เทคนิคการพัฒนาตนเองด้วยหลัก 4 Self

เทคนิคการพัฒนาตนเองด้วยหลัก 4 Self

ผู้ที่พัฒนาตนเองย่อมเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้รับความก้าวหน้าในสายอาชีพ ได้รับคำยกย่อง สรรเสริญมากกว่าผู้ที่ทำงานอยู่ไปวันๆ โดยไม่สนใจที่จะพัฒนาความรู้และความสามารถของตนเองชอบทำงานตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้างานเท่านั้น   ดังนั้นหากคุณมีความอยาก และต้องการที่จะประสบผลสำเร็จในชีวิตคุณไม่ควรรอให้หัวหน้างาน องค์การ หรือผู้อื่นมาพัฒนาความรู้ความสามารถของคุณเองในการทำงานเท่านั้นการเริ่มต้นที่จะพัฒนาตนเองโดยไม่พึ่งพาผู้อื่นเป็นสิ่งที่คุณควรกระทำเป็นอย่างยิ่งคุณต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ชีวิตคุณคุณเป็นผู้เลือกที่จะลิขิตหรือเลือกเส้นทางในการดำเนินชีวิตเอง คุณอย่าปล่อยให้ผู้อื่นมาเป็นผู้มีอิทธิพลและชี้นำการดำเนินชีวิตของตัวคุณ  การพัฒนาตนเองให้พบกับความสำเร็จในชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมและความมุ่งมั่นของตัวคุณเองหลักปฏิบัติตนอย่างง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ด้วยแนวคิดของ 4 Self  ดังต่อไปนี้

จากบทความของคุณ  อาภรณ์  ภู่วิทยพันธุ์ ได้กล่าวถึง เทคนิคการพัฒนาคนเอง

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเทคโนโลยี การสื่อสาร สภาพเศรษฐกิจ และข้อมูลข่าวสารต่าง ๆที่มีการส่งถ่ายถึงกันและกันเร็วขึ้นและจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้เองจึงเป็นเสมือนพลังผลักดันให้คนแต่ละคนต่างต้องตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอันทำให้เกิดการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอเพื่อให้ตนมีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง 

Self Awareness

Self ที่หนึ่งจะทำให้คุณเริ่มต้นค้นหาว่าส่วนลึก ๆ แล้วคุณต้องการอะไรกันแน่เป็นการตระหนักในเป้าหมายที่คุณอยากจะมีและอยากจะเป็นในอนาคตข้างหน้า เช่นบางคนอยากมีความสุข บางคนอยากจะประสบความสำเร็จในการทำงาน บางคนอยากมีร้านเล็ก ๆเป็นของตนเอง เป็นต้นและเมื่อคุณตระหนักรู้แล้วว่าเป้าหมายหรือสิ่งที่คุณต้องการจะไปนั้นคืออะไรคุณควรสำรวจตนเองลึกลงไปอีกว่าต้นเหตุที่จะทำให้ฝันหรือเป้าหมายของคุณเกิดขึ้นมาได้นั้นคืออะไรเช่น คุณอยากมีความสุข .....แล้วความสุขของคุณจะเกิดขึ้นจากอะไร ? .... ความสุขอย่างหนึ่งนั่นก็คือ การเรียนต่อในระดับปริญญาเอก เป็นต้นและเมื่อคุณตระหนักรู้ว่าอะไรคือเหตุผลลึก ๆ ของเป้าหมายที่กำหนดขึ้นแล้วขั้นตอนถัดไปก็คือคุณควรคิดไตร่ตรองดูว่าจะทำอย่างไรให้ฝันนั้นเป็นจริง เช่นหากคุณคิดว่าการเรียนต่อปริญญาเอก อันนำมาซึ่งความภาคภูมิใจในส่วนลึก ๆของคุณเองและคนรอบข้าง คุณก็ควรตระหนักรู้ตนเองว่าคุณมีความพร้อมในเรื่องเวลาและงบประมาณมากน้อยแค่ไหน.....หากคุณคิดว่าคุณพร้อมแล้วคุณก็ควรเริ่มคิดต่อไปว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในการเรียนต่อระดับปริญญาเอกให้ได้นั่นก็คือการตรวจสอบมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมและติดต่อมหาวิทยาลัยเพื่อเข้ารับการทดสอบต่อไป

  Self Discipline

Self ตัวนี้จะบอกคุณว่าหนทางของความสำเร็จในเป้าหมายที่กำหนดขึ้นไม่ใช่เป็นหนทางของถนนเรียบแต่เป็นหนทางของถนนที่ขรุขระซึ่งคุณเองจะต้องพบเจอกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆเหมือนกับการขึ้นภูเขาที่คุณจะต้องค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปเพื่อให้ไปถึงยอดเขาและการขึ้นไปสู่ยอดเขาให้ได้นั้น คุณอาจจะต้องพบเจอกับหน้าผาที่สูงชันก้อนหินที่ขวางทางคุณอยู่ และเมื่อคุณมีเป้าหมายที่จะขึ้นไปสู่ยอดเขานั้นให้ได้คุณจะต้องมีวินัยในตนเองว่าคุณจะต้องทำให้ได้เพื่อไปสู่ชัยชนะที่วาดฝันไว้ไม่ว่าจะเจอกับปัญหาและอุปสรรคใดๆ ก็ตาม ซึ่ง Self ตัวนี้จะเป็นพลังผลักดันให้คุณสร้างวินัยในการปฏิบัติตนให้ไปสู่ความฝันที่กำหนดขึ้นไม่ย่อท้อหรือหวั่นไหวไปซะก่อนกับปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยการเปลี่ยนเป้าหมายของตนเองเช่น หากคุณได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อปริญญาเอกแล้วล่ะก็แน่นอนว่าคุณจะต้องเจอะเจอกับปัญหาสารพัดไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ไม่อาจแบ่งสรรให้กับการเรียนได้ปัญหาเรื่องแฟนหรือคนในครอบครัวไม่ชอบใจที่คุณไม่ให้เวลากับพวกเขาปัญหางบประมาณมีจำกัดปัญหาเหล่านี่จะส่งผลให้คุณคิดไปเองว่าตนเรียนไม่ไหวอย่างแน่นอนนั่นก็คือคุณพยายามหาเหตุผลสนับสนุนว่าคุณไม่สามารถเรียนต่อในระดับปริญญาเอกได้เป็นต้น แต่หากคุณมี Self แห่งวินัยในตนเองแล้วล่ะก็ Self ตัวนี้จะเป็นพลังผลักดันให้คุณสร้างวินัยในการปฏิบัติตนให้ฟันฝ่าปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการจัดสรรเวลาให้เหมาะสมและการบังคับตนเองให้มีวินัยพอที่จะปฏิบัติตนตามเวลาที่กำหนดขึ้น

Self Improvement

Self ที่สามนี้จะเป็นเสมือนตัวจุดประกายให้คุณมีความรู้และความสามารถในการสานฝันที่กำหนดขึ้นให้เป็นจริงได้ Self ตัวนี้จะทำให้คุณเริ่มถามตนเองว่าคุณจะต้องพัฒนาตนเองในเรื่องใดบ้างเพื่อให้คุณมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำให้เป้าหมายของตนเองบรรลุผลสำเร็จหากคุณมีหัวใจพร้อมที่จะพัฒนาแล้วนั้น ย่อมจะทำให้คุณมีแรงอึดมีพลังพอที่จะปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอไม่คิดย่อท้อหรือหมดหวังที่จะเห็นผลสำเร็จของความฝันนั้น ๆ ของคุณเอง เช่นหากคุณมีโอกาสเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกซึ่งคุณพบว่ามีความรู้ในวิชาที่เรียนไม่เท่ากับเพื่อน ๆ คนอื่นแล้วล่ะก็ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นกับคุณต่อไปนั้นมีอยู่สองด้าน นั่นก็คือด้านหนึ่งเป็นความรู้สึกทางลบคือ คุณจะเริ่มรู้สึกเบื่อ เซ็งไม่ชอบในสิ่งที่คุณเองได้เลือกไปแล้วและความรู้สึกอีกด้านหนึ่งเป็นความรู้สึกในทางบวกซึ่งคุณเองต้องพยายามบอกตนเองเสมอว่าคุณจะต้องพัฒนาความรู้ที่ยังขาดหายไปให้มีมากขึ้นให้จงได้ความรู้สึกในทางบวกนี้จะเป็นพลังพลักดันให้คุณหาหนทางและวิธีการต่าง ๆ นา ๆที่จะปรับปรุงตนเองให้มีความรู้ และความสามารถมากยิ่งขึ้นต่อไป

Self Evaluation

Self ตัวนี้จะทำให้คุณเริ่มประเมินผลการปฏิบัติตนของตัวคุณว่าประสบความสำเร็จไปมากน้อยแค่ไหนบ้างซึ่งคุณเองจะต้องประเมินผลตนเองเป็นระยะอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ ทั้งนี้คำถามหลัก ๆที่คุณจะต้องประเมินตนเอง นั่นก็คือคุณยังสามารถทำเป้าหมายที่กำหนดขึ้นให้เป็นจริงได้นั้นตามเงื่อนไขที่ถูกกำหนดขึ้นไว้แล้วได้หรือไม่ .......คุณมีความรู้และความสามารถเพียงพอหรือยัง......คุณจะต้องทำอย่างไรบ้างในการทำให้คุณมีความรู้และความสามารถเพิ่มมากขึ้นในอันที่จะทำให้เป้าหมายของคุณบรรลุผลสำเร็จ.....ทั้งนี้การประเมินตนเองนั้นคุณควรกำหนดขึ้นเป็นระยะ ๆ เช่น ทุกไตรมาส ทุกครึ่งปี หรือทุกปี เป็นต้น เช่นคุณสามารถประเมินความรู้ของคุณว่าเมื่อได้เรียนปริญญาเอกแล้วคุณรู้อะไรเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ความรู้อะไรบ้างที่คุณอยากจะรู้และยังไม่รู้และคุณจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้คุณมีความรู้เพิ่มขึ้นในสิ่งที่ตนเองยังไม่รู้เป็นต้น

  จากการอ่านบทความนี้ ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับการพัฒนาตนเองว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรและ การพัฒนาตนเองให้ประสบผลสำเร็จนั้นไม่ยากขอเพียงแต่ว่าคุณจะต้องมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงที่จะบริหารตนเอง ( Self) ด้วยการตระหนักรู้ในความคาดหวังของตนเองการสร้างวินัยในการปฏิบัติตนตามเงื่อนไขของเวลาที่กำหนดการปรับปรุงความรู้ความสามารถของตนเองอยู่เสมอและสุดท้ายนั่นก็คือการประเมินผลสำเร็จในเป้าหมายที่ตัวเราเป็นผู้ลิขิตขึ้นเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง