO และองค์กรภาคียังจัดการวิจัยเพื่อสังเคราะห์ภาพรวมของระบบอุดมศึกษาในแง่มุมต่างๆ ออกเผยแพร่ในการประชุม   ผู้เข้าร่วมประชุมจึงได้รับแจกเอกสารมากมาย เป็นปัญหาต่อการขนกลับประเทศมาก    ต้องเลือก แต่ก็ทนความเย้ายวนไม่ไหว ต้องยอมแบกน้ำหนัก   เพราะเอกสารดีๆ ทั้งนั้น    เราสามารถหยิบประเด็นดีๆ และตัวอย่าง best practice / success story เอามาปรับใช้กับบ้านเราได้มากมาย

          ผมว่าทางคณะผู้จัดการประชุมครั้งนี้เขาแฟร์ดี   คือเขาเอาสมาคมนักศึกษา และ NGO ด้านการศึกษา ที่เป็นนักต่อสู้เคลื่อนไหวมาร่วมประชุม และร่วมดำเนินการประชุมด้วย   กลุ่มนี้เรียกร้องอย่างยุติธรรมในจังหวะที่เหมาะสมดีมาก   นักศึกษาที่มาเป็นตัวแทนกล่าวตอนเปิดงานกล่าวเรียกร้องให้สถาบันอุดมศึกษามีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น    ได้รับเสียงปรบมือดังกว่าผู้กล่าวคนอื่นๆ ทั้งหมด   และตอนพิธีปิด เขาเอา นศ. ชาติต่างๆ ๖ คนมาพูด    คนแรกคือ นศ. จีน พูดได้ดีเยี่ยม   และคนอื่นๆ ก็พูดได้ดี

          การประชุมขององค์การระหว่างประเทศเขาต้องระมัดระวัง    ให้การประชุมได้ข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับของประเทศสมาชิก และขององค์กรภาคี    เขาคงจะมีการ lobby กับประเทศสมาชิกและภาคีมาก่อนล่วงหน้า   กระนั้นก็ตาม สาระของการนำเสนอในห้องย่อยมีความหลากหลายดี   มีความเห็นหรือประสบการณ์ที่ตรงกันข้ามให้เราได้คิดเอาเองว่าผู้นำเสนอมีฐานความคิด/กระบวนทัศน์ อย่างไร    ถ้าสังเกตให้ดี เรื่องที่นำมาเสนอมีทั้งที่มองกว้าง และที่มองแคบ

          หลังพิธีเปิดในวันที่ ๕ ก.ค. ผมบอกตัวเองและใครต่อใครว่า ไม่มีอะไรใหม่   แต่เมื่อเข้าประชุมวันที่ ๖ ก.ค. จบวัน   ผมก็เปลี่ยนคำพูดใหม่ ว่ามีอะไรใหม่ๆ มากกว่าที่คิด   โดยเราต้องย่อยต่อเอง ให้ได้สิ่งใหม่หรือแนวคิดใหม่ๆ    สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์ระบบอุดมศึกษาไทย   คือจะได้อะไรใหม่หรือไม่เราต้องปรุงแต่งสาระจากเอกสาร จากการประชุม และจากการพูดคุย เอาเอง

          สาระสำคัญที่สุดที่ผมปรุงได้ คือ ระบบอุดมศึกษาไทยยังรับผิดชอบต่อสังคมน้อยเกินไป   เรายังไม่ได้พูดเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง   เรายังไม่ได้กำหนดนโยบาย และมาตรการเพื่อการนี้อย่างชัดเจน 

วิจารณ์ พานิช
๑๓ ก.ค. ๕๒