ทัศนะของแพทย์ต่อการทำแท้ง



ทัศนะของแพทย์ต่อการทำแท้ง

        การที่จะตั้งคำถามแบบนี้ขึ้นมาได้นั้น อาจจะต้องมีคำถามนำมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ กว่าจะสร้างแพทย์ได้สักหนึ่งคนนั้น คนคนนั้นจะต้องผ่านการปลูกฝัง อบรม และถูกเพาะบ่มมาจากที่ใดบ้าง

        ในบริบทพื้นฐานก็คงจะหนีไม่พ้นครอบครัว พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ที่ช่วยกันเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานคนนี้มา โดยที่ไม่รู้หรอกว่าเขาจะกลายมาเป็นหมอในอนาคตหรือไม่ การอบรมสั่งสอนก็เพื่อมุ่งเน้นให้ลูกเป็นคนดีของสังคม และการเป็นคนดีได้นั้น ครอบครัวก็คงได้รับการสืบต่อมาจากสังคม ศาสนาและวัฒนธรรมในชุมชนอีกต่อหนึ่ง แต่จะเห็นว่า สังคมก็ไม่ใช่ว่าจะได้เด็กดีเสมอไปจากการเลี้ยงดูของครอบครัว นั่นก็เพราะว่า เบ้าหลอมที่สำคัญอีกเบ้าหนึ่งก็คือ โรงเรียน คุณครูและเพื่อนพ้อง เราจะเริ่มสูญเสียคนดีไปในช่วงนี้ได้จำนวนหนึ่ง ใช่ไหมครับ

        สังคมล่ะครับ มีส่วนที่จะกำหนดความดีชั่วได้หรือไม่ คำตอบน่าจะตอบว่า "ใช่" ดังที่เราจะได้เห็นข่าว อ่านหน้าจั่วหัวอยู่แทบทุกวัน ว่าใครดีใครเลว ฝ่ายไหนดีฝ่ายไหนเลว หญิงคนไหนชั่วที่ทิ้งลูก สาวคนไหนเลวที่รีดมารหัวขนออกมาทิ้งในคูน้ำ นั่นจะเห็นการตัดสินความดีความเลวกันจะจะอยู่ทุกวัน ใช่ไหมครับ

        สังคมเป็นตัวกำหนดค่านิยม และผมคิดว่า ค่านิยมในแต่ละสังคมจะให้คำนิยามของความดีชั่วของพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ไม่ต้องไปไหนไกลเลยครับ เอาเรื่อง "ทำแท้ง" นี่แหละ ทำไมในประเทศไทย สังคมจึงกำหนดว่าการทำแท้งเป็นเรื่องที่ไม่ควร ผิดศีลธรรมจรรยา แต่ทำไมที่ประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ออสเตรีย ฝรั่งเศส ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย อเมริกา (บางรัฐ) กลับไม่เห็นด้วยกับข้อความข้างต้น ทำไมเขาจึงทำแท้งให้กับประชากรของเขาได้ ผมเคยถามหมอและพยาบาลที่ประเทศสิงคโปร์เรื่องนี้แหละ ว่าทำไมจึงเปิดโอกาสให้มีการทำแท้งในประเทศ คำตอบก็คือ "เราไม่อยากให้คนสิงคโปร์ต้องมาตายจากการแท้งติดเชื้ออีกต่อไป ไม่อยากให้คนสิงคโปร์ต้องไปตกเลือดตายที่มาเลเซีย (หรือไทยด้วย)" แต่ประเทศไทยเราไม่เป็นอย่างนั้นใช่ไหมครับ มีใครเคยสนใจบ้างไหม ว่าหญิงไทยต้องบาดเจ็บจากการทำแท้งเถื่อนไปวันละกี่ราย ตายจากการถูกสวนช่องคลอดด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำไปเดือนละกี่ราย แต่เรากลับรู้สึกสนุกหรือสะใจกับการที่คลินิกที่รับทำแท้งถูกตำรวจจับ (คาหนังคาเขา) เห็นรูปผู้หญิงนั่งรอทำแท้งในหน้าหนังสือพิมพ์และเอากระเป๋าปิดหน้าปิดตากันชุลมุน ใช่ไหมครับ

        นอกจากนี้ สังคมยังเป็นตัวกำหนดกรอบของกฎหมายด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อสังคมกำหนดด้วยค่านิยมว่าการทำแท้งเป็นเรื่องผิด กฎหมายก็จะถูกระบุว่า "การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย" ครั้งหนึ่ง (และอีกหลายครั้งหนึ่ง) ที่มีความพยายามจะขอแก้กฎหมายเรื่องการทำแท้ง ก็จะมีความพยายามจากสังคม จากคนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีมีศีลธรรม เพื่อที่จะยังยั้งการอนุญาตทำแท้งตามกฎหมาย ทำให้เรื่องนี้กลับจมปุ๋งหายไปกับสายน้ำและกาลเวลาเสมอมา

        มาถึงเรื่องของแพทย์ (เข้าเรื่องเสียที) เบ้าหลอมที่สำคัญกับการกำหนดตัวตนของหมอแต่ละคนนั้น ส่วนใหญ่จึงตกเป็นภาระของโรงเรียนแพทย์นั่นเอง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่า เขาเป็นผู้สอน ผู้อบรม ผู้กำหนดกรอบของหลักสูตรการเรียน การวางผังชีวิตทางด้านจริยธรรมทางการแพทย์และการประกอบวิชาชีพ ใช่ไหมครับ

        ถ้าครูสอนว่าการทำแท้งเป็นบาป แล้วบังเอิญผู้ที่สอนนั้นเป็นครูในใจของลูกศิษย์ หมอคนนั้นก็จะจดจำไปว่า "การทำแท้งเป็นสิ่งผิดจริยธรรม" ถ้าโรงเรียนแพทย์แห่งใดเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ได้คิดถึงที่มาที่ไปของการตั้งท้องที่ไม่พร้อม เปิดโอกาสให้ได้รับทราบว่า บางครั้งการยุติการตั้งครรภ์ก็ยังคงมีความจำเป็นสำหรับคนคนหนึ่ง หมอจากโรงเรียนแพทย์แห่งนั้นก็มักจะยินดีในการดูแลคนไข้ที่มีปัญหาตั้งท้องเมื่อไม่พร้อม

        ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือตัวผมเอง

        ผมจบมาจากโรงเรียนแพทย์ที่เมื่อครั้งหนึ่ง การทำแท้งเป็นเรื่องผิดวิสัยของหมอที่ดี การอบรมสั่งสอนทำให้ผมคิดว่า หมอสูติที่ดีย่อมไม่พึงทำแท้ง ต้นแบบของผมสั่งสอนและปฏิบัติให้ดูเสมอว่า จะไม่มีวันข้องเกี่ยวกับการทำแท้งแต่อย่างใด ผมเคยถามอาจารย์ไปว่า "ถ้าไม่ทำให้เขา แล้วเขาไปทำแท้งเถื่อนจนติดเชื้อมา เราจะเป็นคนผิดไหม" "ไม่ผิด เพราะเราไม่ใช่คนที่ทำแท้ง" นี่คือคำตอบ "ถ้าเรารู้ว่าที่อื่นทำได้ แล้วเราแนะนำไป จะเป็นการผิดไหม" "ผิด เพราะนั่นคือเราไปยืมมือคนอื่นทำแท้งอยู่ดี" นั่นย่อมเป็นคำยืนยันในใจผมให้พึงเดินตามคำสั่งสอนของแม่พิมพ์นับจากนั้น

        ครั้นเรียนจบเป็นสูตินรีแพทย์ ได้มีโอกาสรับใช้สตรีที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ สิ่งที่เธอเหล่านั้นได้รับการบริการจากผมก็คือ "ความไม่สนใจใยดีกับความรู้สึกทุกข์ร้อนของเขา" "สิ่งที่เกิดขึ้นมาในครรภ์นั้น มีเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิด เราไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับวงจรการตั้งท้องครั้งนั้นไม่ใช่หรือ" เราเป็นหมอที่ดี เราจะไม่ยุ่งกับเรื่องแบบนี้ ฉะนั้น "ออกไป ผมจะตรวจคนไข้คนอื่นต่อ" ผมเป็นหมอที่ดีใช่ไหมครับ นี่ไง ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการทำแท้งเลย แล้วถ้าคุณจะมาถามผมว่า "แล้วเขาจะทำไปทำที่อื่นไหม" ผมก็จะตอบว่า "ไม่รู้ ไม่ใช่เรื่องของผม ผมแนะนำให้เธอฝากครรภ์ต่างหาก แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมคิดว่าเธอคงไปทำแท้งอยู่ดี" "แล้วถ้าทำแท้งที่อื่นจนเกิดภาวะแทรกซ้อนล่ะ มดลูกทะลุ ติดเชื้อ หรือตาย" ผมก็จะตอบไปอีกว่า "ไม่รู้ เพราะผมไม่ใช่คนทำแท้งให้นี่นา (อันที่จริงผมก็ไม่ได้ทำเธอท้องเสียด้วยซ้ำ) หากเธอจะมีภาวะแทรกซ้อน ถูกหามเข้ามาให้รักษา ผมก็เต็มใจรักษา เพราะเป็นหน้าที่ของผม แต่ผมอาจจะหงุดหงิดที่ต้องถูกปลุกลงไปดูคนไข้แท้งติดเชื้อที่ห้องฉุกเฉินในเวลาตี 3 เสมอๆนะครับ" "รู้สึกผิดไหม ที่ไม่แนะนำเขาไปทำในที่ที่เรารู้ว่าทำแท้งได้ ทำแท้งดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน" ผมก็จะตอบว่า "ไม่รู้สึกหรอก เป็นหมอน่ะ ครูผมสอนว่าต้องมีอุเบกขา" แล้วผมก็จะถามเขากลับไปว่า "ผมเป็นหมอที่ดี ใช่ไหมครับ"

        มิหนำซ้ำ เรายังพลอยได้รังเกียจเพื่อนร่วมงานที่ให้บริการทำแท้งอยู่ตามที่ต่างๆไปเสียอีก ไปคิดว่าเขาเลว ไม่มีจรรยาบรรณแพทย์ รายได้ที่รับมาจากการทำแท้งเป็นรายได้บาป แบบนี้ไม่น่าจะเจริญ ใช่ไหมครับ

        แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง คนเราก็น่าจะมีจุดเปลี่ยนไปได้ จากการได้พาตัวเองเข้าไปนั่งคุยกับคนที่ไม่ใช่หมอ คนที่เคยมีความทุกข์ร่วมกันกับคนที่เคยตั้งท้องเมื่อไม่พร้อม มันทำได้มีโอกาสมานั่งตรึกตรองอยู่นาน ด้วยคำถามเพียงง่ายๆ เช่น มีใครในโลกนี้บ้างไหม ที่อยากจะท้องเพื่อมาให้หมอทำแท้ง จะมีใครสักกี่คนที่มีความสุขจากการเอาลูกออกจากมดลูกของตัวเอง ตอบได้ไหมครับ กับคำถามที่ถามว่า "ทำไมไม่พร้อมล่ะ" ตอบได้ไหม

        ก็ไอ้คำว่าพร้อมหรือไม่พร้อมนี่แหละที่เป็นตัวยุ่ง เชื่อไหมว่า มีเด็กสาวอายุ 18 ปีคนหนึ่ง ทำงานก่อสร้าง เขามีความพร้อมอย่างมากกับการตั้งท้องครั้งนี้ ในขณะที่หญิงสาวอีกฟากหนึ่งที่มีอายุ 18 ปีเท่ากัน แต่เธอกำลังเรียนแพทย์อยู่แล้วเกิดตั้งท้องขึ้นมา เธอจึงบอกว่าเธอไม่พร้อมที่จะตั้งท้องในครั้งนี้ เชื่อไหมว่า หญิงสาวอายุ 35 ปีมีลูกแล้ว 3 คน เธอมีความสุขใจอย่างมากที่ลูกคนที่ 4 กำลังมาอยู่ในท้องของเธอ ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งหญิงสาวอายุ 35 ปี เธอเป็นเลขาฯของประธานบริษัทแห่งหนึ่ง เธอยังไม่เคยมีลูกเลยสักคน แต่ตอนนี้เธอตั้งท้องกับเจ้านายในที่ทำงานนั้น เธอบอกว่าเธอไม่พร้อมที่จะมีลูก เพราะเธอเป็นเมียน้อย และเธอก็ยังไม่ได้แต่งงานเลย เธอจึงไม่พร้อมในการตั้งท้องครั้งนี้

        โรงเรียนแพทย์สอนเรื่องนี้อย่างไรครับ

        ตามแผนผังการสอนเขียนเอาไว้ว่า ประเทศเรามีสังคมแบบเกื้อหนุน ครอบครัวสามารถช่วยดูแลเด็กได้ ดังนั้น เราควรให้เขาท้องต่อไป มันเป็นอย่างนี้จริงๆนะครับ หรือไม่ก็ เราสามารถให้เธอตั้งท้องต่อไป ถ้าไม่สามารถเลี้ยงเด็กได้ก็ส่งไปอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้าได้ เชื่อไหมครับ

        เมื่อผมได้มีโอกาสนั่งคิด คิดตามคำถามง่ายๆ ที่ตอบง่ายบ้างยากบ้าง ก็เลยได้รู้สึกขึ้นมาเล็กๆว่า เรากำลังเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เราจึงไม่รู้สึกหรือไม่มีอารมณ์ร่วมกับคนที่เขากำลังเกิดปัญหาชีวิต ก็มันไม่ใช่ปัญหาของเรานี่นา ลองดูตัวอย่างเล่นๆนะครับ

-          ทำไมไม่พร้อม ในเมื่อเธอก็มีครอบครัวที่ดูแลได้...แล้วเรารู้ได้อย่างไร ว่าครอบครัวเขาดูแลได้

-          เรียนอยู่ใช่ไหม ก็ลาเรียนสักปีเพื่อท้องและคลอด ปัญหาก็หมดไปแล้ว...แล้วเราจะสามารถลาเรียนแบบเขาได้ไหม

-          ทำไมจึงปล่อยให้ท้องขึ้นมาได้ ยาคุมก็มีทำไมไม่ใช้...แล้วเรารู้ไหม ว่าเขาจะรู้เหมือนกับที่เรารู้ว่า "ยาคุมทำให้ไม่ท้อง" หรือว่าเขาเคยพยายามใช้แล้ว แต่มันอ๊วก เลยไม่ได้ใช้อีกต่อไป

-          ถุงยางก็มีขายกันเกลื่อน...แล้วเรารู้ไหมว่า เธอไม่กล้าไปซื้อมาใช้ เคยไปซื้อมาแล้ว คนขายมันมองหน้า หรือไม่ก็แฟน (ผู้ชาย) ไม่ยอมใส่ ทำยังไงมันก็ไม่ยอมใส่

-          "ไม่ยอมใส่ก็เลิกกับมันไปซะสิ"..."จะเลิกได้ยังไงหมอ หนูรักเขามากนะ"

-          "ทำไมไม่ทำหมัน"..."หากทำหมันแล้วหนูไม่มีแรงทำงาน หมอจะรับผิดชอบไหม"

-          ฯลฯ เพราะนั่นเป็นเพียงแค่หนังตัวอย่างเท่านั้นครับ

ลองเคยนั่งคิดดูไหม ว่าหากคนที่ตั้งท้องมานั้น เป็นใครก็ไม่รู้ เป็นลูกศิษย์ของเรา เป็นลูกของญาติเรา เป็นญาติเรา เป็นน้องเรา หรือเป็นเราเองที่ไม่พร้อมจะตั้งท้องครั้งนี้ เราจะดูแลคนนั้นเหมือนหรือแตกต่างจากคนอื่นๆไหม ถ้าตอบว่าไม่แตกต่างผมก็ขอซูฮก แต่ถ้าบอกว่าไม่เหมือนกันแน่ๆ ผมก็จะถามต่อว่า "ทำไม"

เมื่อนั่งตรึกตรองจนได้ผลึกมาเม็ดหนึ่ง ก็เลยปรับเปลี่ยนแผนผังของความคิดดูใหม่ คิดว่าคนที่มาขอทำแท้งนั้นเขาเป็นทุกข์ เขากำลังเจอวิกฤติของชีวิต แล้วเราจะช่วยเขาได้อย่างไร การปรับเปลี่ยนความคิดแบบนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เราจะได้เห็นว่า เมื่อมุมมองเของเราปรับเปลี่ยนไปตามสายตาของคนไข้ เราก็จะได้เห็นความทุกข์ของเขา มาช่วยกันหาทางออก ลองมานึกดูนะครับ หากเราเปิดใจตัวเองให้มาดูแลผู้ที่มีปัญหาแบบนี้ คนก็จะกล้าเดินเข้ามาหาเรา แล้วเมื่อเขาได้คุยได้ปรึกษากับเรา เขาอาจจะได้เห็นทางออกของการแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะไม่ได้ทำแท้งให้เขา แต่อย่างน้อยเขาก็มีที่ที่ปลอดภัยในการรับบริการการยุติการตั้งครรภ์ไม่ใช่หรือ อย่างน้อยเราก็ช่วยไม่ให้เด็กคนหนึ่งไม่ต้องพิการจากการไปทำแท้งเถื่อนมา หรือดีที่สุด เขากลับมองเห็นว่า การอุ้มท้องต่อไปนั้นเป็นทางเลือกที่ลงตัวที่สุด แล้วเขาจะคิดได้อย่างไร ต้องบอกได้เลยว่า บุคลากรทางการแพทย์เยี่ยงเราสามารถทำได้ครับ

การให้การปรึกษาเรื่องทำแท้ง ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำแท้ง แต่ผมกำลังหมายถึงเราให้การช่วยเหลือให้เขาได้ประคับประคองตังเองให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ มีคนเคยบอกว่า "อย่างนี้งานเข้า เพราะเดี๋ยวก็มีการทำแท้งเสรีแน่ๆ" ผมก็จะอธิบายว่า "การทำแท้งเสรี ไม่เคยมีในประเทศที่เปิดโอกาสให้คนเข้าถึงการบริการด้านทำแท้ง" เพราะเขาจะได้คุย ได้ช่วยกันคิดหาทางออกให้กันอย่างไรเล่า การทำแท้งเสรีจะเกิดในประเทศหรือรัฐที่ทำให้บริการนี้เป็นบริการเถื่อน เป็นงานใต้ดินต่างหาก ชนิดที่ว่า มาปุ๊บแท้งปั๊บ จะอายุครรภ์เท่าไหร่ เด็กร้องไห้เสียดังได้แล้วก็ยังทำแท้งให้ อันนี้ต่างหากที่เป็นแท้งเสรี นี่เรากำลังกลัวเกินขอบเขตไปไหม

กล่าวโดยสรุป ผมคิดว่าตอนนี้ยุคนี้ โรงเรียนแพทย์ควรเปลี่ยนบทบาทของการเรียนการสอนด้านการดูแลสตรีแท้งบุตร จากแต่เดิมที่มุ่งสอนเพื่อให้นักเรียนคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง ควรมาเป็นการสอนเพื่อให้เด็กคิด คิดว่าสาเหตุของการขอทำแท้งนั้นเกิดจากอะไร ทำไมคนคนหนึ่งจึงไม่มีความพร้อมเหมือนคนอื่นๆ แล้วเรามาร่วมกันหาทางออกให้กับผู้มีความทุกข์เหล่านั้นได้ไหม การเปิดโอกาสให้คนที่ท้องไม่พร้อมได้เดินเข้ามาหาเรานั้น น่าจะเป็นโอกาสที่ทำให้เราสามารถลดอัตราการบาดเจ็บหรือการตายจากการทำแท้งเถื่อนลง นั่นก็ยังไม่ได้หมายความว่า ทุกครั้งจะลงเอยด้วยการทำแท้งให้เขาเสมอไปหรอก หากเราสามารถดึงเขา (ผู้มีความทุกข์) ให้ออกมาพบแสงสว่างได้ แสงสว่างที่มีความอบอุ่นของคนที่พร้อมจะเข้าใจ และพร้อมจะต้อนรับเขาให้กลับเข้ามาสู่สังคมได้อย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นี่ไม่ใช่หรือที่เป็นหน้าที่ของเราทุกคน


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (24)

budofox
IP: xxx.26.247.188
เขียนเมื่อ 

ความเห็นที่ขัดแย้งยากจะจัดการจริงๆครับ

มาแต่ละทีแนะนำไม่ออกเลยครับ มองดูก็รู้ว่าไม่จบ ที่เราก็จบที่คนอื่นอยู่ดี

สวัสดีครับ budofox

ครับ ไม่จบที่เราก็จบที่คนอื่นอยู่ดี เพียงแต่ว่าจะจบได้สวยตลอดรอดฝั่งหรือไม่

ผมเน้นเสมอว่า การที่เราให้บริการนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องจบด้วยการทำแท้งเสมอไป

หน้าที่ของเราคือการให้ทางเลือก เปิดโอกาสด้วยการเลือกโดยสติปัญญาของเขาเอง

แล้วเมื่อนั้น เราก็จะสามารถอุเบกขาได้ เสียที

ขอบคุณที่แวะมานะครับ

พาดพิงหมอแป๊ะไว้ ที่นี่ ครับ

ไปมาแล้วครับท่าน วันนี้นี่เอง สดสดร้อนร้อน แอบเข้าไปดอดอ่านช่วงก่อนจะบรรยายที่ชัยนาท

อ่านนิยายอิงหลักกฎหมายด้วย ฮ่า ฮ่า

ขอบพระคุณอย่างสูงนะครับ

เชื่อไหม คนบางคนตามรอยของท่านบ้าง ของบอร์ดอื่นบ้าง แล้วก็ตามมาหาผมเจอ เลยได้มีโอกาสให้คำปรึกษาเขาเรื่องท้องๆแท้งๆ

ขอบคุณจริงๆครับ

วันนี้มีคนขอควมช่วยเหลืออีกครั้ง ลองอ่านดูนะครับ

ข้อความ:
สวัสดีครับคุณหมอ ผมอยากขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ที่ยังไม่พร้อมของแฟนครับ ตอนนี้ยังกำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งอยู่ครับ ซึ่งยังไม่พร้อมในเรื่องต่างๆสำหรับการตั้งครรภ์หรือการมีบุตรครับ แต่ไม่รู้ว่าจะไปขอคำปรึกษาได้ที่ไหน และไม่รู้ว่าที่ไหนจะให้คำปรึกษาได้บ้าง แต่ก่อนมีเพศสัมพันธ์กันก็ใช้วิธีแบบนับหน้า7หลัง7 แต่มีวันหนึ่งที่แฟนมีประจำเดือนวันสุดท้ายได้เพียงประมาณ 4 วัน ก็ได้มีเพศสัมพันธ์กันเพราะด้วยสาเหตุนี้หรือเปล่าที่ทำให้ประจำเดือนเดือนไม่มา  คือแฟน ประจำเดือนจะมาของทุกๆวันที่ 26 ซึ่งจะมาประมาณ 5-6 วัน  และประจำเดือนของแฟนไม่มาตั้งแต่วันที่ 26 เดือนมิถุนายน 2552 จึงขอคำปรึกษากับคุณหมอด้วยครับเพราะไม่พร้อมจริงๆ ขอบคุณมากครับ

ตอบ

 

สวัสดีครับ
ตกลงว่าท้องจริงๆเหรอครับ ตรวจปัสสาวะแล้วใช่ไหม
ถ้าอย่างนั้นคงต้องนั่งคุยกันแล้วทั้ง 2 คน อาจจะหาที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้ พ่อ แม่ หรือญาติผู้ใหญ่
ใจเย็นๆนะครับ เพราะว่าทุกปัญหามีทางออก
อย่าไปคิดว่าพ่อแม่จะเสียใจ (จนตาย) อย่าไปกลัวว่าจะถูกลงโทษ เราผิดก็ผิดไป แค่พลาดพลั้งเท่านั้น (ใช่ไหม) หากผู้ใหญ่ร่วมกันช่วยคิดแล้ว หารือร่วมกันแล้ว บางครั้งการท้องต่อก็เป็นทางเลือกที่ดี
แต่หากไม่มีทางเลือกอื่น การทำแท้งจะขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ครับ
ที่.......สามารถให้บริการได้อย่างปลอดภัยและราคาถูกครับ
ธนพันธ์ 
......................................................................................
สวัสดีครับ คุณหมอธนพันธ์
คือแฟนได้ซื้ออุปกรณ์ตรวจครรภ์มาตรวจแล้วครับผลปรากฎว่าตั้งครรภ์ครับ และก็ผมกับแฟนก็ได้ปรึกษากันเรื่องนี้มาหลายวันแล้วครับส่วนจะปรึกษาทางญาติผู้ใหญ่นั้นผมว่าคงเป็นเรื่องยากครับ เพราะพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายคงเสียใจและรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นครับ ก็เลยตกลงกันว่าจะไม่บอกใครครับเพราะเราคิดว่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ ถ้าไม่มีคุณหมอผมว่าผมไม่รู้จะทำอย่างไรดีครับ เพราะถ้าจะไปทำแท้งด้วยตัวเองไม่ว่าจะซื้อยาทางอินเตอร์เน็ตหรือว่าไปทำแท้งที่สถานที่ต่างๆผมกลัวว่าแฟนจะไม่ปลอดภัยนะครับ เพราะผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันเองได้ครับ ก็เลยค่อยๆคิดบังเอิญก็เลยมาเจอคุณหมอธนพันธ์พอดีครับ
คุณหมอครับผมไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดีกับการเข้าไปติดต่อกับสถานที่ที่เขาให้บริการตามที่คุณหมอได้แนะนำมาครับ เพราะผมเองก็อยู่ต่างจังหวัดครับ ใจจริงผมก็อยากให้คุณหมอเป็นคนดูแลครับ (ต้องขอโทษคุณหมอด้วยนะครับ) วันที่ 26 นี้ก็ครบ 2 เดือนครับคุณหมอไม่รู้ว่าอันตรายมากหรือเปล่าและเด็กโตได้แค่ไหนอย่างไรครับคุณหมอคือผมเป็นห่วงแฟนมากๆครับ เพราะได้ยินส่วนมากเขาจะอันตรายถึงเสียชีวิตครับคุณหมอ และเรื่องค่าใช้จ่าย ถ้า 2-3 เดือน มากน้อยประมาณได้เท่าไหร่ครับ ตัวผมเองก็มีรายได้ไม่มากครับถ้าประมาณได้เผื่อไม่มีพอจะได้หาหยิบยืมครับ
ผมต้องขอรบกวนคุณหมอธนพันธ์ด้วยนะครับ และขอบคุณคุณหมอที่ให้คำปรึกษา ขอบคุณมากๆครับ

ตอบ 
ก็เดินเข้าไปติดต่อเลยครับ เพราะทั้งสองสถานที่ที่แนะนำไป เขาให้บริการยุติการตั้งครรภ์ทุกวันเป็นเรื่องปกติครับ เรื่องค่าใช้จ่ายผมไม่ทราบจริงๆครับ ........น่าจะไม่เกิน 2000 บาท
เรื่องไม่กล้าบอกผู้ใหญ่น่าจะลองคิดดูนะครับ มีใครในโลกนี้ที่ไม่เคยพลาดบ้าง คงไม่มีนะครับ ผมเป็นพ่อคน ผมคิดเสมอว่า การให้อภัยลูกเป็นเรื่องที่ประเสริฐที่สุดของพ่อแม่ รองมาจากการให้กำเนิดเลยนะครับ ลองคิดดูอีกทีเถิด
แนวทางการยุติการตั้งครรภ์ในกรณีที่อายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ สามารถใช้ยาก็ได้ ดูดออกก็ได้
ถ้าจะใช้ยากรุณาไปที่.......... อัตราการแท้ง 95-97% ราคาไม่รู้
ถ้าไปที่........ใช้วิธีดูดครับ อัตราการแท้งเกือบ 100% เขาประกันคุณภาพให้ด้วย
ถ้าเป็น 2 ที่นี้ ปลอดภัยครับ อย่าซื้อยาจาก internet เพราะส่วนหนึ่งปลอม ส่วนหนึ่งแพงเกินเหตุ ส่วนหนึ่งเราจะใช้ไม่เป็น
ลองคิดดูอีกสักครั้ง พ่อแม่เป็นคนที่ประเสริฐที่สุดที่จะคอยรองรับเราเมื่อเจอวิกฤตินะครับ เชื่อผม
ธนพันธ์
noreason
IP: xxx.144.180.65
เขียนเมื่อ 

....จบหมอมานาน หรือยังคะ...อ่านแล้วงง...ไม่เข้าใจ..ถูกที่คุณหมอแนะนำให้จบด้วยการไม่ทำแท้ง...แต่สังคมไทย-ประเพณี..รับกันไม่ได้..ใช่ไหม?น้อยมากที่ พ่อ-แม่ ฝ่ายหญิงจะยอมรับ ว่าลูกสาวตั้งครรภ์...ถูกไหมคะ

noreason

อย่าเพิ่งเป็นกังวลว่า งง เลยครับ

บ่อยครั้งผมก็ยังสับสนชีวิต

จบหมอมาไม่นานครับ เพิ่งรับปริญญาไปเอง

สำหรับผมแล้ว การให้คำแนะนำปรึกษาสำคัญยิ่งกว่าการแท้งหรือไม่แท้ง อันนี้ไม่งง

เรื่องสังคม ประเพณีนั้น สำหรับผมไม่มีผลต่อการให้การปรึกษาแต่อย่างใด ผมสนใจเพียงแต่ว่า ผู้หญิงเจ้าของมดลูกเขาคิดอย่างไรต่างหาก อันนี้ก็ไม่งง

เขียนเมื่อ 

คุณหมอต้องแยกระหว่าง  1.รายได้  2.ปัญหาสังคม(ที่เขาก่อทำเอง) 3.ศาสนาวัฒนธรรมประเพณีที่ต่างกัน
คุณหมอเลือกข้อไหนคะ

ตัวนั้นแหละคะเป็นตัววัดคุณธรรมที่คุณหมอถามถึงที่เกริ่นมาตอนต้นบันทึกคะ

ไม่เลือกเลยสักข้อครับ

ผมเลือกที่จะรับฟัง ปัญหาของใครก็ของมัน คุณธรรมของใครก็สุดแต่เหตุผลของแต่ละคน

ฟังเท่านั้นครับ ฟังชนิดที่ว่า ไม่ต้องไปตัดสินใจแทนใครต่อใคร

รายได้ไม่เกี่ยว

ปัญหาสังคม ใครจะก่อก็ช่างเขา ผมเลือกที่จะไม่ทับถม

ศาสนาประเพณีวัฒนธรรม สาธุ

ชื่อ: Kitteung

อีเมล:

หัวเรื่อง: ทัศนะของแพทย์ต่อการทำแท้ง

ข้อความ:

เรียน คุณหมอธนพันธ์ ที่เคารพ

โอ้ย... โอ้ย ตอบคำถามแต่ละคำถาม ได้สวยมาก ไม่สับสน

ไม่งง เก่งจังเลย ได้ฟังจากคุณป้าคนไข้ คนหนึ่ง สรรเสริญว่าคุณหมอผ่าตัดเก่ง แต่อะไรๆ ก็แล้วแต่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวคนไข้ด้วย

เพราะ ปัญหาของคนไข้แต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณหมอแนะนำทางเลือกให้กับคนไข้ที่ไปปรึกษาแต่ละปัญหาของตัวเองนั้น โดยแนะนำให้ไปคิดแล้วคิดอีก ว่าจะตัดสินใจอย่างไร โดยวิธีหาข้อมูล ดีนะที่ยุคนี้เป็นยุด IT โอ้ม..เพี้ยง ได้ฟังก็ใจชื่นแล้วค่ะ

ความกลัวต่างๆ ก็ค่อยหายไป

ขอบพระคุณอีกครั้งกับบันทึกและบทความที่อยากทราบ อยากอ่านแล้ว...เข้าใจ

โดยความเคารพอย่างสูง

.........................................................

ขอบคุึณครับ

เลยกลายเป็นว่า ตอนนี้ผมเริ่มงงแล้ว

ธนพันธ์

แม่น้อง Java & Ada
IP: xxx.121.225.79
เขียนเมื่อ 

จริงค่ะ เห็นด้วยกับคุณหมอ 100% เต็มเลย

ปัญหาใหญ่อยู่ตามที่คุณหมอเกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง สังคม วัฒนธรรม การเลี้ยงดูของครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญจริง ๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือพ่อและแม่นั่นแหละ ถ้าเลี้ยงลูกแบบที่ลูกมีปัญหาสามารถมาปรึกษาได้ทุกเรื่องแล้วละก็ ต่อให้ตั้งครรภ์เมื่อไหร่ก็ไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเป็นพ่อแม่ประเภทผิดนิดเดียวก็โดนวีนโดนดุด่าก่อนเลย ก็จบตั้งแต่ยังไม่่ปรึกษาเลยละค่ะ

ขอบคุณคุณแม่ที่เข้าใจนะครับ

คนอย่างผม มีไว้บ้าง เพื่อเป็นทางออกเล็กๆให้กับคนบางคนครับ

ชื่อ: kitteung

อีเมล:

หัวเรื่อง: ทัศนะของแพทย์ต่อการทำแท้ง

ข้อความ:

เรียน อาจารย์หมอธนพันธ์ ที่เคารพ

ฮิ...ฮิ ต้องขออภัยด้วยนะค่ะ กับสำนวนถ้อยคำ ที่เขียน

สื่อออกไปนั้น แล้วทำให้คุณหมอต้อง งง เพราะผู้เขียนเพิ่งเริ่มหัดเขียน ยังไม่ค่อยชำนาญ ฮิ...ฮิ แต่ไม่เป็นไร เพราะจากการ

ที่อ่านข้อความของคุณหมอ ก็รู้สีกว่าคุณหมอเป็นผู้มีน้ำใจกว้าง

ขอแก้ไขใหม่นะค่ะ คือจะบอกว่า คุณหมอตอบข้อความคำถามต่างๆ ได้ดี ถูกต้อง ชัดเจน เข้าใจง่าย น่าอ่าน น่าเรียนรู้

พี่แป้ง กับ น้องจ้า น่ารักมากๆ จินตนาการ ก็มองเห็นภาพ

น้องจ้า เค้าง้อพี่แป้ง คงน่ารัก น่าเอ็นดู กับความอบอุ่นที่น่ารักของครอบครัว ชอบมากๆๆๆ เลยค่ะ

สุดท้ายนี้เมื่อคุณหมอร้องเพลงกล่อมลูกๆ ก่อนนอน

ให้นอนหลับฝันดีด้วยเพลง ก เอ๋ย ก ไก่ ก็ต่อด้วยเพลง

"จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า" ซิค่ะ เพราะดีเหมือนกัน ฮิ ฮิ...

ขอแสดงความเคารพอย่างสูง

.........................................................

สวัสดีครับ

ตอนนี้อ่านเพียง ไก่เอยไก่ขัน ของคุณเนาวรัตน์ เธอก็หลับปุ๋ยแล้วครับ

ขอบคุณครับ

ธนพันธ์

aung
IP: xxx.12.97.115
เขียนเมื่อ 

ถ้าเกิดว่าท้องประมาณ 1 เดือน จะไปดูดออก

ต้องใช้เงินเท่าไหร่ครับ

ปฐมธิดา ชิโนณะวณิก
IP: xxx.148.162.129
เขียนเมื่อ 

ตามมาอ่านหัวข้อนี้(ไปได้อย่างช้าๆเพราะไม่ค่อยได้อยู่แบงค์ ไปหาลูกค้า)อ่านหัวข้อนี้แล้วมึนนี๊ดหน่อยค่ะ

คือมันค่อนข้างเครียดอ่ะค่ะ....เมื่อก่อนก็รับไม่ได้ที่คนอยากทำแท้งแต่ฟังทัศนะคุณหมอแล้วก็จริงอย่างที่คุณหมอว่า...เฮ้อ

ทุกวันนี้เดินข้ามสะพานลอยเห็นเด็กๆมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีก็เศร้าใจจังเลย

อ่ะฮ้า....ผมเริ่มมีเพื่อนร่วมทางเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว คุณจอย

ปฐมธิดา ชิโนณะวณิก
IP: xxx.148.162.129
เขียนเมื่อ 

ฮ่ะฮ้า....งงค่ะ

ร่วมทางไปไหนอ่ะคะคุณหมิ

อ้าว นึกว่าคุณจอยเข้าใจ ฮ่า ฮ่า

หวาน
IP: xxx.183.21.205
เขียนเมื่อ 

ขอ คำปรึกษาคุณหมอด้วย ค่ะ ประจำมาวันสุดท้าย 20 ต.ต ตอนนี้น่าจะตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2เดือนกว่าแล้ว ไม่พร้อมที่จะมีบุตรอีกค่ะ ตอนนี้มีบุตรแล้ว1 คน กลับแฟนเก่าได้เลิกรา กันไปนานแล้ว ตอนนี้ตั้งครรภ์กะแฟนใหม่ เพิ่งมารู้ว่าเค้าหลอก เรามาตลอดที่คบหากัน คือเค้ามีลูกเมียแล้วแล้วมาหลอกเราค่ะ ซึ่งตอนนี้เค้าก็รู้ว่าเราท้อง แต่ไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น หายเงียบไปเลย จึงรบกวนคุณหมอ ช่วยแนะนำสถานที่รับทำแท้งให้ได้ไหมค่ะ ไม่พร้อมที่มีอีกคนค่ะ ด้วยตอนนี้ก็เพิ่งออกจากงานเพราะว่าทำงานไม่ได้ เนื่องจากมีอาการแพ้ท้องหนัก อาเจียนตลอด อยากรบกวนคุณหมอ ช่วยแนะนำให้หน่อยนะค่ะ ตอนนี้อยู่ที่จังหวัดชลบุรีค่ะ ไม่มีทางออกจิงๆ จะสั่งซื้อยาทางเนต มาทำเองก็กล้าทำ กลัวว่าจะออกไม่หมด แล้วตกเลือด กลัวว่าเป็นรัยไป จะไม่มีใครดูแลลูกอีกคน รบกวนคุณหมอบอกสถานที่ให้หน่อยนะค่ะ ที่กรุงเทพก็ได้ค่ะ ขอบคุณคุณหมอล่วงหน้านะค่ะ ...

คุณหวาน

เข้าไปใน internet แล้ว search คำว่า PDA สุขุมวิท นะครับ

ปฐมธิดา ชิโนณะวณิก
IP: xxx.121.187.49
เขียนเมื่อ 

คุณหมอคะล่าสุดน้องที่สาขาเค้าท้องได้ 1เดือนกว่า เค้ามาบอกว่าเค้าท้องเราก็ดีใจกับเค้าด้วยนึกว่าเค้าจะเหมือนเรา ดีใจที่ได้เป็นแม่ แต่ไม่ใช่ น้องตอบว่า หนูยังไม่พร้อม เราเลยอึ้งไปเพราะไม่อยากร่วมรับรู้ว่าเค้าจะไปทำแท้งอ่ะค่ะ ก็บอกเค้าไปว่าให้คิดให้ดี แฟนเค้าก็แล้วแต่เค้ายินดีรับผิดชอบแต่น้องคงกังวลเรื่องเงิน จอยก็บอกว่าตอนจอยท้องก็เงินเดือนไม่เยอะแต่ใจพร้อมทุกอย่างไม่ใช่อุปสรรค ตอนนี้มีวี่แววว่าเค้าจะแต่งงานก็รู้สึกดีใจมาก แกล้งถามว่าพี่เอาหนังสือมาให้อ่านมั้ย เค้าบอกว่าเอาสิ อยากอ่าน ก็ดีใจ เพราะว่าแค่ได้ยินว่าจะแต่งงานเฉยๆแต่ก็ยังไม่มีอะไรฟันธง อ่ะค่ะคิดถึงคุณหมอตลอดเลย แต่ให้คำแนะนำไม่ลงค่ะ

สวัสดีครับคุณจอย

เที่ยวปีใหม่สนุกไหมครับ

ที่ได้ให้คำแนะนำไปนั้น เรียกว่ากุศลกรรมเลยครับ

ผมเปรียบเปรยเสมอ ว่าการให้คำปรึกษา ก็คือการให้บริการเรื่องการท้องไม่พร้อมครับ เขามองไม่เห็นทางออกอื่น เราเป็นผู้ช่วยเหลืออย่างไรเล่าครับ ฝากยินดีกับเขาด้วยนะครับ

เขียนเมื่อ 

ผมเครียดมาก เลยครับแฟนผมตั้งท้อง ผมไม่พร้อมจริงๆ ครับพ่อแม่ ของทั้ง2 ฝ่ายก็รับไม่ได้ครับจะตัดลูกตัดพ่อกันเลย ผมควรจะทำยังไงดีครับ ผมมืด 8ด้านจริงๆ ครับ

เขียนเมื่อ 

ผมเครียดมาก เลยครับแฟนผมตั้งท้อง ผมไม่พร้อมจริงๆ ครับพ่อแม่ ของทั้ง2 ฝ่ายก็รับไม่ได้ครับจะตัดลูกตัดพ่อกันเลย ผมควรจะทำยังไงดีครับ ผมมืด 8ด้านจริงๆ ครับ