นายทนง พิทยะ รมว.คลัง เปิดเผยว่า
มีความเป็นห่วงเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น
และค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นในช่วงนี้ มากกว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น
เพราะเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินบาทจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคของประชาชนโดยตรง
และยังส่งผลถึงความมั่นใจของนักลงทุนที่จะเริ่มลงทุนใหม่อีกด้วย
ขณะที่ราคาน้ำมันที่เพิ่มยังไม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงนักเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
“ไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างดีมาก
ทั้งที่มีปัญหาเรื่องของราคาน้ำมันแพง
เพราะภาคเอกชน
มีแรงขับเคลื่อน และการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยแพงขึ้น
ภาคเอกชนอาจจะมีความไม่มั่นใจ
ในการลงทุน จึงไม่ค่อยเห็นการลงทุนใหม่ ๆ เกิดขึ้นในช่วงนี้
และยังมีปัญหาการเมืองเข้ามาอีกด้วย ขณะที่ประชาชนก็ชะลอการใช้จ่ายลง
ซึ่งประเด็นนี้ ถ้าเป็นเรื่องของการประหยัดก็ไม่มีปัญหา
เพราะเป็นเรื่องดี แต่ถ้า
การบริโภคชะลอตัว เพราะความไม่มั่นใจทางเศรษฐกิจแล้ว
น่าเป็นห่วง
ส่วนสถานการณ์ของค่าเงินบาทในปัจจุบัน
ยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตามสกุลเงินหลักของประเทศต่าง ๆ
ในอาเซียน ซึ่งเป็นการปรับตัวตามปกติ
ภายหลังจากปีที่แล้ว
ที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ในช่วง 4
เดือนแรกของปีนี้ ค่าเงินบาทจึงแข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เพราะเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ของไทยที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าประเทศอื่น
ๆ ในภูมิภาคนี้
รายงานข่าวกล่าวว่า
ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ากระทรวงการคลังได้สั่งการให้ 3
สถาบันการเงินเฉพาะกิจคือ ธนาคารออมสิน
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
ตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ก่อนเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนโดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย
ด้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
เปิดเผยถึงกรณีที่มีนักวิชาการออกมาติงเรื่องที่ ธปท.
เข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทว่า มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับที่
ธปท. เข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาท
แต่ขณะนี้ก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงอะไรมากแล้ว
เนื่องจากค่าเงินบาทค่อนข้างนิ่ง
หลังจากที่ผ่านมาค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นมามากแล้ว
ขณะที่ค่าเงินอื่น ๆ ไม่ได้แข็งมากเท่า
แต่ขณะนี้ค่าเงินสกุลหลักก็แข็งค่าขึ้นตามแล้ว ทั้งเงินยูโร
และเยน “ยูโรแข็งค่าขึ้น เยนแข็งค่าขึ้น เรายัง
37.50 กว่า ๆ บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เลยไม่ต้องเข้าไปยุ่งมาก
เราแข็งมามากแล้ว ส่วนที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามามากนั้น
ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับสภาพคล่องในระบบ”
ก่อนหน้านี้ ธปท. ออกมายืนยันว่า
จะดูแลค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เพื่อให้ผู้ส่งออก มีเวลาปรับตัวได้
และยอมรับว่าเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา
เพราะได้รับแรงกดดันจากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในประเทศอย่างรวดเร็วกว่าปกติ
เพราะเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ค่าเงินในภูมิภาค แข็งค่าขึ้นทั้งหมด
ซึ่งแรงกดดันนี้ยังมีต่อไป ธปท.
จึงต้องการให้ผู้ส่งออกเข้าใจสถานการณ์ และปรับตัวกับแนวโน้มดังกล่าว
ส่วนทางด้านอัตราดอกเบี้ยนั้น ธปท. ได้ส่งสัญญาณให้แบงก์พาณิชย์
ตรึงดอกเบี้ย เอ็มแอลอาร์ให้อยู่ระดับ 8.5% ถึงสิ้นปีนี้
เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้กู้เงินมาก ในยุคที่น้ำมันแพง
และเงินเฟ้อสูง
ซึ่งแบงก์ส่วนใหญ่เห็นด้วย
เดลินิวส์ 9 พ.ค. 2549