... อ.ดร.ลิเลียน กลาส ผู้เขียนหนังสือ "คนที่เป็นพิษ" กล่าวว่า บ้านที่ดีต้องอาศัยการทำความสะอาด และนำขยะออกไปทิ้ง, ชีวิตคนเราก็ต้องการการทำความสะอาด และนำขยะออกไปทิ้งเช่นกัน ชีวิตคนเราอดที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องคนรอบข้างไม่ได้ ทั้งคนใจดีและคนใจร้าย, คนส่วนใหญ่ไม่ได้ดีหรือเลวไปเสียทุกเรื่อง ... ทว่า... เพื่อนใจร้ายหลายคนส่งผลทำลายสุขภาพมากกว่ามลภาวะทางกายภาพ เช่น บุหรี่ การดื่มหนัก ฯลฯ จึงควรเรียนรู้ว่า เพื่อนประเภทใดที่ควรสะสางออกไป เพื่อนที่ควรทำ '5ส' ข้อแรก คือ "สะสาง" ออกไปจากชีวิตในความเห็นของอาจารย์เชอร์ชิล ริชาร์ดสัน ที่ปรึกษาด้านการวางแผนชีวิตได้แก่ ... อ.ดร.ลิเลียน กลาสแนะนำให้สะสางคน 3 กลุ่มนี้ตรงกันพอดี เพียงแต่เรียกชื่อต่างกันไป คือ พวกคู่แข่ง (จอมริษยา), พวกชอบจุ้นจ้าน (แส่ไปทุกเรื่อง ประเภทว่า ข้าฯ ดีหมด คนอื่นเลวหมด), และพวกบั่นทอนจิตใจ (ทำลายขวัญและกำลังใจ) อาจารย์ทั้งสองท่านมีความเห็นตรงกันคือ 'We are what our friends are.' = "เราเป็น(หรือจะเป็น)แบบที่เพื่อนเราเป็น" นั่นคือ ยิ่งคบใครนานเท่าไร นิสัยใจคอยิ่งโน้มเอียงไปทางคนๆ นั้น ... อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ดี คือ ถ้าอยากรู้ว่า ใครเป็นคนแบบไหน ดีหรือไม่ ให้ดูจากเพื่อนสนิทหลายๆ คนของคนๆ นั้น เรื่องสำคัญคือ ถ้าใครทำให้เรารู้สึกโมโห หงุดหงิด หรือหดหู่เป็นประจำ... ควรปรึกษาหารือกับญาติสนิทมิตรสหายที่ไว้ใจได้ เพื่อหาทางแก้ไข ... ถ้าเป็นเพราะความไม่เข้าใจกัน หรือสื่อสารไม่ตรงกัน อันนี้พอแก้ได้ เช่น ขอให้คนกลาง(ที่ดี)เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ฯลฯ แต่ถ้าเป็นคนมีพิษ 3 ประเภทนี้แล้ว การสะสางออกไปจากชีวิตน่าจะเป็นการดี เพราะคนมีพิษมักจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ไม่น้อยกว่าสารพิษอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มหนัก ฯลฯ ... ท่านติช นัท ฮันห์ พระเวียดนามกล่าวว่า "ช่างวิเศษเสียนี่กระไรที่ได้ขัดถูและทำความสะอาด วันแล้ววันเล่า ความคิดและจิตใจค่อยๆ กระจ่างใสขึ้น" ทัศนคติด้านลบควรได้รับการสะสางออกไป ส่วนคนบางคนก็ต้องการการทบทวนเช่นกันว่า จะเก็บไว้ โยนทิ้ง หรือซักรีดความสัมพันธ์นั้นต่อไป ... อาจารย์โจเซฟิน บลูอาร์ด นักจิตวิทยาแนะนำว่า แทนที่จะยอมให้คนอื่นมาปล่อยมลพิษทางใจให้เรา... การสะสางคนมีพิษออกไป ให้โอกาสคนที่มองโลกในแง่ดี และทำความรู้สึกดีๆ ให้กับเราเข้ามาน่าจะดีกว่า และอย่าลืมว่า การที่คนดีๆ จะเข้ามาในชีวิตเราได้... ต้องเริ่มที่เรามีดี ... ตัวอย่างเช่น ... และที่สำคัญคือ ถ้ามั่นใจว่า เราอยู่ใกล้คนมีพิษก็ควรสะสางออกไปจากชีวิตให้ได้ เพราะคนดีๆ จะไม่คบเราตราบเท่าที่เรายังคบหากับพวกคนมีพิษ ธรรมดาของโลกนั้น... คนเลวเป็น "สมบัติสาธารณะ" พร้อมที่จะคบคนเลว เพราะธาตุ(สันดาน)เสมอกัน และพร้อมที่จะคบคนดี เพื่อปอกลอกหรือทำลาย ... ส่วนคนดีไม่ใช่ "สมบัติสาธารณะ" สำหรับคนทุกคน ทว่า... มีไว้สำหรับคนบางคนเท่านั้น ถ้าอยากคบคนที่มีดี เราต้องมีดี คนดีๆ จึงจะมาคบหากับเรา ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ



> 18 กรกฎาคม 2552.
(1). พวกชอบกล่าวโทษ > โทษทุกคนทุกเรื่อง (ยกเว้นตัวเอง) บ่นว่าคนอื่นไปหมด ประเภท "ชาตินี้ขอเป็นฝ่ายค้าน" ทำให้คนรอบข้างมองโลกในแง่ร้าย และไม่กตัญญูรู้คุณ
(2). พวกชอบดูดกลืน > ดูดกลืนความดีทุกอย่างเข้าตัวเอง สรรเสริญเยินยอตัวเองทุกเรื่อง ทุกประเด็น ทำให้คนรอบข้างรู้สึกแย่ไปหมด
(3). พวกชอบฉีกหน้า > มีความสุขกับการขัดคอ เบรคคนอื่น เหยีบบย่ำซ้ำเติมคนอื่น ชอบความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น หรือมีความสุขกับการทำลาย ทำให้คนรอบข้างรู้สึกแย่ไปหมดเช่นกัน
หัดชื่นชมคนรอบข้าง ขอบคุณ และขอบใจให้ได้อย่างน้อยวันละครั้ง เพื่อฝึกการมองโลกในแง่ดี
ฝึกกล้าที่จะขอโทษเมื่อเราทำอะไรพลาดพลั้ง หรือแม้เราไม่ได้พลาดพลั้ง แต่ถ้าการขอโทษนั้นจะทำให้คนอื่นมีความรู้สึกดีได้ บางครั้งก็น่าขอโทษเช่นกัน
หาความสุขที่ไม่ต้องพึ่งเงินทองมากเกินไป เช่น ปลูกต้นไม้ ออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ นอนให้พอ ฯลฯ เพื่อไม่ให้เป็นคนยากจนความสุขจากภายใน
อย่าใช้เงินเกินตัว อย่ามีหนี้เกินกำลัง อย่าค้ำประกันหนี้คนอื่น เพราะธรรมชาติของเงินนั้น "เป็นทาสที่พอใช้ได้ แต่เป็นนาย(ทาส)ที่แสนจะโหดร้าย"
ขอขอบพระคุณ สรรสาระ > โยเซฟิน บลูอาร์ด. เพื่อนแบบนี้ไม่มีดีกว่า. สรรสาระ Reader's Digest. มิถุนายน 2551. 06/08. หน้า 27-30.
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า >
ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.