ส่องการบริหารคนสไตล์ญี่ปุ่นเรียนรู้เพื่อปรับใช้กับองค์กร

ส่องการบริหารคนสไตล์ญี่ปุ่นเรียนรู้เพื่อปรับใช้กับองค์กร

 
     

       ที่ผ่านมาจะเห็นว่าในแต่ละประเทศรวมถึงประเทศไทยได้มีการนำเข้าเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแต่ปัจจุบันการที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นหัวใจสำคัญคือ คนเพราะการพัฒนาคนเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความสามารถในการแข่งขันทุกๆด้าน
       
       
ศ.ดร.วิวัฒน์ ตัณฑะพาณิชกุลประธานสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท.ได้ให้ข้อมูลการพัฒนาคนสไตล์ญี่ปุ่น ว่าญี่ปุ่นได้วางแผนพัฒนาคนตั้งแต่ระบบการศึกษา เริ่มจากการศึกษาในโรงเรียนทั่วไปและการศึกษานอกระบบ เช่น การฝึกอบรมต่างๆ ซึ่งให้ความสำคัญตั้งแต่ประถม มัธยมซึ่งเป็นการศึกษาที่เคร่งครัดตลอดระยะเวลา 12 ปีเต็มและได้เริ่มผ่อนคลายเมื่อสามารถสอบเข้ามหาวิทยาได้
       
       
การให้ความสำคัญด้านการพัฒนาคนยังต่อเนื่องมาสู่ภาคอุตสาหกรรมโดยการฝึกอบรมจากบริษัทแต่สิ่งเหล่านี้พอเข้าระบบการทำงาน ไม่ว่าจบมหาวิทยาลัยชั้นนำหรือมหาวิทยาลัยทั่วไป แต่ละบริษัทจะมีการอบรมที่ดี ส่งศึกษาดูงานสร้างสิ่งจูงใจคนเมื่อเข้าบริษัทคือเงินเดือนเริ่มแรกทุกคนเท่ากันหมดไม่ว่าจบสาขาวิชาไหนหรือมหาวิทยาลัยอะไรจากนั้นจะเริ่มฝึกอบรมและแสดงฝีมือจากนั้นความก้าวหน้าก็จะต่างกันเพราะฝีมือต่างกันซึ่งเป็นกลไกการสร้างคนด้วยระบบบริษัท
       
       “
ญี่ปุ่นมีระบบเทรนนิ่งไม่จะเป็น TQC QCC พยายามสอนให้คนคอยสังเกต หาสาเหตุ และปรับปรุงไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุดที่ว่า productivity ได้แค่นี้พอใจแล้วหยุดพัฒนา แต่เขาจะพัฒนาไปเรื่อยๆคือวิธีระบบสอนให้ทำงานเป็นทีม ซึ่งมาจากวัฒนาธรรม อย่างแข่งกีฬาซึ่งกีฬาที่เน้นมากๆ คือแข่งเป็นทีมปลูกฝั่งมาตั้งแต่เด็ก
       
       
นอกจากนี้การเติบโตในสายอาชีพองค์กรญี่ปุ่นจะพัฒนาพนักงานที่วัดจากคุณภาพไม่ว่าจะจบการศึกษาในสายบริหารหรือสายวิชาชีพและ จะมีการการพัฒนาตลอดเวลา คนส่วนใหญ่จะอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่เกิน 4 ปีซึ่งเป็นระยะเวลาตั้งแต่การเรียนรู้งาน สร้างผลงานและย้ายไปสู่การเรียนรู้แผนกอื่นบางครั้งย้ายข้ามแผนกทำให้คนรู้งานหลากหลายขึ้น
       
       
แต่ทั้งนี้การพัฒนาคนสไตล์ญี่ปุ่นก็มีจุดอ่อนคือ วัฒนธรรมการสร้างทีมเวิร์ควัฒนธรรมที่เห็นชอบทำในรูปแบบเดียวกันแต่ถ้าใครที่ผิดแพรก โดดเด่นมากๆ จะถูกคนอิจฉาเหมือนสำนวนของญี่ปุ่นที่ว่า
       
       “
ถ้าตะปูโผล่หัวจะถูกตอกกลับลงไปสังเกตเห็นว่าการพัฒนาของญี่ปุ่นจะทำอย่างช้าๆ ถ้าเร็วเกินไปคนจะต่อต้านเปรียบเทียบกับอเมริกาคือการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพราะคนมีหลากหลายมีความคิดเห็นต่างกันถ้ามีอะไรดีพิสูจน์ได้เห็นก็จะเติบโตแบบก้าวกระโดด
       
       
ที่ผ่านมาส.ท.ท. ตระหนักให้องค์กรไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร จะห็นว่าตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ได้ก่อตั้งมานั้น จะเริ่มพัฒนาคนเทคนิค ไม่ว่าเรื่องประหยัดพลังงานเพิ่มประสิทธิภาพงานขณะเดียวกันได้เพิ่มหลักสูตรพัฒนาคนที่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการเพราะคนนอกจากความรู้ด้านเทคนิคที่ดีแล้วต้องเติบโตเป็นผู้บริหารต่อไปดังนั้นความรู้ด้านการจัดการจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อพัฒนาคนในหลายมิติ

 

ที่มา :www.manager.co.th