นอกจากความเชื่อเรื่อง "ตัดกรรม" ที่เคยเขียนบันทึกไว้หลายบันทึก ได้แก่

ยังมีความเชื่อเรื่อง "หนีกรรม" อีก ...

ผมได้รับหนังสือเล็ก ๆ เป็นหนังสือที่ถ่ายเอกสารแจก เล่มเล็ก ๆ จากเพื่อนผู้มีความเชื่อและศรัทธาในเรื่อง "ตัดกรรม" และเชื่อถือบุคคลที่เห็นว่า สามารถช่วยเหลือเรื่องนี้ได้ ... เธอนำหนังสือ ชื่อ "หนีกรรม" เล่มนี้มาให้เพื่อนอย่างผมอ่าน ด้วยเจตนาใดไม่ทราบได้ แต่น่าจะเป็นการหาข้อมูลมาสนับสนุนความเชื่อของเธอในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

 

หนีกรรม

 

คำใหญ่ ๆ ที่อยู่กลางหน้าปก ... เห็นครั้งแรกก็ถามตัวเองก่อนเลยว่า "หนีกรรม ทำได้จริง ๆ หรือ?" ... ทำไมผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จึงความเชื่อเช่นนั้นได้

เนื้อหาภายในเป็นเรื่องของคนที่เป็นโรคมะเร็ง แล้วรักษาด้วยวิธีใดก็ไม่หาย แต่หลัง ๆ ไปใช้การรักษาทางใจ คือ ทำบุญทำทาน หาคนติดต่อเจ้ากรรมนายเวรเพื่อลดกรรมตัวเอง เพราะเขาเชื่อว่า เป็นโรคที่เกิดจาก "เจ้ากรรมนายเวร" ... ต่อมาอาการทุเลาลง จึงมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า เป็นโรคที่มีสาเหตุดังที่กล่าวมา จึงเกิดศรัทธาแรงกล้า กับผู้ที่ช่วยเหลือติดต่อเจ้ากรรมนายเวรให้ได้

แต่ ... อยากให้อ่านความเชื่อแบบนี้หน่อยครับ ท่านคิดอย่างไรกันบ้าง เชื่อหรือไม่เชื่อ

 

เขาว่า ...

 

กรรมนั้นจะหมดไปได้ ก็ต้องมีการชดใช้

(ผมว่า กรรมเป็นของใครของมัน ใครทำกรรมใดย่อมได้รับกรรมนั้น)

กรรมดีกรรมชั่ว แบ่งแยกกันอย่างเด็ดขาด ไม่มีการเอากรรมดีมาแบ่งเบากรรมชั่วให้ลดน้อยลง

(ผมว่า ผมตอบไม่ได้ แต่ตามความเห็นส่วนตัว มันเป็น "วัฎจักรกงกรรมกงเกวียน" ที่ผสมปนเปกัน)

กรรมนั้นจะได้รับตามเงื่อนไขความหนักเบาของกรรม ไม่ใช่ รับเรียงลำดับตามวันเวลาที่ทำกรรม

(ผมว่า ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะไม่ทราบเรื่องการเรียงลำดับกรรม แต่อย่างไรทำกรรมอะไรไป ก็ต้องรับทั้งหมด ขึ้นอยู่กับน้ำหนักกรรม)

กรรมมี 2 อย่าง คือ กรรมอัตโนมัติ และกรรมที่มีเจ้ากรรมนายเวร ถ้าลดกรรมที่มีเจ้ากรรมนายเวร (ด้วยการ "ขออภัย") ก็จะทำให้กรรมนั้นลดน้อยลง

(ประเด็นนี้ เป็นช่องทางทำมาหากินหลักของคนที่อ้างว่า ติดต่อกับเจ้ากรรมนายเวรได้แน่ ๆ ล่ะ ... โดยปกติ หากผู้มีจิตเป็นกุศล ก็จะบอกว่า การตัดกรรมแก้กรรมเป็นการทำบุญ โปรดสัตว์โลก อะไรประมาณนั้น เขาจะมีค่าครู (ที่มักจะลงท้ายด้วยเลข 9 บาท) แต่หากผู้มีจิตอกุศล ก็จะเลือกทางก่อกรรม โดยการแจ้งให้เจ้าทุกข์ว่า หากต้องการแก้กรรม ต้องใช้ของโน้นของนี้ แล้วนำเงินจำนวนเท่านี้ หรือทองหนักกี่บาท มาแก้กรรม ประทานโทษ ... กรรมของคน มีน้ำหนักกรรมเท่ากับ เงินในทางโลกงั้นหรือ ตลกสิ้นดี ใครทำกรรมมาก ต้องเสียตังค์มาก ใครทำกรรมน้อยต้องเสียตังค์น้อย ... ยิ่งไปกว่านั้น เงินที่จ่ายเจ้าพิธีมายังสามารถให้เจ้าพิธีไปสร้างบ้านบนสวรรค์ได้ด้วย เอากับเค้าสิ ... พระพุทธองค์เคยสอนแบบนี้ไหม อย่างที่ท่าน ว.วชิรเมธีว่า เจ้าพิธีเก่งกว่าองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าอีก)   

การทำบุญทำกุศลเพื่อหนีกรรมนั้น เป็นการ "หนี" เท่านั้น ไม่ใช่เป็นการ "ชดใช้" วันใดเวลาใดก็ตามที่หยุดทำความดี หยุดทำบุญทำกุศลกรรมก็จะตามทันยังมีเรื่องอีกมากมายเกี่ยวกับกรรม" ที่จะอธิบายให้หมดก็ไม่สามารถอธิบายได้ เพราะเป็นเรื่องละเอียด ลึกซึ้ง ซับซ้อนต้องอธิบายเป็นเรื่อง ๆ ไป ... เหมือนกับเราเอาเกลือใส่ไว้ในถ้วย เราจะทำอย่างไรให้เกลือในถ้วยมันหมดความเค็ม แต่ห้ามเททิ้ง มันก็มีอยู่วิธีเดียว คือ เราพยายามเติมน้ำจืดลงไปทุกวัน ๆ จนกระทั่งนานเข้าเกลือในถ้วยละลายหมด น้ำในถ้วยก็จะจืดสามารถดื่มได้ไม่เค็มอีกต่อไป ฉันใดก็ฉันนั้น

(เขาเชื่อว่า ทำกรรมมาหนักแค่ไหน เพียงแต่ทำความดี ทำบุญกุศลเยอะ ใช้เงินทองที่มีเยอะ ๆ กรรมชั่วที่เราทำมาจะหมดเข้าสักวัน แล้วต้องใช้ทรัพย์สินเงินทองเท่าไหร่กันหรือครับ หามาได้เท่าไหร่ ก็เอาไปใช้ในกิจการของเจ้าพิธีไปเรื่อย ๆ มีน้อย ให้น้อย มีมาก ให้มาก ... หลายท่านคงเคยได้ยิน องค์กรศาสนาบางแห่ง ใช้วิธีการให้คนนำเงินทองมาให้วัด โดยอ้างว่า ยิ่งให้มาก จะได้ขึ้นสวรรค์ จนบางคน ไม่ว่าจะมีการศึกษาสูงเพียงใด หาเงินมาได้เท่าไหร่ ก็ขนมาให้วัดนี้หมด ครอบครัวอดข้าวตายก็ช่าง เพราะคนที่นำทรัพย์สินมาให้คิดว่า เขาทำเพื่อครอบครัวที่เขารัก (แต่คนในครอบครัวไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย) ... แล้วกรณี "หนีกรรม" "ตัดกรรม" นี้ล่ะ ... ต่างกันตรงไหนไม่ทราบ ... ???)

 

ท่านมองเห็นความเชื่อลักษณะนี้ไหม ?

 

หากอยากให้กรรมของตัวเองหมดไป ต้องทำบุญกุศลเยอะ ๆ ยิ่งเยอะเท่าไหร่ บ่อยเท่าไหร่ กรรมก็ยิ่งหมดไปเร็วขึ้นเท่านั้น

หากตายไปแล้วอยากขึ้นสวรรค์ ก็ต้องทำบุญกุศลเยอะ ๆ ยิ่งทำเยอะจะได้เอาบุญไปซื้อที่บนสวรรค์เอาไว้อยู่ตอนตายไปแล้ว

 

เจ้าพิธีเลือกใช้ "ความอ่อนแอ" ทางจิตใจของเหยื่อที่มีความทุกข์ เป็นช่องทางทำมาหากินและตอบสนองกิเลสตัณหาที่ตัวเองคิดในใจ อ้างบ้านเมือง อ้างประเทศ อ้างความเจริญงอกงาม อ้างความดี สารพัด

อย่าไปถามเลยว่า เหยื่อมีการศึกษาระดับไหน เพราะเป็นได้ทุกระดับ เพียงแค่ "อัตตา" และ "ความอ่อนแอในใจ" ก็สบายแฮสำหรับเจ้าพิธีไปตลอดชาติ เพราะจะมีคนอ่อนแอมาให้หลอกเก็บเงินทุก ๆ วัน

อ๋อ แล้วอย่าไปนึกว่า เจ้าพิธีที่ไม่ดี คือ คนที่มีบ้านใหญ่โต มีสมบัติมากมายจากเงินทองที่เข้ามา เจ้าพิธีบางคนพลางตัวให้คนอื่นเห็นว่า สมถะ สันโดษ แต่เงินทองไม่รู้ว่า เอาไปตอบสนองกิเลสตัณหาด้านไหน แต่เป็นด้านที่เจ้าพิธีคนนั้นชอบเป็นการส่วนตัวแน่นอน

 

โปรดช่วยวิเคราะห์เนื้อความ และความเชื่อเรื่องนี้ให้หน่อยครับ อยากรับฟังความคิดเห็นกัลยาณมิตรมาก ๆ

 

บุญรักษา คนดี ครับ ;)