การงานสองถึงสามวันที่ผ่านมานี้ “ยุ่งเหยิง สับสน” เพราะใจของเรานั้น “วุ่นวาย” กับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ
ถึงแม้นว่างานภายนอกจะเดินไปได้เร็วแต่งานภายในนั้น “เชื่องช้า” น่าดู
การเก็บ การกอดอารมณ์ที่วุ่นวาย ยุ่งเหยิง สับสนนั้น ทำให้สองสามวันที่ผ่านมานี้เรา “ไม่ค่อยสบาย” เลย
ปวดหัว มึนหัว เหมือนจะป่วย
ป่วยเพราะเครียด ป่วยเพราะ “จิต”
จิตที่ว้าวุ่นทำให้ประสาทสมองนั้นมึนตึง ส่งผลถึงเส้นเอ็นที่บริเวณก้านคอ
เมื่อใดที่ปวดหัว มึนหัว หากเราจับบริเวณก้านคอด้านซ้าย เราก็จะรู้สึกว่า “ปวดมาก”
คุณหมอหวล และหมอนัท ( การแพทย์แผนไทย : คุณหมอหวล สังข์พราหมณ์ )เคยบอกว่าเกิดจากอาการ “เส้นเอ็นไปขี่กับกระดูกต้นคอ”
และครั้งหนึ่งหมอโหน่ง ก็เคยมาช่วยเราไว้ตอนที่เรา “ใกล้จะอาเจียน” ( เมื่อเครียดจนจะ "อาเจียน..." ) โดยการนวดเส้นบริเวณกระดูกสันหลัง เรื่อยมาจนถึงบริเวณก้านคอ
และเช่นเดียวกันกับคุณหมอสุวัฒน์ ที่เคยช่วยให้เราหายจากอาการ “ปวดกระบอกตา” โดยการให้เราใช้นิ้วมือทั้งสิบเคาะไปบนหัวให้ทั่ว ๆ เพื่อ “ปรับประจุไฟฟ้าในสมอง”
อาการทั้งหมดที่กล่าวมานี้เกิดจาก “อาการเครียด”
เครียดที่ไม่รู้จักปล่อย จักวาง
เครียดและโง่ที่ทำงาน แล้วก็ “แบกงาน” เอาไว้
ไม่รู้จักวางสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คำพูดของคน”
คนต่าง ๆ ที่เขามาดูงาน เขาก็พูดอย่างนั้น พูดอย่างนี้ พูดเสร็จแล้ว “เขาก็ไป”
แต่ไอ้เรานี้สิ “โง่” เอาคำพูดของเขาเก็บมาคิด เก็บมากอด “เอาขี้เขามาดม" ก็เลยสั่งสมเป็นความไม่สบายกาย และความไม่สบายใจ
เฮ้อ... ชีวิตนี้วุ่นวายหนอ
หากเราไม่รู้จักปล่อยวางซึ่ง “โลกธรรม” เสีย ชีวิตก็ต้องวุ่นวายอย่างนี้
งานที่ทำก็หนักอยู่แล้ว ยังต้องมาป่วยซ้ำเข้าไปอีก
ชีวิตนี้จึงเปรียบเสมือนเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง
ถูก “ลมปาก” ซัดเข้ามาทีไร อารมณ์ก็แตกกระเจิง ฟุ้งกระจายเป็นฟองฝอย
อารมณ์ที่แตกนี้เองทำให้ “จิตแตก”
จิตแตกทำให้ “กายแตก”
ระบบนิเวศน์ภายในร่างกายนี้แตกกระสานซ่านเซนไปคนละทิศละทาง
ชีวิตนี้จึงต้องพบกับอาการป่วยซ้ำสอง คือ ป่วยกายแล้ว กายก็ป่วยตามไปด้วย
“ขี้” นั้นเหม็นนะ ดมมาก ๆ ก็ป่วย
แต่นั่นก็เถอะ “ขี้” นั้นเป็นเหตุ ถ้ายังจับ “ขี้” มาดมอยู่ จะไม่ให้ป่วยได้อย่างไร
ก็เรามันโง่เอามาดมเองนี่ แล้วจะไปโทษใคร
มันก็ต้องอย่างนี้แหละ “กว่าจะฉลาดได้ก็ต้องโง่ไปมาก”
เฮ้อ... เหนื่อยจัง
งานภายนอกนั้นสนุก แต่งานภายในนี้สิ “สนุกไม่ออก...!”
เอ้า... สู้กันอีกสักตั้ง
สู้ให้รู้จักไป ตราบใดชีวิตยังมีลมหายใจ ชีวิตนั้นยังต้อง “สู้…”

ขี้เหม็นจนหอมเลยนะครับ