กระทรวงคลังวางแนวทางอุดปัญหาขาดดุลเงินสด
แบ่งซอยเงินโอนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจาก 2 งวดเป็น 6 งวด
ขณะที่เงินอุดหนุนกองทุนต่าง ๆ
จะให้เบิกจ่ายตามความต้องการใช้จริงหลังเจอบทเรียนหลายหน่วยงานอ้างสิทธิเบิกเงินเอาไปฝากธนาคาร
นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า
เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหา
การขาดดุลเงินสดที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีงบประมาณ
เนื่องจากรายรับภาษีก้อนใหญ่ยังไม่เข้ามา แต่มีรายจ่าย
ที่จะต้องโอนไปเป็นจำนวนมาก
ทางกระทรวงการคลังจึงได้กำหนดให้การเบิกจ่ายของรายจ่ายที่ยังไม่มีความจำเป็นทันที
โดยจะใช้วิธีการทยอยเบิกจ่าย โดยรายจ่ายสำคัญที่จะใช้วิธีนี้ คือ
รายจ่ายประเภทเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
และรายจ่ายประเภทเงินอุดหนุนกองทุนนอกงบประมาณต่าง ๆ เช่น
กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นต้น
“เดิมรายจ่ายประเภทนี้จะแจ้งขอเบิกเข้าตั้งแต่ต้นปีงบประมาณในช่วงที่รายจ่ายโครงการลงทุนอื่น
ๆ ยังไม่เข้า และนำเงินที่ได้ไปฝากธนาคารไว้ และบริหารเอง ส่วนกรณีของ
อปท. นั้นก็จะมีการจัดสรรให้ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละจำนวนมากให้แก่
กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทย
เพื่อนำไปกระจายให้ อปท.ทั่วประเทศอย่างทั่วถึง
โดยมีแนวคิดว่าท้องถิ่นต่าง ๆ นั้นบางครั้งอยู่ห่างไกลจาก กทม.
ค่อนข้างมากจึงควรมีระยะเวลาให้ดำเนินการพอสมควรจึงแบ่งงวดการจ่ายออกเป็นทุก
6 เดือน แต่มาวันนี้สถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
กระทรวงการคลังจึงต้องการแก้ไขระเบียบต่าง ๆ
ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับรายรับ
ที่เข้ามาด้วย”
นายวราเทพกล่าวว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 เป็นต้นไป
จะมีการแก้ไขระเบียบการจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ท้องถิ่นจากทุก 6 เดือน
เป็นทุก 3 เดือน ซึ่งเม็ดเงินในแต่ละก้อนจะน้อยลง
แต่จะสอดคล้องกับความต้องการใช้เงินของท้องถิ่นด้วย
เพราะส่วนใหญ่การจ่ายเงินโครงการลงทุนต่าง ๆ
ก็จะเกิดในช่วงครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ
ส่วนรายจ่ายประเภทเงินโอนให้กองทุนต่าง ๆ นั้น
จะเป็นไปตามการใช้จ่ายเงินจริงเท่านั้น
หากยังไม่มีความจำเป็นในการใช้เงินจะไม่อนุญาตให้มีการเบิกจ่ายเด็ดขาด
ทั้งนี้ รัฐบาลมีภาระในการจัดสรรเงินให้ อปท. ในปีงบประมาณ 2549
ในจำนวน 6.18 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 24% ของวงเงินงบประมาณ
ส่วนในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2550 วงเงิน 1.476
ล้านล้านบาท ได้กำหนดว่าจะจัดสรรให้ อปท. จำนวน
6.88 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 26%
ของวงเงินงบประมาณ และในอนาคต ตาม
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น
พ.ศ. 2542 กำหนดว่าต้องโอนเงินให้ได้สัดส่วน 35%
ของวงเงินงบประมาณภายในปีนี้
แต่รัฐบาลติดปัญหาเรื่องการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษาและสาธารณสุขทำให้สัดส่วนการจัดสรรยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา
อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า
กรมบัญชีกลางได้สรุปผลการศึกษา
เรื่องการแก้ไขระเบียบการเบิกจ่ายของกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
(กยศ.) โดยจะมีการแก้ไขระเบียบจากเดิมให้ กยศ.
เบิกเงินครั้งละเป็นจำนวนมาก แล้วนำไปฝากกับธนาคารเอาไว้
ก่อนที่จะนำไปให้แก่สถาบันการศึกษาและนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจากกองทุน
มาเป็นการเบิกจ่ายแบบตามความจำเป็นที่ต้องใช้ ทั้งนี้
เพื่อแก้ปัญหาเงินสดขาดสภาพคล่อง โดยยืนยันว่าการแก้ไขระเบียบดังกล่าว
จะไม่ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาที่ต้องกู้เงินของ กยศ. เรียนแน่นอน
เพราะกรมบัญชีกลางยังให้กองทุนเบิกจ่ายได้ตามปกติ
นอกจากนี้กรมบัญชีกลางยังมีแนวทางในการสำรวจกองทุนเงินนอกงบประมาณที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า
90 กองทุน เพื่อเสนอให้มีการยุบเลิก
เนื่องจากบางกองทุน
มีความจำเป็นน้อยลง หรือบางกองทุนมีลักษณะซ้ำซ้อนกัน
มติชน ข่าวสด 6 พ.ค.
49