อตฺตานํ อุปมํ กเร (1)

ในการเรียนแพทย์ หรือการเป็นแพทย์ จำเป็นต้องมีคุณธรรมประจำใจหลายข้อ หลายประเด็น หนึ่งในจำนวนนั้นที่ค่อนข้างมีผลกระทบมาก ตั้งแต่ต่อความสำเร็จ ต่อพฤติกรรม การสัมภาษณ์ การตรวจร่างกาย และความสัมพันธ์ คือพุทธภาษิตประจำมหาวิทยาลัยมหิดลและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นั่นคือ

 "อตตานํ อุปมํ กเร จงเอาใจเขามาใส่ใจเรา"

หรือที่ฝรั่งเรียก "put yourself into other's shoes" หรือศัพท์เรียกว่า Empathy นั่นเอง

และเมื่อเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นคนจัดประสบการณ์การเรียนการสอน จึงต้องหาวิธีที่นักเรียน นักศึกษา สามารถพัฒนาทักษะ ความรู้ และเจตคติ ทั้งสามมิติแห่งการเรียนรู้ในเรื่องนี้ให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม หรือไปเน้นเฉพาะเรื่องที่พัฒนาง่ายๆ ประเมินง่ายๆอย่างเดียว

คำถามที่ท้าทายก็คือ ในบรรดา professionalism characters และ คุณค่าของวิชาชีพทั้งหลายแหล่ เรามีวิธีจะพัฒนา จะประเมิน แล้วหรือยัง ในวันมะรืนนี้ จะมีการประชุมแพทยศาสตรศึกษาแห่งประเทศไทย ก็กำลังหวังลึกๆว่าจะได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และกลับมาพร้อมกับสิ่งดีๆมากมาย มาทำให้พันธกิจ ทั้งของส่วนตัวและขององค์กร เกิดสัมฤทธิผลยิ่งๆขึ้นไป

อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสมาทำ workshop ให้โรงพยาบาลลำพูน และโรงพยาบาลสันทราย ของลำพูนเน้นเรื่อง Palliative Care ส่วนของสันทรายเป็น organizational development สุดท้ายถึงชื่อเรื่อง theme ไม่เหมือนกัน แต่เราก็ทำไปคล้ายๆกัน (มีอะไรอ๊ะป่าว อิ อิ) ทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นเพราะว่า ตอนหลังๆนี่ เราทำความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมและได้ข้อคิดประการหนึ่งว่า ถ้าเราไปดูแลเรื่องที่มา เรื่องพื้นฐาน เราสามารถจะดูแลไปถึงพฤติกรรมปลาย และยังยั่งยืนกว่าการที่พยายามไปออกกฏ ระเบียบ CPG หรือ Guidelines อะไรมาควบคุม และ workshop ดีกว่าการบรรยาย เพราะประสบการณ์ตรงจะมีผลต่อพฤติกรรมมากกว่าการได้ยินมา อ่านมา ยิ่งอ่านของที่คนเขียนก็อ่านมาเล่าอีกที ยิ่งเจือจางความ authentic (จริงแท้) ของเรื่องราวมากขึ้น

นิราศล้านนาคราวนี้ ได้ลองของใหม่ 3 อย่าง เป็นสอง workshop บวกกับอีกหนึ่งประสบการณ์

การพัฒนา "จิตที่เอาใจเขา มาใส่ใจเรา"

  • ที่ที่เราทำงานอยู่ทุกวันนี้ เรามีเมตตา กรุณา มีความอยากจะดูคนไข้ คนเจ็บคนป่วย แต่เรา "เข้าใจ" จริงๆรึเปล่า ในเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ หรือประสบการณ์ที่เขากำลังเผชิญ ผจญ อยู่?
  • ที่ที่เราทำงานอยู่ทุกวันนี้ เราได้พยายาม และได้ใช้ ทุกๆแหล่งที่มี ทุกๆต้นทุนที่คนไข้ ครอบครัว และตัวเรา องค์กรเรา มีอย่างเต็มที่รึเปล่า

สองคำถามข้างต้น แสดงถึงความจำเป็นเรื่อง Salutogenesis และ Empathy โดยตรง ถ้าเราเป็นคนใจบุญ อยากเข้าไปช่วย อยากเข้าไปดูแล แต่ไม่ได้ทำความเข้าใจในเรื่องของชีวิต เรื่องของความทุกข์ เรื่องของประสบการณ์ความสัมพันธ์ มีโอกาสไม่น้อยที่ผลแห่งความหวังดี นอกเหนือจากไม่ได้ช่วยอะไรแล้ว อาจจะก่อให้เกิดผลเสียก็ได้ และเมื่อเราไม่ได้เข้าใจใน "สุขภาวะกำเนิด" ของคนไข้ พอเราหมดภูมิ หมดพุง (อาจจะหมดยากกว่าหน่อยนึง) เราก็จะด่วนเข้าใจไปว่าคนไข้รายนี้น่าจะหมดหวังไปพร้อมๆกับที่หมอหมดภูมิ

ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง เป็นที่น่าสมเพชถ้าเราทำเช่นนั้น รู้สึกอย่างนั้น

และก่อให้เกิดผลเสียต่อคนที่เราตั้งใจจะช่วยเขาด้วย ไม่ใช่อะไร

บางที ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คนแรกที่จะพูดว่าคนไข้หมดหวังแล้ว ก็คือ "หมอ" นั้นเอง ส่วนใหญ่เป็นเพราะเราคิดว่าเรา "รู้" หมดแล้ว ว่าความหวังคนไข้ขึ้นอยู่กับอะไร และอะไรนั้นก็เป็นความรู้ ความเชี่ยวชาญของเราเอง พอเรา (หมอ) หมดหวัง คนไข้น่าจะพลอยหมดหวังไปด้วย แต่แท้ที่จริงก็คือ มิใยที่หมอกี่คนๆจะบอกว่าคุณหมดหวังแล้ว หมดทางรักษา คนไข้จำนวนหนึ่ง (ถ้าไม่ส่วนใหญ่) ก็ยังไปขวนขวายหาทางเยียวยา หาทางรักษา และดูแลตนเองกันต่อไป หมอจะว่ายังไงก็ว่าไปเถอะ

"มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เพราะเราจำเป็น"

ในบรรดา species ทั้งหมด มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอ (physical กายภาพ) ที่สุดเผ่าพันธุ์หนึ่งทีเดียว ในขนาดของร่างกายที่พอๆกัน วันก่อนดูสารคดี Discovery Channel เรื่องชีวิตสัตว์ ก็เห็นภาพลิงบาบูน เสือดาว สิงโต แมว ฯลฯ ที่เมื่อคลอดลูกออกมาปุ๊บ อีกไม่กี่ชั่วโมง ไม่กี่วัน ลูกอ่อนๆเหล่านี้ก็เริ่มสามารถดูแลตัวเองได้ดีมาก เริ่มหัดล่า เริ่มดำรงและพัฒนาทักษะการอยู่รอดได้อย่างรวดเร็ว

เอ... แล้วพวกเรา "มนุษย์" นี่ เราซื้อก๋วยเตี๋ยวชามแรกด้วยตนเองจริงๆ หาอะไรกินเองได้จริงๆ ตอนอายุได้เท่าไรหนอ?

15 ปี? 20 ปี? 22-23 ปี ตอนรับเงินเดือนที่ตนเองหามาเองครั้งแรก?

ดูๆแล้ว พ่อแม่มนุษย์นี่ มีพันธะมากกว่าพ่อแม่หมาแมวหมูเสือสิงโตมากมายจริงๆ เราต้องดูแล "ตัวอ่อน" ของมนุษย์เป็นเวลายาวนาน กว่าที่มันจะ "แข็งแรงและพร้อม" ที่จะดูแลตัวเองจริงๆจังๆได้ซะที

ทว่าการที่เราอ่อนแอทางกายภาพนี่เอง เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรา (มนุษย์) กลายเป็น species ที่เข้มแข็งที่สุดก็ว่าได้ บนพิภพนี้ด้วย เพราะเรากลายเป็น "สัตว์สังคม" ที่อยู่รอด อยู่ร่วม อยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน หล่อเลี้ยงกันและกันด้วยทักษะ ความรู้ที่แตกต่างกัน เอามาเสริมประสานและบูรณาการได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ขยายศักยภาพของหนึ่งหน่วยออกไปได้ใน scale ที่ไร้ขอบเขต เหนือจินตนาการก็ว่าได้ ว่าเมื่อมนุษย์ร่วมมือกันเต็มที่ เรา "สามารถ" ที่จะทำอะไรได้บ้าง

ที่ที่เรามี "ความสุข" อยู่ทุกวันนี้ เพราะเราถูก "หล่อเลี้ยง" และได้ใช้ "พลังชีวิต" ที่หยิบยืมมาจากคนรอบข้างอย่างมากมายโดยที่เราไม่รู้ตัว และไม่รู้ตัวนี่เองทำให้เราบางทีก็เผลอ "ไม่ตระหนัก จึงไม่กตัญญู ไม่กตเวที ไม่สำนึก" ในความที่เราได้พึ่งพาคนอื่นๆมากมายมาโดยตลอด

Anecdotal : เมื่อต้นศตวรรษที่แล้ว คาร์ล เพียรสัน บิดาแห่งศาสตร์ของชีวสถิติ ได้ทำการศึกษาวันเดือนปีของคู่สามีภรรยา จากการจารึกไว้ที่ศิลาเหนือหลุมฝังศพ เขาได้ทำการศึกษาในประเทศอังกฤษ ฮอลแลนด์ และเยอรมันนี พบว่า "สามี หรือภรรยา มักจะเสียชีวิตภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปีของกันและกัน"

การศึกษาต่อมาพบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมากในครอบครัวที่มีการสูญเสียสมาชิกในครอบครัว กับอุบัติการณ์การตายจากโรคหัวใจ

คัดมาจาก The Lost Art of Healing, Practicing Compassion in Medicine

ของ Bernard Lown, M.D. Nobel Peace Prize Laureate

ดร.เบอร์นาร์ด เป็นหมอผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ อยู่ที่่ รพ. The Peter Bent Brigham Hospital (PBBH) ที่ภายหลังได้กลายเป็น The Brigham and Women's Hospital, The Harvard School of Public Health และ The Lown Cardiovascular Center

ถ้าพูดภาษาบ้านๆก็คือ "ตรอมใจตาย"

ถ้าพวกเราไปให้นิยามของ "สุขภาวะกำเนิด" อย่างง่ายๆ คือการมีร่างกายแข็งแรง นั่นคือเราไม่ได้มองเห็น "ต้นทุน" ที่แท้ของมนุษย์ (ตัวเราเอง) ว่า ที่จริงแล้ว ที่เรามีชีวิตอยู่นี้ เราถูกหล่อเลี้ยงด้วยอะไรที่มากไปกว่า carbohydrate, fat, protein, vitamin, minerals ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น แหละเมื่อคนที่เราได้ขอ "หยิบยืม" พลังชีวิตมาโดยตลอดหลายสิบปีได้จากไป เราก็ "ไม่ใช่เราคนเดิม" อีกต่อไป และหากเราไม่ได้แสวงหาต้นทุนอื่นๆไว้เลย การสูญเสียแบบนี้ก็จะทำให้ชีวิตเราสั้นลงได้อย่างง่ายดาย

WORKSHOP

A) Salutogenesis

B) First Loss

C) Second Loss

D) What's Left

A) Salutogenesis สุขภาวะกำเนิด

ผมให้ผู้เข้าร่วม Workshop มีสมุด journal of journey คนละหนึ่งเล่มติดตัวตลอดงาน การเขียนเป็นกระบวนการ "ช่วย" การเรียนรู้ที่สำคัญ ส่วนหนึ่งคือมันทำให้พวกเรา "สามารถมองเห็นความคิด" ที่มักจะลื่นไหล ไม่อยู่นิ่ง และเบลอๆ ให้ชัดเจน ห้อยแขวนได้ และทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผมถามคำถามห้าคำถามที่ขอให้ผู้เข้าร่วมตอบลงไปในสมุด

  • ในชีวิตของเรา เราเป็นห่วงใคร/อะไรมากที่สุด
  • ในชีวิตของเรา เราไม่อยากให้ใครผิดหวังในตัวเรามากที่สุด
  • ในชีวิตของเรา เราอยู่กับใคร/ทำอะไร แล้วเรามีความสุขมากที่สุด
  • ในชีวิตของเรา ใคร/อะไร ที่เมื่อเรานึกถึงแล้ว ทำให้เราเกิดกำลังใจ ลุกขึ้นมาจากที่นอน ทำงาน ทำให้วันนั้นเป็นวันแห่งความสุข มีความหมาย
  • ในชีวิตของเรา ใครที่เราอยากจะบอกว่าเรารัก แต่ยังไม่มีโอกาสบอก

ทีนี้ แต่ละคนก็จะมีรายการที่มีแต่ชื่อคน หรือสิ่งของ หรือกิจกรรม หน้าที่ การงาน มันยังไม่เป็นชีวิตดี ผมเลยขอให้ผู้เข้าร่วม ลองแต่งเรื่องราวชีวิตจากทั้ง 5 ข้อนี้ลงมาเป็นชีวิตจำลองหนึ่งชีวิต ที่จะมี relationship มีปฏิสัมพันธ์ มีเหตุการณ์เชื่อมโยงจากทั้ง 5 ประการต่อชีวิตจำลองนี้จริงๆ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทั้ง 5 ประการนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวกับ "สุขภาพ" ของเราโดยตรง แต่หลายๆคนได้สะท้อนในตอนสุดท้ายว่า ตอนเขียน เกือบจะเหมือนการได้ review ชีวิตที่ผ่านมา แล้วก็พบว่าหลายๆสิ่ง หลายๆอย่าง เราได้มองข้ามไป แต่มันก็อยู่ที่นั่นมาตลอดเวลา และเป็นสิ่งที่สำคัญต่อมิติชีวิตของเราด้วย เรียกว่า ถ้าเพื่อตัวเราเฉยๆ เราอาจจะหมดกำลังใจหรือท้อแท้ หรือหยุดดิ้นรนไปนานแล้ว แต่พอนึกถึง หรือ aware ถึงสิ่งเหล่านี้ กลับผลักดันให้เราสู้ต่อไป ดำเนินชีวิตต่อไปได้อีกก็มี

ในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียน หรือการเป็นแพทย์ ถ้าเรา "เข้าใจ และแสวงหาข้อมูล" ที่เป็นปัจจัยของสุขภาวะของคนไข้ในมิติอื่นๆเหล่านี้บ้าง เราจะพบว่า ที่จริงเรามี "ต้นทุน" อื่นๆ นอกเหนือจากอวัยวะที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ของคนไข้ และบางที เราอาจจะขอยืมต้นทุนเหล่านี้ มาเป็นแหล่งทรัพยากรในการช่วยดูแล เยียวยา รักษา คนไข้และคนรอบๆข้างได้อีกด้วย