.....สวัสดีเจ้าค่ะทุกๆท่านที่น่ารัก....กลับมาอีกครั้งจากการที่ห่างหายไปหลายอาทิตย์... น้องจิไปลงพื้นที่ศึกษาวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่หมู่บ้านตะเพินคี่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี..(จังหวัดคุ้นๆชะมัด อิอิ)….อันที่จริงแล้วการลงพื้นที่คราวนี้ไม่ได้อยู่ในวิชาเรียนของน้องจิเจ้าค่ะ แต่มันอยู่ในวิชาเรียนของรุ่นพี่ปี 3 ทีนี้อาจารย์เขาชวนน้องจิกับเพื่อนอีกคนหนึ่งไปด้วย เพราะเห็นว่าช่วยอาจารย์ทำงานวิจัยเกี่ยวกับลาวครั่งอยู่….น้องจิกับเพื่อนก็เลยรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ อิอิ….รุ่นพี่ปี 3 จะเดินทางในวันที่ 6 กรกฏาคม…แต่อาจารย์ น้องจิกับเพื่อน จะเดินทางล่วงหน้าไปก่อนเพื่อเตรียมดูพื้นที่และถือโอกาสสำรวจหมู่บ้านไปก่อนด้วย อาจารย์ น้องจิกับเพื่อนเดินทางตั้งแต่วันที่ 3 กรกฏาคม…

……พอไปถึงขนส่งด่านช้าง….ก็มีเพื่อนของอาจารย์ชื่อว่า ครูใหญ่…ขับรถมารับ…ระยะทางจากขนส่งด่านช้างไปหมู่บ้านตะเพินคี่ประมาณ 50 กิโลเจ้าค่ะ…น้องจิกับเพื่อนนั่งข้างหลังไป…เพราะอยากรับลมและก็ถ่ายรูป…ส่วนหน้ารถเอาไว้เก็บของ 5555++…..อาจารย์บอกว่า ที่หมู่บ้านนั้นไม่มีไฟฟ้า น้ำปะปา ….น้องจิกับเพื่อนจึงเตรียมเทียนไปเต็มที่….พอรถวิ่งขับไปสิ้นสุดที่ถนนลาดยาง…ทีนี้ก็เป็นถนนดินธรรมดาแล้วเจ้าค่ะ…เป็นอะไรที่สนุกและผจญภัยมากๆ….เส้นทางคดเคี้ยว ต้องขึ้นไปบนเขาข้ามเขาประมาณ 4-5 ลูกเจ้าค่ะ….ลุยจริงๆ

เส้นทางที่ผจญภัย

……พอไปถึงหมู่บ้านตะเพินคี่แล้ว พวกเราก็กางเต้นท์ จุดไฟ ต้มน้ำ…แล้วก็เข้านอน…สิ่งที่ไม่คาดหวังว่าจะได้เจอในเมืองสุพรรณก็คือ..ทะเลหมอกในตอนเช้าตรู่เจ้าค่ะ….อากาศที่หมู่บ้านแทบจะไม่มีแสงแดดเลย อุณหภูมิประมาณ 19 องศา…แอบไปดูเทอร์โมมิเตอร์ของเจ้าหน้าที่มา อิอิ…หนาวมากๆ….แต่ก็คุ้มค่าเมื่อตื่นมายามเช้าแล้วเจอภาคบรรยากาศที่ขึ้นชื่อว่า ” สวิซเซอร์แลนด์เมืองไทย”  ใครน้อเป็นคนตั้งฉายานี้ให้กับหมู่บ้านตะเพินคี่ แจ๋วจริงๆ…อยากให้ทุกท่านมาสัมผัสด้วยตัวเองจังเลยค่ะ

ดอกหญ้าออกมาเต้นระบำกันอย่างเริงร่าในยามเช้า.............อิอิ

ทะเลหมอกยามเช้า......ที่สุพรรณมีด้วยหรือเนี่ย อิอิ

…….วันแรกของการผจญภัยคือ..อาจารย์กับครูใหญ่พาน้องจิกับเพื่อนไปพบลุงผู้ใหญ่บ้าน ลุงผู้ใหญ่ชื่อ จะเอ็ง..ซึ่งแปลว่า เทวดา ….เราไปหาลุงที่บ้านแต่ภรรยาลุงบอกว่า ลุงไปตัดหญ้าในไร่…พวกเราก็เลยเดินไปหาลุงในไร่…ซึ่งตลอดทางที่เราได้เดินไปหาลุงนั้น อาจารย์ก็ได้อธิบายพืชพรรณต่างๆที่น้องจิไม่เคยเห็น… ซึ่งทำให้เห็นวิถีชีวิตการอยู่ร่วมกันในสังคมของชุมชนกะเหรี่ยงเป็นอย่างดีและน่าอยู่มากๆค่ะ….น้องจิจะยังไม่เล่าเรื่องราวต่างๆที่ไปมานะคะ..แต่จะบอกว่าไปแล้วได้อะไรมาบ้างก่อน…เรื่องเล่าสนุกๆมีมากมายแต่เอาไว้ทีหลัง อิอิ

ด้านการเกษตรและการทำมาหากิน

…….สวนของลุงผู้ใหญ่มีผลไม้หลายชนิด…เช่น  เงาะ ส้มโอ ลูกจาก ส่วนผักก็มีมากมาย เช่น เฉอเก้ซา(พริก) โละเก้ซา(ฟักทอง)  ถี่คว้าซา(แตงกวา) ถี่มึงซา (แตงไทย)  หย่องคว้าทองหมุ่งซา (มะเขือพวง)  และที่น้องจิเห็นอีกส่วนหนึ่งของการเกษตรกะเหรี่ยงก็คือ..การปลูกข้าวไร่…ชาวกะเหรี่ยงนั้นมีวัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับข้าวไม่เหมือนกับเกษตรกรอย่างเราๆ…นั่นก็คือเขาจะมีการทำ สะเด่อ เปรียบเสมือนฉัตร เอาไว้ขอพรเจ้าพ่อเจ้าแม่ให้พืชผลออกมาดี  แต่แถวบ้านน้องจิหรือที่น้องจิเคยพบเห็นมานั้นจะมีการทำขวัญข้าว มีการลงแขกเกี่ยวข้าว…ซึ่งชุมชนกะเหรี่ยงไม่มี…ที่สำคัญพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกนั้นจะเป็นพันธุ์เหลืองเงิน(บึ๊จิว่ะ) หนวดดำ(บึ๊ซาลิน่า)…ซึ่งชาวกะเหรี่ยงนั้นจะไม่ปลูกเพื่อขายแต่จะปลูกเพื่อกินภายในบ้านเท่านั้น…..ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่จะปลูกพืชผักเพื่อดำรงชีวิตมากกว่าการทำงานในส่วนอื่นๆ…ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือจะไม่พบเด็กที่รุ่นๆเดียวกับน้องจิเลยภายในหมู่บ้าน(เด็กหายไปไหนหมด????)….พืชที่น้องจิสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ลำไย…แทบทุกบ้านจะมีต้นลำไยปลูกไว้แถมดกอีกด้วย…ทำให้น้องจิกับเพื่อนกินลำไยกันอย่างอร่อยเหาะไปเลยเจ้าค่ะ….ซึ่งไปมีผลกับเพื่อนน้องจิที่เกิดอาการไข้ขึ้น..หน่วยพยายาลอย่างน้องจิก็ต้องคอยส่งยาสิเจ้าค่ะ อิอิ

ด้านความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคนกะเหรี่ยงในชุมชนตะเพินคี่

……..เท่าที่น้องจิสังเกตดู…คนในชุมชนตะเพินคี่นั้นจะอยู่กันแบบญาติพี่น้อง….ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมักจะพูดเป็นภาษากะเหรี่ยง ….พระอาทิตย์ส่องแสงก็ออกไปทำไร่ทำนา…พอพระอาทิตย์ตกดินก็กลับบ้าน…แต่คนกะเหรี่ยงนั้นจะรอให้สมาชิกทุกคนในบ้านครบหมดจึงจะกินข้าวพร้อมกัน(น่ารักชะมัด)…..ลักษณะของบ้านจะเป็นบ้านที่ทำง่ายๆมีบันได ซึ่งบันไดแต่ละขั้นนั้นจะมีขนาดไม่เท่ากันเจ้าค่ะ ใครที่เดินตกบันไดหรือกระโดดข้ามบันไดนั้นต้องทำการขอขมาครั้งใหญ่เลยเพราะเขาถือมากๆ….

ด้านประเพณีวัฒนธรรม

……..ประเพณีของคนกะเหรี่ยงนี้น่าสนใจเจ้าค่ะ….ตั้งแต่เกิดเลย เด็กแรกเกินนั้นจะโกนผมออกเพราะเขาเชื่อกันว่า เด็กจะโตเร็ว…ส่วนประเพณีที่เกี่ยวกับการเกษตรก็มี  ประเพณีข้าวใหม่ เป็นการบูชาแม่โพสพ จะทำกันในเดือน 3 ของทุกปี…และประเพณีที่เกี่ยวการเรียกขวัญกำลังใจก็คือ ประเพณีการผูกข้อมือ…กะเหรี่ยงชุมชนนี้เป็นกะเหรี่ยงด้ายเหลืองเจ้าค่ะ…ซึ่งประเพณีผูกข้อมือนี้จะทำกันในเดือน 5 ของทุกปีค่ะ….นอกจากนี้ยังมีประเพณีการแต่งงาน….ซึ่งน่าสนใจมากค่ะ ลุงผู้ใหญ่บอกว่า เกิดมาเป็นคนกะเหรี่ยงนี้ขาดทุนแม้กระทั่งจะไปขอลูกสาวเขาแต่งงาน…ซึ่งคนกะเหรี่ยงเวลาจะแต่งงานจะไม่ใช้สินสอดในการสู่ขอ ถ้ารักใคร่ชอบคอกันก็จะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอแล้วก็มาอยู่เลย…ถ้าลูกชายเราไปชอบลูกสาวคนไทยละก็ เราจะต้องหาสินสอดไปให้เขา…แต่ถ้าลูกชายที่เป็นคนไทยมาชอบลูกสาวกะเหรี่ยงเขาไม่ต้องให้สินสอดเรา (มีงี้ด้วยนะเนี่ย)

ด้านดนตรีและภาษา

……..ชาวกะเหรี่ยงมีภาษาที่น่าฟังมากค่ะ…น้องจิไปอยู่ที่นั่นก็พอจะพูดจะฟังได้บ้าง….น้องจิค่อนข้างที่จะชอบถาม ชอบพูดจึงทำให้ชาวบ้านดูคุ้นเคยดี….น้องจิพยายามฝึกพูดภาษากะเหรี่ยงให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็เป็นคำทักทายและคำที่ต้องใช้กันบ่อยๆ…ภาษาของเขามีตัวเขียน…ซึ่งลุงคนหนึ่งเขียนภาษาให้น้องจิดูเป็นภาษาที่เขียนแล้วสับสนเหมือนกัน 55555++…แต่อาจารย์ของน้องจิ อ่านออก เขียนได้สบายมาก…เรื่องดนตรีของชุมชนนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ชาวบ้านจะมีการรำตรง..เป็นการแสดงที่หาดูได้ยากมากๆ..น้องจิก็โชคดีที่มีโอกาสได้เห็น ทั้งการเต้น ท่ารำ เครื่องดนตรีที่ใช้…ซึ่งท่ารำแต่ละท่านั้นก็มีความหมายที่แตกต่างกันออกไปและสอดคล้องกับเนื้อเพลงที่เป็นภาษากะเหรี่ยงที่ร้องด้วย (ฟังแล้วมันได้บรรยากาศของชาวเขามากๆค่ะ)

ด้านหัตถกรรมและงานฝีมือ

……ชุมชนกะเหรี่ยงส่วนใหญ่นั้น ..ผู้ชายจะออกไปทำไร่ทำนา…ส่วนผู้หญิงนั้นจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกและทอผ้า…ผ้าที่ทอนั้นจะมีลวดลายต่างๆเช่น ไช่เผลว  ไช่เด้ยอง  อะมีซา  เฌออะไก  อะสะ (ภาษาสำเนียงที่น้องจิเขียนนี้อาจจะเพี้ยนหน่อยนะคะ เพราะว่าน้องจิเป็นกะเหรี่ยงเหน่อ เอ๊ยไม่ใช่  ความจริงภาษากะเหรี่ยงไม่สามารถจะนำมาเขียนเป็นภาษาไทยได้เพราะมันมีเสียงก้องเสียงกักออกเสียงต่างจากภาษาไทยมากๆเลยค่ะ ถ้าเพี้ยนเสียงวรรณยุกต์ไปแค่นิดเดียวก็เป็นอีกความหมายหนึ่งเลย อันนี้น่ากลัวมากๆขอบอก อิอิ )สีสันสดใสมากๆเลยค่ะทั้งสีแดง สีเหลือง สีฟ้า สมกับเป็นชาวกะเหรี่ยงจริงๆ….น้องจิซื้อย่ามกะเหรี่ยงมาหนึ่งใบสีฟ้า ซึ่งไปดูเขาทอมาด้วย อิอิ…ผ้าถุงที่ชาวบ้านทอนั้นจะนำไว้ใช้เองในพิธีกรรมต่างๆ…แต่ถ้ามีนักท่องเที่ยวจะซื้อ เขาก็ยินดีขายให้…เห็นยายนั่งทอผ้าแล้วมันแสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อน ความอดทน มานะ ที่จะนำด้ายทีละเส้นมาเรียงและเย็บเข้าด้วยกัน…นี่แหละเจ้าค่ะงานฝีมือแท้ๆเลย

ด้านการปกครอง

……ชาวกะเหรี่ยงนี้มีการควบคุมภายในหมู่บ้านที่แตกต่างไปจากเราเจ้าค่ะ…ถ้าเป็นบ้านเรานั้น พระภิกษุจะมีหน้าที่สั่งสอนให้ประชาชนเป็นคนดี ตำรวจมีหน้าที่ตรวจตราดูแลความสงบสุข ….แต่ชาวกะเหรี่ยงนี้มีเจ้าวัด ซึ่งเป็นบุคคลภายในหมู่บ้านที่เชื่อกันว่า เจ้าพ่อเป็นผู้สั่งให้เขามาคอยสั่งสอนควบคุมดูแลความประพฤติ…ดังนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าวัด จึงมีหน้าที่คอยตักเตือนสั่งสอนคนในหมู่บ้านให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสม ห้ามนำเหล้า สิ่งเสพย์ติดเข้ามาในหมู่บ้านเด็ดขาด…..และผู้ที่จะทำหน้าที่ตัดสินความผิดเมื่อเกิดการฝ่าฝืนก็คือ ผู้ใหญ่บ้าน….ดังนั้นคนที่จะมีอำนาจในชุมชนก็มี 2 คนก็คือ  เจ้าวัดและผู้ใหญ่บ้าน

ภายในถ้ำตะเพินทองเจ้าค่ะ

ภายในถ้ำตะเพินธรรมค่ะ

น้ำตกตะเพินคี่น้อยค่ะ....มีสัตว์แปลกๆอยู่เต็มเลยเอาไว้น้องจิจะเอารูปมาลงให้ดูอีกนะคะ

ด้านการท่องเที่ยว

……ที่หมู่บ้านตะเพินคี่ อ.ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวสุพรรณที่มีคนขนานนามว่า สวิซเซอร์แลนด์เมืองไทยเลยเจ้าค่ะ เพราะอากาศที่นั่นเย็นสบายตลอดทั้งวัน แถมวิวทิวทัศน์สวยงามไปด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ที่สลับกันไปมามองแล้วเวียนหัว 55555++….(เว่อเกิน)….ข้างหมู่บ้านมีน้ำตกด้วยเจ้าค่ะ น้ำตกก็มีอยู่สองที่ด้วยกันก็คือ น้ำตกตะเพินคี่น้อยและน้ำตกตะเพินคี่ใหญ่…ระหว่างการเดินทางไปน้ำตก อาจารย์ก็ชี้ต้นไม้แปลกๆให้ดูมากมายโดยเฉพาะเห็นพันธุ์ต่างๆ เช่น เห็ดร่างแห(เยื่อไผ่)  เห็ดปะการัง (เหมือนปะการังมากๆ ถ้าเอามาปลูกไว้ที่บ้านคงจะมีคนมาขอหวยกันแน่ๆ อิอิ )  นอกจากน้ำตกแล้วยังมีถ้ำอีก 4 แห่งด้วยกันเจ้าค่ะ…คือ ถ้ำตะเพินทอง ถ้ำตะเพินเงิน ถ้ำเพชร ถ้ำตะเพินธรรม  ซึ่งน้องจิไปได้แค่ 2 ถ้ำคือ ตะเพินทอง กับ ถ้ำตะเพินธรรม อีกสองถ้ำเอาไว้โอกาสหน้านะจ๊ะ ...แถมยังมีที่ให้นักไต่เขาปีนขึ้นไปบนยอดเขาเทวดา ซึ่งถือว่าใครมาถึงตะเพินคี่แล้วไม่ขึ้นเขาเทวดาถือว่ามายังไม่ถึง บนยอดเขาก็จะเขียนไว้ว่าเป็นจุดสูงสุดของสุพรรณเลยค่ะ  อิอิ….

นี่แหละค่ะ.....จุดสูงสุดของสุพรรณของแท้.....^_^!!

เห็นเขาแล้วเวียนหัวเจ้าค่ะ......อิอิ

……ที่หมู่บ้านนี้มีตาน้ำผุด(ไถ่ทองผุ)….ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ชาวบ้านใช้สอยกัน….เวลาเอามือล้วงลงไปแล้วมันเหมือนจะดูดนิดๆด้วยเจ้าค่ะ…ตาน้ำผุดของหมู่บ้านนี้มี 4 จุดด้วยกันจุดแรกคือ “ที่ไคร่เซอะ” แปลว่า ห้วยเต่าดำเป็นตาน้ำผุดที่สูบน้ำมาใช้บนเขาในอุทยาน   จุดที่สองคือ “ที่กะเพ้อ” จุดนี้เป็นจุดที่ชาวบ้านนำมาใช้สอยกัน  จุดที่สามคือ “ที่ขรุเผ่อ” จุดนี้ชาวบ้านก็นำมาใช้ในหมู่บ้านเช่นกัน จุดสุดท้ายคือ “ที่ต่าไม่” เป็นตาน้ำผุดที่นำมาใช้บริเวณที่เป็นบ้านสวนกล้วยไม้ ดังนั้น หมู่บ้านนี้ไม่มีน้ำปะปาแต่น้ำใสเย็นยิ่งกว่าปะปาบ้านเราอีกเจ้าค่ะ…ลงไปแช่มาแล้ว…อิอิ

นี่เป็นไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน....ใกล้ๆที่พักค่ะ

.....รูปยังไม่หมดเจ้าค่ะ....แต่อยู่ในกล้องของพี่ๆ...น้องจิมีโอกาสสวมชุดกะเหรี่ยงด้วย เอาไว้จะเอามาลงให้ดูอีกนะคะ.....

……..นี่คือรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่น้องจิเก็บมาฝาก..หลังจากไปบุกหมู่บ้านกะเหรี่ยงมานะเจ้าคะ….ส่วนเรื่องราวสนุกๆนั้นยังไม่ได้เล่าเจ้าค่ะ…มีอีกมากเอาไว้เป็นคราวหน้าก็แล้วกัน ตอนนี้น้องจิขอตัวไปทำกิจกรรมหอพักก่อนนะเจ้าคะ เดี๋ยวจะตกหอซะก่อน อิอิ….

………รักและคิดถึงทุกๆท่านนะคะ รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ…หนูจิ…กอดๆๆๆๆๆๆ