คัมภีร์ปลุกคนทำงาน ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

คัมภีร์ปลุกคนทำงาน ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

     

      * "นิด้า" แนะ 5 คุณสมบัติบุคลากรชั้นยอดเหมาะกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง
       
       * ชี้แบ่งกิจกรรมเป็นบันได 3 ขั้น ค่อยๆหลอมคนให้คิดเป็นทำเยี่ยม
       
       * "Siam Ocean World" ใช้หลัก "จิตดูจิต"ประยุกต์ใช้เครื่องมือจัดการสมัยใหม่
       
       * "บุญชัย เบญจรงคกุล"เปิดใจหลังดีแทครีแบรนด์ฯ ลับคมด้วยสมาธิเผยนัยยะเปิดตัวด้วยการวิ่ง 10 กิโลเมตร
       
       
เนื่องในปีนี้เป็นเฉลิมฉลองมหามงคลพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำให้หลายองค์กรตื่นตัวกับกระแสเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุกกระบวนการคิด การทำงานไม่เว้นวงการนักบริหารทรัพยากรบุคคล
       
       
ซึ่งในหลักใหญ่หลายท่านคงรับทราบแล้วและดำเนินการทำงานมาพอสมควรแต่การจะสร้างคนเพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องสร้างแรงกระตุ้นอยู่ตลอดเวลาและค่อยเป็นค่อยไป...
       
       
เสริมแรงกระตุ้น
       พฤติกรรมด้วยกิจกรรม
       
       
วิชัยอุตสาหจิตอาจารย์ประจำคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่าในการประกอบธุรกิจทั้งการบริหารองค์กรและทรัพยากรมนุษย์ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากระบบทุนนิยมที่เน้นผลกำไรมากกว่าคำนึงถึงพนักงานภายในและผู้มีส่วนได้เสีย
       
       
จากสถานการณ์เหล่านี้ทำให้หลักเศรษฐกิจพอเพียงถูกนำมาปรับใช้กับการบริหารทรัพยากรบุคคลแต่ในสถานการณ์จริงหลักการทำงานตามแนวทาง 3 ห่วง ประกอบด้วย ประมาณตน มีเหตุผลมีภูมิคุ้มกัน และ 2 เงื่อนไข คือ ความรู้ คุณธรรมซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงกรอบการทำงานใหญ่ๆ ที่ HR ต้องทำความเข้าใจเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมคนทำงาน
       
       
ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการทำงานมี 5 ประเด็นได้แก่
       
       
ปัจจัยที่หนึ่งบุคลิกภาพที่ต้องรู้จักวางตนแสดงออกอย่างเหมาะสม มีความเกรงใจ ไม่สุดโต่งไม่เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ส่วนรวมซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานเข้าใจความแตกต่างเคารพในความคิดหลากหลายตลอดจนคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนก่อนแสดงออกทาง กายวาจา
       
       
ปัจจัยที่ สองพฤติกรรมการสื่อสารต้องเป็นไปอย่างพอดีไม่มากหรือไม่น้อยเกินและให้ความสำคัญกับการสื่อสารโดยการพูดและการแสดงท่าทางอย่างเหมาะสมพร้อมกับวิเคราะห์ก่อนจะสื่อสารใดๆ ออกไปขณะเดียวกันในบางสถานการณ์เคร่งเครียดจะต้องหลีกเลี่ยงสื่อสารโดยใช้อารมณ์
       
       
ปัจจัยที่สามการตัดสินใจต้องใช้หลักประสานความร่วมมือ ถนอมน้ำใจไม่เบียดเบียนผู้อื่น คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมขณะเดียวกันควรจะวางแผนเรื่องในอนาคตเพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
       
       
ปัจจัยที่สี่การทำงานเป็นทีม ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจเป้าหมายของทีมแสดงบทบาทของตนอย่างเหมาะสม พร้อมช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มความสามรถและประเมินความสามรถเพื่อใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละคน วางแผน จัดสรรติดตามอำนวยการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรียนรู้ร่วมกันให้เกิดความไว้ใจ
       
       
ปัจจัยที่ห้าภาวะผู้นำ ต้องมีความยุติธรรมในการดูแลลูกน้อง ปฏิบัติด้วยความเมตาประสานความแตกต่างเพื่อทำให้ส่วนรวมและพัฒนาตนเองสม่ำเสมอให้เป็นต้นแบบในการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบในองค์กร
       
       
โดยจะต้องนำมาประยุกต์ระหว่างพฤติกรรมศาสตร์และหลักธรรมของพุทธศาสนาซึ่งต้องใช้การทำกิจกรรมพัฒนาทักษะของบุคลากรที่จะเป็นเครื่องมือสะท้อนให้เห็นถึงการแสดงออกทางพฤติกรรมอันจะสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงอันประกอบด้วย
       
       
ระดับเปลือกเป็นภาพสัมผัสได้ด้วยตาผ่านการจัดบอร์ดนิทรรศการหรือแจกแผ่นผับให้พนักงานรับทราบถึงแนวทางการทำงานตามหลักเศรษฐกิขพอเพียงตลอดจนจัดการประกวดบุคลากรที่ยึดหลักการทำงานตามหลักปรัชญาดังกล่าวได้อย่างยอดเยี่ยม
       
       
ระดับเนื้อต้องเป็นกิจกรรมที่มีการพูดคุยอย่างชัดเจนโดยผ่านเวทีสัมมนาและประชุมย่อยเพื่อกำหนดคุณสมบัติอันพึงประสงค์ในการทำงานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
       
       
ระดับแก่น คือ การแสดงพฤติกรรมอันดีที่เป็นแบบอย่างของผู้นำที่จะช่วยกระตุ้นให้ทุกคนมีความตื่นตัวเมื่อผู้นำระดับสูงเป็นต้นแบบตามแนวทางที่วางไว้อย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นอยู่
       
       
ภูมิคุ้มกันอาวุธเด็ด
       อันซ้อนเร้นภายใน
       
       
ด้านอาจหาญ นิมิตรหมื่นไวยผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท Siam Ocean World จำกัด (มหาชน)กล่าวแนะนำถึงการสร้างภูมิคุ้มกันที่เป็นอีกหัวใจหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องสร้างสติให้เกิดกับพนักงาน โดยแนวทาง"จิตดูจิต"ด้วยการนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องมือการจัดการของ HR อย่างมีประสิทธิภาพด้วยแนวทางจัดการความรู้และพัฒนาพี่เลี้ยงให้เป็นต้นแบบของการทำงานซึ่งต้องมีการจัดการใน 4 ระยะดังนี้
       
       
ระยะแรกเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ (Learn How To Learn) ที่ต้องเข้าสู่การเรียนรู้แบบองค์รวมมิใช่มองแบบแยกส่วนเหมือนเดิมเพราะขณะนี้การสร้างให้บุคลากรมีการทำงานเป็นทีมในทุกระบบมีความจำเป็นมากขึ้นซึ่ง HR ต้องฝึกฝนบุคลากรด้วย เกมส์ ดูภาพยนตร์ล้อมวงดูตัวอย่างการพัฒนาชุมชนในกิจกรรมต่างๆเพื่อเชื่อมโยงให้เข้ากับการพัฒนาตนเองและองค์กรผ่านสุนทรียสนทนา (Dialogue) ตลอดจนถอดรหัสการเรียนรู้ (After Action Review)
       
       
โดยเป้าหมายเพื่อให้เกิดการพูดคุยเพื่อแบ่งปันความรู้ที่เป็นทุนทางใจทุนทางสังคม และทุนทางปัญญา ซึ่งจะเป็นการฝึกสติในการฟังผู้อื่นตลอดจนเหลียวแลดูจิตของตนเองว่ามีความคิดปรุงแต่งไปในทางดีหรือไม่ดี
       
       
ในขั้นต่อไปจะเกิดการคิดที่เป็นการเชื่อมโยงสิ่งที่ได้พูดคุยกันมาบ่มเพาะด้วยจิตเป็นกลาง อาจใช้เครื่องมือเช่น Mind Map หรือเครื่องมือสถิติอื่นมาช่วยให้เกิดการป้องกันที่จะนำอารมณ์ของคนประเมินเข้าไปใช้ตัดสิน
       
       
และต่อมาจะเกิดกระบวนการทฤษฎีที่ตกผลึกจากความคิดเห็นความเชื่อส่วนตัวที่ยังไม่ได้นำมาพิสูจน์หรือทดสอบเป็นพลังในการผลักดันให้บุคลากรมุ่งมั่นปฏิบัติสิ่งที่ตนคิดขึ้นซึ่งการทำงานจะเป็นวัฏจักรเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ที่ยั่งยืน
       
       
ระยะสองต้องนำบุคลากรออกไปดูและอยู่ร่วมกับชุมชนเรียนรู้ภายนอกองค์กรหลังจากเรียนรู้เสร็จในระยะที่ 1 ซึ่งอาจมีบางคนยังยึดติดกับการเรียนรู้แบบเดิมๆจึงจำเป็นต้องลงไปละลายพฤติกรรมในสถานที่จริง
       
       
ระยะสามค่ายพัฒนาอีคิวเมื่อบุคลากรผ่านการลงพื้นที่สิ่งได้มาพฤติกรรมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งดีและไม่ดีจึงต้องเริ่มสอนเรื่อง "จิต สติ ความคิด"โดยจะเป็นสิ่งสำคัญสุดเพื่อสร้างภูมิต้านทานให้บุคลากรมีสติในการทำงานซึ่งจะเข้าไปฝึกที่วัดปฏิบัติธรรมตามแนว "จิตดูจิต"และทำความเข้าใจกับขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)เพื่อฝึกให้มีสติอยู่กับปัจจุบันตลอดเวลา
       
       
ระยะสี่เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงจะเป็นเวทีเปิดโอกาสให้บุคลากรที่ผ่านการฝึกมาทั้ง 3 ระยะ ได้มีโอกาสทดสอบความรู้ที่ได้มาว่าจะไปปฏิบัติจริงได้หรือไม่? ถ้านำไปใช้ได้จริงจะต้องเข้าสู่กระบวนการพัฒนาความรู้ โดย HR ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกระตุ้นบุคลากรภายในผ่านกิจกรรม เช่นมอบรางวัลให้บุคลากรที่คิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นขณะเดียวกันต้องให้กำลังใจสนับสนุนซึ่งกันและกัน
       
       "
การสร้างภูมิคุ้มกันกับคนทำงานต้องสร้างสติรู้เท่าทันความเป็นจริงให้มีกำลังเพียงพอที่จะไม่ลื่นไหลไปตามกระแสแห่งกิเลสและป้องกันปัญหาอันสลับซับซ้อนที่เกิดใหม่ในสังคมปัจจุบันตลอดจนกระตุ้นให้เปิดความคิด กล้าลงมือทำและให้เกิดความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน" อาจหาญย้ำถึงปรัชญาแห่งความคิด
       
       
จัดการคนด้วยหลักธรรม
       กับ