ทำดีที่สุด เท่าที่เราทำได้ ก็พอแล้ว

 

ส่งท้าย ... หน้าที่สำคัญ  "ภารกิจสุดท้าย" ของพ่อแม่ 

เตรียมพร้อมให้ลูกสำหรับ ... การเดินทาง

เมื่อลูกเป็นมะเร็ง  ก็หมายถึงว่า ลูกอาจจะมีช่วงชีวิตสั้นลงกว่าที่ควรจะเป็น  มีเวลาที่เหลืออยู่น้อยลงกว่าเด็กปกติ   ณ เวลานี้หน้าที่สำคัญของพ่อแม่มิใช่การเลี้ยงดู หรือรักษาลูกเท่านั้น   แต่ต้องมีหน้าที่สำคัญเพิ่มขึ้นคือ  " เตรียมตัวลูกให้พร้อมมากที่สุด...สำหรับการเดินทาง "    อย่ามองแต่ในแง่ดีว่า ลูกยังไม่เป็นอะไร  ยังมีเวลาอีก  หรือจะเป็นการแช่งลูก   ถึงแม้ว่าปัจจุบันโอกาสหายจะเพิ่มขึ้น เพราะมีการพัฒนาเกี่ยวกับการรักษาได้ดีขึ้น   แต่มันก็มีทางเป็นได้ 2 ทาง คือ " หาย"หรือ " ไม่หาย "      ดังนั้นการเฝ้ารออย่างเดียวจึงไม่เกิดประโยชน์อะไร   แต่การลงมือทำในสิ่งที่เห็นว่าดีสำหรับลูก  น่าจะดีกว่า

ที่จริงแล้วยิ่งมีเวลามาก ก็ยิ่งดี  เราจะได้มีเวลาเตรียมตัว ทั้งตัวเองและลูกได้มากขึ้น  ไม่ว่าเราจะทำหรือไม่ทำ แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องไปทั้งนั้น  ไม่เว้นแม้แต่ตัวเอง   ดังนั้นการไปแบบเตรียมตัว หรือไม่เตรียมตัว  ... แบบไหนจะดีกว่ากัน

ณ เวลานั้น   ช่วงสุดท้ายของชีวิต  ทุกคนมีสถานะเท่ากันหมด  ทรัพย์สินหรือสถานะใดๆที่ติดตัวมา  หรือมีมาก่อน   ไม่มีส่วนช่วยในการเลือกทางเดิน  ณ จุดนั้น ใครเตรียมใจ ใครเตรียมตัวพร้อมมากที่สุด  ก็น่าจะดีกว่าคนที่ไม่ได้เตรียมตัว

ที่ผ่านมาตลอดการรักษา ทุกคนๆ จะได้รับการดูแลรักษา " กาย "  อย่างดีที่สุด  ทั้งจากแพทย์  พยาบาล  พ่อแม่   และคนใกล้ชิด   แต่เมื่อใกล้ถึงช่วงสุดท้าย เราน่าจะให้ความสำคัญกับการดูแลรักษา "ใจ" มากกว่า   เพราะต่อไป " กาย " จะไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว    ดังนั้นการให้ " อาหารใจ "  ในช่วงสุดท้ายจึงเป็นสิ่งสำคัญกว่าการให้ " อาหารกาย "

ตั้งแต่ลูกเล็กๆ เวลาญาติคนใดเสียก็มักจะพาลูกไปงานศพด้วยเสมอ  เพราะที่บ้านจะให้ความสำคัญกับงานศพมากกว่างานอื่น  เนื่องจากเป็นงานสุดท้ายสำหรับคนนั้นๆ แล้ว     และเมื่อธรรศเป็นมะเร็ง   ซึ่งเป็นโรคที่มีโอกาสใกล้กับคำว่า " ตาย "  เร็วกว่าเด็กปกติ   ก็ยิ่งทำให้ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้ดีที่สุด  เพราะเป็นเรื่องที่เรารู้ล่วงหน้า

สำหรับเด็กในวัย 4 - 5 ขวบ ขนาดธรรศนั้น      การจะให้ลูกเข้าใจเรื่องการตายก็เป็นเรื่องยาก แต่ก็คิดว่า ในความยาก เราควรทำให้เป็นเรื่องแบบง่ายๆ โดยเริ่มจากการทำให้ลูกรู้สึกคุ้นเคยกับคำว่า "ตาย "    นอกจากพาลูกไปงานศพญาติๆ แล้ว   จึงเริ่มด้วยการบอกเล่าให้ทั้งธรรศ และธรณ์ทราบว่า  "คนเราต้องตายทุกคน  บางคนแก่มากๆ ก็ตาย   บางคนบาดเจ็บมากๆ ก็ตาย  บางคนไม่สบายมากๆ ก็ตาย    ทุกคนต้องตายทั้งนั้น   พ่อกับแม่ก็ต้องตาย  การตายก็เหมือนการพักผ่อน"

ซึ่งลูกก็จะมีข้อสงสัยจากเรื่องใหม่ที่ได้รับฟัง และเราก็จะได้ตอบในสิ่งที่ลูกสงสัย แบบง่ายๆ

ลูก      - ทำไมทุกคนต้องตาย  แล้วถ้าคนไม่ตาย  ไม่มีใครตาย

แม่      - ถ้าไม่มีใครตาย คนก็จะเต็มโลกไปหมด  ต้องแย่งกันอยู่ ต้องแย่งกันกิน  แล้วก็ทะเลาะกัน เพราะแย่งกันทุกอย่าง

ลูก      - ไม่อยากให้แม่ตาย  อยากให้อยู่

แม่      - ถ้าแม่ไม่ตาย  แม่ก็ต้องแก่มากๆ ทำอะไรก็ไม่ได้   เดินไม่ได้  แต่ถ้าตายก็ได้พักผ่อน

ลูก      - แล้วธรรศกับธรณ์ก็ต้องตายเหมือนกันหรือแม่

แม่      - ใช่  ทุกคนก็ต้องตายเหมือนกัน   เกิดมาแล้วก็ตาย  มันคู่กัน  เหมือนกับลูกหิว พอกินแล้วก็อิ่ม  หิวก็คู่กับอิ่ม

หลากหลายคำถามที่จะตามมาเมื่อนึกได้เรื่อง" ตาย " นี้ อาจทำให้ลูกพอคุ้นเคย พอเข้าใจแบบง่ายๆ

การสอนเรื่อง " ตาย "  สำหรับเด็กนั้น ไม่ได้คาดหวังว่า ลูกจะเข้าใจเรื่องการตาย  เพราะขนาดผู้ใหญ่หลายๆ คนก็ยังไม่เข้าใจ    ต้องการแค่ว่า ให้ลูกเคยได้ยินคำว่า " ตาย "   และรู้สึกว่า " ตาย " เป็นเรื่องพูดได้  เป็นเรื่องปกติ  เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ   อย่างน้อยลูกจะได้รู้สึกว่ามันไม่ได้น่ากลัว   เพราะเป็นเรื่องที่พูดได้  เป็นเรื่องที่เคยได้ยิน   เป็นเรื่องปกติ ... เพราะทุกคนต้องตาย 

 

นอกจากนั้นก็หาโอกาสให้ลูกได้ทำบุญเป็นนิจศีล  ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม  ไม่เน้นที่ปริมาณของที่จะทำบุญ  เน้นที่ความสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร  เช่น นม 1 กล่อง ก็ตักบาตรได้    หรืออาจหากระปุกให้ลูกหยอดเงินทุกวัน  วันละ 1 , 2 , 5 .. บาท   แล้วก็ค่อยนำเงินนี้ไปทำบุญต่อ   

สำหรับการอธิษฐานตอนทำบุญนั้น   ที่สอนลูกมาตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบันคือ " ขอลดละกรรม"  ไม่เคยให้ลูกขออะไรเกินกว่านี้   หรือขอให้หายจากโรคที่เป็นก็ไม่เคย   แม้ตัวเองก็เช่นกัน  อาจจะเป็นแม่ที่แปลกที่ไม่เคยบอกกล่าวขอให้ลูกหายจากโรค  อย่างมากแค่นึกว่า ถ้ายังไม่ถึงเวลา ก็ขอให้เห็นทาง     ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าทุกคนมีทางเดินที่ถูกกำหนดไว้แล้ว   ทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง   ถ้าจะทำอะไรก็ต้องทำ ต้องสำเร็จด้วยตัวเอง  ปฏิบัติเอง   อย่าไปรบกวนผู้ใด   เพราะกรรมเป็นของแต่ละบุคคล    ซึ่งแต่ละบุคคลก็ต้องจัดการกับกรรมของตนเอง  ขอลดละกรรมของตนเอง   พ่อแม่จะเป็นผู้ช่วยชี้แนวทางปฏิบัติให้ลูก  เป็นแนวทางตามวัยของลูกที่จะรับได้   แต่ลูกต้องเป็นผู้ปฏิบัติเอง เพราะตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ณ วันนี้  แม้ว่าธรรศจะยังไม่มีอาการใดๆ ปรากฏขึ้นมา  ยังไม่มีการ relapse   แต่ด้วยตัวโรคที่มีสถิติการเกิดน้อยมาก  จึงเป็นสิ่งที่วางใจไม่ได้  เพราะหากมีอาการใดเกิดขึ้นมาแล้ว  วิธีรักษาจะเป็นอย่างไร  มีระยะเวลาเหลืออีกเท่าใด จะบอกแน่นอนไม่ได้ด้วยความที่โรคชนิดนี้มีคนเป็นน้อย  ดังนั้นการเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับธรรศ  และทุกคนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

แต่ก่อนอาจจะมองว่าใครเป็นโรคมะเร็งถือว่าโชคร้าย  แต่ตอนนี้มุมมองอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง  เพราะถ้ามาย้อนคิดว่า การที่ธรรศเป็นมะเร็ง กับเป็นโรคที่อยู่ได้ แต่รักษาไม่หาย เช่น เด็กพิเศษต่างๆ นั้น

การที่ธรรศเป็นมะเร็ง .. น่าจะดีกว่า   เพราะ

  • ถ้าธรรศยังไม่มีอาการอะไร ก็อยู่ไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้าถึงที่สุดแล้วหมดเวลาแล้ว ก็จบไปเลย พ่อแม่ก็ยังรัก ยังระลึกถึงลูกเสมอ แต่จะไม่ห่วงไม่กังวลว่าลูกจะอยู่อย่างไร จะเป็นอย่างไร ต่างกับเป็นโรคที่มีชีวิตอยู่ได้ แต่รักษาไม่หาย พ่อแม่จะมีความห่วงความกังวลอยู่ตลอด ว่าลูกจะอยู่อย่างไร ต่อไปใครจะดูแล

  • เมื่อรู้ล่วงหน้าว่าเวลามีจำกัด การรู้ล่วงหน้านั้น ทำให้เราได้เตรียมตัว ทั้งลูก ตัวเอง และคนรอบข้าง

  • การที่ลูกเป็นมะเร็ง เมื่อเวลาเดินทางของลูกมาถึง พ่อแม่จะได้มั่นใจว่า เราได้เตรียมตัวลูก เราได้ส่งลูกด้วยตัวเอง ... อย่างดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ แต่ถ้าลูกเป็นโรคที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่รักษาไม่หาย อะไรที่เป็น ... อนาคต มันบอกไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร

 คำว่า  " สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว   สิ่งนั้นดีเสมอ"   น่าจะเป็นบทสรุปในทุกๆ เรื่อง 

 

ในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ มุมมองของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน   การมองในลักษณะนี้ คงไม่ใช่รูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เป็นแค่มุมมองที่เกิดขึ้น  ความรู้สึกที่เกิดขึ้น จากการที่ลูกเป็นมะเร็ง    

สิ่งที่ทำและถ่ายทอดออกมา ก็เป็นสิ่งที่ทำเพื่อชีวิตเล็กๆ อันเป็นที่รัก เพื่อการต่อสู้อย่างพอเหมาะ  เพื่อการอยู่อย่างมีคุณภาพในปัจจุบัน  เพื่อการยอมรับว่าทำเต็มที่ได้เท่านี้  และเพื่อการเตรียมตัวสำหรับเดินทางในเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต   

สิ่งเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการคิดด้วยสติ และด้วยใจที่รักลูก แล้วว่า จะทำอย่างไร จะทำแบบไหน ที่จะดีที่สุดสำหรับลูก  เพราะ ณ เวลานั้น สถานการณ์แบบนั้น ทางเลือกเท่านั้น .... เราทำดีที่สุดแล้ว