"การศึกษา" หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้ อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
มีคนบอกว่า "ชีวิตของคนเราให้คิดในแง่บวกเข้าใว้...
ชีวิตเราก็จะมีแต่ด้านบวก" ตื่นเช้ามาวันนี้ อากาศดีมาก
เลยยืนยิ้มให้ตัวเองในกระจกตั้งแต่เช้า...
(ถ้าคนอื่นเห็นคงว่า...ระยะแรกเริ่มอาการหลงตัวเอง ฮา)
หลังจากนั้นก็เตรียมตัวมาทำงานตามปกติ...
เช้านี้ก็เลยสดชื่น กระปี้กระเปร่า
สงสัยเพราะกิจกรรมที่ทำแต่เช้า (มองตัวเองด้านบวก+) จนถึงชั่วโมงแรก
ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่
ชั่วโมงนี้ว่าง...ตั้งใจเคลียงานที่ทำรายการไว้ยาวเหยียดตั้งแต่เมื่อวาน
ก็พอดีก็ไปเจอเหตุการณ์
อันเป็นที่มาเรื่องเล่าของวันนี้ขึ้น
มีเด็กนักเรียนคนหนึ่งพร้อมด้วยผู้ปกครอง(แม่)
ได้มาพบครูฝ่ายวิชาการ เพื่อปรึกษาหารือ เรื่อง
เด็กอยากลาออกไปเรียนการศึกษานอกระบบ คุยกันอยู่นานแล้ว
พอผู้เขียนเข้าไป ครูวิชาการจึงโยนคำบอกเล่าเชิงกล่าวชวนให้ผู้เขียนเข้าร่วมวงสนทนา
โดยบอกว่า "คุณครูช่วยพูดหน่อย เด็กอยากออกไปเรียน กศน."
จริงๆ เรื่องแบบนี้น่าจะเป็นเรื่องปกติ
ที่การศึกษาไม่จำเป็นต้องเรียนเฉพาะในระบบโรงเรียนเท่านั้น
ตามพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 มาตรา 4 กล่าวว่า
"การศึกษาตลอดชีวิต" หมายความว่า
การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต นั่นคือ
การศึกษาทั้งนอกระบบและในระบบต่างก็มีมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคน...แต่ปัญหา
คือ เด็กนักเรียนกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.1 อายุประมาณ 13 ปี
ไม่รู้ว่าผู้เขียนเข้าใจผิดหรือไม่
ว่าคุ้นๆ มีหลักเกณฑ์ว่าเด็กจะต้องเรียนอยู่ในระบบ
หรือจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี อีกนัยหนึ่งคือ เด็กอายุต่ำกว่า 15
ปี ต้องเรียนอยู่ในระบบโรงเรียน "นี่คือความเข้าใจของผู้เขียน"
ดังนั้น จึงต้องทำความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครอง
ตามหลักบัญญัติกฎหมาย เช่น มาตรา 11 บิดา มารดา
หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
ได้รับการศึกษาภาคบังคับ ตามมาตรา 17
และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตลอดจนให้ได้รับการศึกษานอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ
ตามความพร้อมของครอบครัว และถามถึงสาเหตุที่อยากจะลาออก
-
ผู้ปกครอง บอกว่า ...ตอนนี้อายุตัวเองก็มากแล้ว มีลูกหลายคน
ลูกคนนี้เป็นลูกคนสุดท้องที่ยังเด็กและอายุน้อยที่สุด
ที่บ้านพ่อไม่สามารถทำงานได้ เพราะมีโรคประจำตัว
มีแม่ทำงานหารายได้คนเดียว จากการรับจ้างทั่วไป ในบ้านมีสมาชิก
6 คน ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูกชายคนเล็ก และหลาน อีก 3 คน
ที่ต้องดูแล
โดยพ่อแม่ของพกเขาไม่ได้ส่งเงินมาช่วยเหลือ ครอบครัวจึงลำบากมาก
ความรู้สึกใจจริง ก็อยากให้ลูกเรียน
เพื่อจะได้มีความรู้ติดตัว แต่ลูกไม่อยากเรียน และก็รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย(ค่ารถรับ-ส่ง
ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การเรียน
และค่าใช้จ่ายอื่นๆ) เพื่อส่งลูกเรียน...
- นักเรียน บอกว่า ไม่อยากเรียน
เพราะสงสารแม่ที่ต้องหารายได้มาส่งให้ตัวเองเรียน พ่อก็ทำงานไม่ได้
มีน้อง(หลาน) อีกสามคน ถ้าเขาไม่เรียนก็จะลดภาระค่าใช้จ่าย
อยากออกไปเรียน กศน. เพราะเรียนแค่วันเสาร์-อาทิตย์
จะได้มีเวลาเหลือเพื่อหารายได้ช่วยแม่...
ผู้เขียน
ฟังแล้วก็ให้ข้อมูลย้อนกลับกับผู้ปกครอง
ถึงความจำเป็นที่เด็กต้องเรียนอยู่ในระบบ
พร้อมทั้งแนะนำวิธีแก้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งเรื่องค่ารถรับ-ส่ง
ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าอาหารบางส่วน
ซึ่งก็จะแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองได้บ้าง
และให้โอกาสผู้ปกครองและนักเรียนกลับบ้านเพื่อไปตัดสินใจใหม่อีกครั้ง
"การตัดสินใจทุกอย่าง
ขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนและผู้ปกครองเป็นสำคัญ"
จริงๆ
ในปัญหานี้ ในเรื่องการเรียนในระบบ ผู้เขียนจำได้ว่า เคยอ่าน Blog
ของคนทำงานการศึกษานอกระบบ ถึงข้อจำกัดของการรับนักเรียนเข้าเรียน
โดยเฉพาะกรณี ที่เด็กต้องอยู่ในระบบโรงเรียน
จนกว่าจะจบการศึกษาภาคบังคับ...นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย... แต่ก็จำไม่ได้ว่าเป็น
Blog ของใคร...
โดยส่วนตัวของผู้เขียน มีความคิดเห็นกับหลัก
"การศึกษาตลอดชีวิต" ที่กล่าวไว้ในตอนต้น โดยเฉพาะการสนับสนุนการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้หลากหลาย กว้างขวาง
เป็นที่ยอมรับ
และเป็นหลักวิชาที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ปัจจุบันการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของไทยยังมีข้อจำกัดมาก
ทำให้การจัดการศึกษาในรูปแบบดังกล่าวไม่ขยายผล และไม่เป็นที่ยอมรับ
เช่น หลักสูตร Home School เป็นต้น ทั้งที่
การจัดหลักสูตรของบางแห่งดีมากๆๆ
สามารถทำให้เด็กที่รับการศึกษาในระบบนี้
สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้
ผู้เขียน เคยรู้จักกับครอบครัวหนึ่ง ที่ทำหลักสูตร
Home school ให้กับลูกของตัวเอง โดยเป็นหลักสูตรด้านเกษตรกรรม
ที่จังหวัดระนอง
แต่กว่าจะได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักสูตรตามอัธยาศัย
ต้องใช้เวลายาวนานมาก
และวุฒิที่ได้รับก็ใช้เวลาในการผ่านการอนุมัติโดยการรับรองของการศึกษานอกระบบ
(กศน. ในขณะนั้น) นี่คือ
ปัญหาการจัดการศึกษาไทย
อีกเรื่องหนึ่งหรือเปล่า?
เล่ามาซะยาว...
จากปัญหาของเด็ก
สู่ปัญหาการจัดการศึกษาไทย
...ซึ่งหากมีการตัดสินใจของเด็กและผู้ปกครองอย่างไร
ผู้เขียนจะกลับมาเล่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกครั้ง...ใครมีข้อคิดเห็นอย่างไร
เล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ...
ก็น่าเห็นใจทั้งสองฝ่ายนะครับ ผมมีมุมมองส่วนตัวอยากแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับการศึกษา เป็นไปได้ไหม๊่ที่การศักษาจะแทรกเอาความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาของชุมชนท้องถิ่นเข้าไปด้วย เพื่อที่จะอนุรักษ์พฤติกรรมทางสังคมของท้องถิ่นเอาไ้ว้ ไม่ให้หายไป ยกตัวอย่างเ่ช่น ถ้าชุมชนใหนมีการปลูกยางพาราขายเป็นส่วนมาก ก็เพิ่มการเรียนการสอนเกี่ยวกับการปลูกยางให้เด็กเค้าได้เรียนรู้ในเชิงวิชาการ แล้วเมื่อจบไปแล้วเค้าจะได้มีความรู้สามารถที่จะดำเนินชีวิตต่อไปได้ในชุมชน โดยที่ไม่ต้องไปเร่ขายแรงงานในเมืองอุตสาหกรรมต่างๆ แล้วคนก็จะได้อยู่ักับบ้าน แล้วปัญหาเกี่ยวกับครอบครัวก็น่าจะลดน้อยลง แล้วก็จะส่งผลไปถึงการแก้ปัญหาสังคมต่างๆตามมาด้วย แล้วก็ยังเป็นการอนุรักษ์วิถีชีวิตของชุมชนอีกด้วย ผมรู้สึกว่าการศึกษาตอนนี้ทำให้วิถีชีวิตทางชุมชนมันเปลี่ยนไป ทุกคนเรียนหนังสือกันหมด แต่บางคนจบออกมาไม่รู้จะไปทำอะไร ขอยกตัวอย่างอีกเช่น มีหมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่ง 80 ครัวเรือน อาชีพดั้งเดิม ส่วนมากเป็นชาวนา ปลูกข้าวเพื่อกินและขาย แล้วแต่ละครอบครัวก็ส่งลูกเรียนจบกันหมด แล้วลูกๆก็ไปทำงานกันต่างถิ่นแล้วแต่สาขาอาชีพ ลองคิดดูว่าใครจะมารับช่วงต่อในการทำนา อาชีพนี้ก็จะหายไปจากชุมชนเลยหรอ พูดมาซะยาวเลย แต่มันเป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ถ้ามีความคิดเห็นยังไงก็แชร์กันได้นะครับ การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญครับ ผู้ใหญ่ต้องฉลาดที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ในสิงที่ถูกที่ควร แล้วผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็จะได้อนาคตของชาติ ที่เข้มแข็ง เก่ง ฉลาด และมีคุณธรรม