วัคซีนไข้หวัดใหญ่
ปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีใช้กันมีสองชนิดคือ ชนิดฉีด และชนิดพ่นจมูก วัคซีนชนิดนี้เป็นวัคซีนเชื้อตายจำนวน 3 สายพันธุ์คือ ชนิดเอ 2 สายพันธุ์ และชนิดบี 1 สายพันธุ์ ในแต่ละปีวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะถูกผลิตขึ้นใหม่ โดยองค์การอนามัยโลกจะเป็นผู้พิจารณาคาดเดา และกำหนดว่าสายพันธุ์ใดน่าจะมีการระบาดในปีนั้น ๆ และแยกผลิตเป็นสองสูตร เพื่อประเทศในซีกโลกเหนือกับซีกโลกใต้ สำหรับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกับเชื้อจากประเทศในซีกโลกใต้มากกว่า จึงแนะนำให้ใช้วัคซีนสูตรสำหรับประเทศในซีกโลกใต้
วัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ในเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไปโดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 9 ปีถ้าไม่เคยฉีดมาก่อน ในปีแรกให้ฉีด 2 เข็มห่างกัน 1 เดือน หลังจากนั้นให้ฉีดเข็มเดียวในแต่ละปี สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ฉีดปีละครั้ง โดยทั่วไปวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ร้อยละ 60-90 หรือหากเป็นโรค อาการของโรคมักไม่รุนแรง
แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนที่ใช้ในกรณีพิเศษสำหรับผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่ได้แก่ ผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60-65 ปี) เด็กที่ต้องกินยาแอสไพรินเป็นเวลานาน ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคเลือด ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง) หญิงตั้งครรภ์ในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่อาศัยในศูนย์เลี้ยงดูคนชรา หรือผู้ที่ทำงานเลี้ยงดูเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็ก ระยะหลังหลายประเทศได้แนะนำให้ใช้วัคซีนสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปีด้วย
หลังจากฉีดวัคซีนอาจมีอาการปวดบวมแดงร้อนเฉพาะที่ อาจมีไข้หรือปวดเมื่อยตามตัวได้นาน 1-2 วัน อาการข้างเคียงที่รุนแรงได้แก่ อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งพบน้อยมากและในประเทศไทยยังไม่รายงานของอาการข้างเคียงนี้
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดนกได้ แต่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้วัคซีนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคจากการดูแลผู้ป่วยไข้หวัดนก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับทำลายสัตว์ปีกที่สงสัยว่าจะเป็นไข้หวัดนก โดยหวังป้องกันโอกาสที่โรคทั้งสองจะเกิดพร้อมกันในกลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เชื้อไวรัสทั้งสองชนิดมาผสมกันและเกิดการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม กลายเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สามารถก่อโรครุนแรง และอาจแพร่กระจายเชื้อไปยังบุคคลรอบข้าง