การเสวนาเรื่อง “ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการ : บทบาทในการพัฒนาประเทศ”   ในงาน   การประชุมวิชาการแห่งชาติ “๒๕๕๒ ปีแห่งคุณภาพการอุดมศึกษาไทย” จัดโดย สกอ. ที่ อิมแพ็คท์ เมืองทองธานี   ในวันที่ ๓ ก.ค. ๕๒   ให้ความรู้แก่ผมในระดับ “เปิดกระโหลก”

          โดยวิทยากร ๓ ท่าน คือ รศ. ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์, ศ. ดร. อมเรศ ภูมิรัตน, และ รศ. ดร. ชาตรี ศรีไพพรรณ   ให้ทั้งข้อมูลและแนวความคิดที่ยอดเยี่ยมมาก   โดยเจ้าภาพของการเสวนาช่วงนี้คือ สบว. 

          สรุปแค่ ๒ คำคือ ขอให้เลิศจริงๆ   และให้ชัดว่าเลิศอะไร   อย่าเลิศแบบกึ่งดิบกึ่งดี (mediocre)   และอย่าเลิศแบบเอาทุกอย่าง คือไม่โฟกัส    เพราะจะทำให้ไม่เลิศจริง

          ศ. อมเรศ ให้คาถาแก่ศูนย์ความเป็นเลิศที่ต้องการเลิศจริง    ว่าต้องมี “แก้ว ๒ ประการ” คือ Collaboration กับ Multidisciplinarity

          ผมได้ความรู้ใหม่ ว่าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการในประเทศไทยมีกว่า ๑๐๐ แห่ง   และเมื่อ ศ. อมเรศ มอบหนังสือ “แนวทางยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคเอกชน” ที่จัดพิมพ์โดย สวทน.     และผมกลับมาอ่านที่บ้าน ตรงบทที่ ๕ การพัฒนาศูนย์แห่งความเป็นเลิศ    จึงได้ความรู้ว่า จากการสำรวจโดย สวทช. เมื่อปี ๒๕๔๘ พบว่ามีถึง ๒๒๐ ศูนย์ในมหาวิทยาลัย    และนิยามของ “ศูนย์ความเป็นเลิศ” ในที่นี้รวมเฉพาะด้าน ว&ท เท่านั้น  

          ผมคิดว่า มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ต้องศึกษากลไกสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยด้วยการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ   และต้องขยายสู่สาขาด้านศิลปกรรม สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ด้วย   ให้เกิด synergy ระหว่างศาสตร์

          และควรขอ VCD การประชุมช่วงนี้ไปศึกษา    เพื่อหยิบฉวยแนวคิดดีๆ เอาไปใช้

วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ค. ๕๒