ดง (คำปักษ์ใต้)

วันก่อน... กำลังฉันเพลอยู่กับหลวงพี่อีกรูปที่กุฏิ ผู้เขียนเลือกดูอาหารบิณฑบาต ก็ไปเจอน้ำข้าวกล้องใส่ถุงซึ่งมีฉลากบอกยี้ห้อเรียบร้อย จึงหยิบขึ้นมาถามหลวงพี่ว่า...

  • เคยฉันหม้าย ? รสชาดพันพรื้อ ? 
  • เคยฉัน รสชาดเหมือนน้ำหม้อ

แล้วหลวงพี่ก็มีประเด็นคุยต่อว่า่ วันก่อน ถามพระหนุ่มเณรโค้งในวัดว่า รู้จักน้ำหม้อหม้าย ? ปรากฎว่าไม่มีใครรู้จัก พวกนั้นเกิดไม่ทันกินน้ำหม้อ ! 

ผู้เขียนก็รำลึกถึงความหลังแล้วก็ตั้งประเด็นต่อว่า ตอนเราเด็กๆ นั้น เค้ายังหุงข้าวรินน้ำ หรือหุงข้าวเช็ดน้ำ โดยเทน้ำข้าวทิ้งหลังจากหม้อข้าวเดือดแล้ว... ครูที่โรงเรียนจะสอนว่า น้ำข้าวนั้นอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหาร ดังนั้น ให้กลับไปบอกแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่บ้านว่า เวลาหุงข้าวอย่าเทน้ำข้าวทิ้งหรืออย่าหุงข้าวเช็ดน้ำ... ต่อมาการหุงข้าวเช็ดน้ำก็ค่อยๆ เลือนหายไป และเมื่อมาถึงยุคหม้อหุงข้าวไฟฟ้า เรื่องการหุงข้าวเช็ดน้ำก็เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น

น้ำข้าวที่เททิ้งหลังจากหม้อข้าวเดือดนี้เอง ปักษ์ใต้เรียกว่า่ น้ำหม้อ ซึ่งคนเฒ่าคนแก่มักจะรินใส่ถ้วยไว้แล้วเติมเกลือเล็กน้อยเก็บไว้ให้ลูกหลาน ดังนั้น คนรุ่นผู้เขียนเป็นต้นไป (น่าจะอายุสี่สิบขึ้นไป) จะรู้จักรสชาดของน้ำหม้อเป็นอย่างดี... แต่ด้วยนโยบา่ยของทางการไม่ให้หุงข้าวเช็ดน้ำ และด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าในปัจจุบัน ทำให้เด็กยุคหลัง (น่าจะอายุสามสิบลงมา) จึงไม่รู้จักน้ำหม้อโดยประการฉะนี้

หลวงพี่ตั้งประเด็นต่อว่า วิธีการหุงข้าวไม่รินน้ำนั้น ผมหัดมาตั้งแต่เด็กๆ... เวลาหุงข้าวนั้น ตอนแรกก็ใส่ทางโหนด (ก้านใบขนาดใหญ่ของตาลตะโหนด ใช้ทำไม้ฟืนได้) พอหม้อข้าวอีพลุ้ง (จะเดือด) ก็เติมงวงโหนด (ส่วนที่เป็นช่อดอกและเกษรของตาลตะโหนด) เข้าไปในเตา เมื่อทางโหนดไหม้หมด งวงโหนดก็จะเป็นถ่าน ทำให้ข้าวสุกพอดี ไม่ต้องรินน้ำ... แล้วหลวงพี่ก็คุยว่า ผมพยายามคำนวนจนได้สูตรว่าใส่ทางโหนดและงวงโหนดเท่าไหร่จนข้าวสุกพอดี เพราะขี้เกียจเฝ้า ผมจะไปเล่น...

 

ดง คำนี้ผุดขึ้นมาในคลองความคิด การหุงข้าวในสมัยก่อนนั้น หลังจากรินน้ำแล้วก็จะลดไฟในเตาลง ไม่ใช้ความร้อนมาก แล้วเอาหม้อข้าววางบนเตา จนกระทั้งข้าวสุก ทำนองนี้เรียกว่า ดง  เพราะถ้าไม่ลดไฟในเตาลงข้าวในหม้อจะไหม้...

เมื่อพิจารณาตามนี้ คำว่า ดง น่าจะหมายถึง การทำให้ข้าวสุกอย่างช้าๆ ... ซึ่งคำนี้ในสมัยก่อนทุกคนจะรู้และเข้าใจกันดี ดังเช่น...

  • เฮ ! พ่อไอ้บ่าว ฉานตั้งหม้อไว้ในครัว ตอเดียวรินน้ำแล้วดงเสียกัน
  • หมึงหม้ายโร้จักไหร่ หุงข้าวไม่ดง หม้ายเหม็ดแหละ โร้หม้าย !

 

ดง นอกจากใช้ในการหุงข้าวเบื้องต้นแล้ว ก็อาจใช้ในกรณีอื่นได้บ้างเช่น...

  • เห้อ ! แม่ไอ้บ่าว โดกวัวต้มยอดมวงในทะเปื่อยแล้ว ดงไว้กัน เดียวน้ำอีแห้งเสีย
  • (กระดูกวัวต้มใบชะมวงในกะทะเปื่อยแล้ว ให้ลดไฟในเตาลงด้วย มิฉะนั้น น้ำต้มในกะทะจะแห้ง)

ตามนัยนี้ ดง หมายถึง การลดไฟในการหุงต้มให้อ่อนลง แต่มิใช่การดับไฟ เพื่อจะให้ไฟอ่อนๆ นั้น ช่วยรักษาความร้อนของสิ่งที่กำลังหุงต้มนั้นไว้ได้นานๆ ด้วย...

 

การดงนั้น ถ้าทิ้งไว้นานๆ ไฟในเตาก็จะค่อยม้อดดับไปเอง ซึ่งนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจกันโดยทั่วไป...

แต่ถ้าประสงค์มิให้ไฟดับ ก็อาจเพิ่มถ่านเพิ่มฟืนครั้งละนิดหน่อยเป็นการรักษาความร้อนของหม้อหุงต้มไว้ เช่น ตามงานเลี้ยงตามบ้านหรือวัดในสมัยก่อน หม้อหรือกะทะุที่ใช้ต้มขนาดใหญ่มักจะดงไว้ทั้งวันทั้งคืนเพื่อใครมาตักไปกินจะร้อนอยู่ตลอด ซึ่ง ดง ตามนัยนี้ ตรงกับคำว่า อุ่น ในภาษากลางนั่นเอง

 

ย้อนกลับไปยังหลวงพี่ เมื่อผู้เขียนยกคำว่าดง ขึ้นมา หลวงพี่ก็เข้าใจทันที แต่ท่านก็บอกว่า ผมนึกไม่ออกแล้วว่าภาษากลางเค้าเรียกว่าพรื้อ ?

ดังนั้น จึงใคร่จะถามว่า ดง ตามที่เล่ามานี้ ภาษากลางใช้ว่าอย่างไร ?