โก๊ะจิจัง แซ่เฮ
เด็กเสียงเหน่อ จิราภรณ์ โก๊ะจิจัง แซ่เฮ กาญจนสุพรรณ

วัฒนธรรมกะเหรี่ยง


.....สวัสดีเจ้าค่ะทุกๆท่านที่น่ารัก....กลับมาอีกครั้งจากการที่ห่างหายไปหลายอาทิตย์... น้องจิไปลงพื้นที่ศึกษาวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่หมู่บ้านตะเพินคี่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี..(จังหวัดคุ้นๆชะมัด อิอิ)….อันที่จริงแล้วการลงพื้นที่คราวนี้ไม่ได้อยู่ในวิชาเรียนของน้องจิเจ้าค่ะ แต่มันอยู่ในวิชาเรียนของรุ่นพี่ปี 3 ทีนี้อาจารย์เขาชวนน้องจิกับเพื่อนอีกคนหนึ่งไปด้วย เพราะเห็นว่าช่วยอาจารย์ทำงานวิจัยเกี่ยวกับลาวครั่งอยู่….น้องจิกับเพื่อนก็เลยรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ อิอิ….รุ่นพี่ปี 3 จะเดินทางในวันที่ 6 กรกฏาคม…แต่อาจารย์ น้องจิกับเพื่อน จะเดินทางล่วงหน้าไปก่อนเพื่อเตรียมดูพื้นที่และถือโอกาสสำรวจหมู่บ้านไปก่อนด้วย อาจารย์ น้องจิกับเพื่อนเดินทางตั้งแต่วันที่ 3 กรกฏาคม…

……พอไปถึงขนส่งด่านช้าง….ก็มีเพื่อนของอาจารย์ชื่อว่า ครูใหญ่…ขับรถมารับ…ระยะทางจากขนส่งด่านช้างไปหมู่บ้านตะเพินคี่ประมาณ 50 กิโลเจ้าค่ะ…น้องจิกับเพื่อนนั่งข้างหลังไป…เพราะอยากรับลมและก็ถ่ายรูป…ส่วนหน้ารถเอาไว้เก็บของ 5555++…..อาจารย์บอกว่า ที่หมู่บ้านนั้นไม่มีไฟฟ้า น้ำปะปา ….น้องจิกับเพื่อนจึงเตรียมเทียนไปเต็มที่….พอรถวิ่งขับไปสิ้นสุดที่ถนนลาดยาง…ทีนี้ก็เป็นถนนดินธรรมดาแล้วเจ้าค่ะ…เป็นอะไรที่สนุกและผจญภัยมากๆ….เส้นทางคดเคี้ยว ต้องขึ้นไปบนเขาข้ามเขาประมาณ 4-5 ลูกเจ้าค่ะ….ลุยจริงๆ

เส้นทางที่ผจญภัย

……พอไปถึงหมู่บ้านตะเพินคี่แล้ว พวกเราก็กางเต้นท์ จุดไฟ ต้มน้ำ…แล้วก็เข้านอน…สิ่งที่ไม่คาดหวังว่าจะได้เจอในเมืองสุพรรณก็คือ..ทะเลหมอกในตอนเช้าตรู่เจ้าค่ะ….อากาศที่หมู่บ้านแทบจะไม่มีแสงแดดเลย อุณหภูมิประมาณ 19 องศา…แอบไปดูเทอร์โมมิเตอร์ของเจ้าหน้าที่มา อิอิ…หนาวมากๆ….แต่ก็คุ้มค่าเมื่อตื่นมายามเช้าแล้วเจอภาคบรรยากาศที่ขึ้นชื่อว่า ” สวิซเซอร์แลนด์เมืองไทย”  ใครน้อเป็นคนตั้งฉายานี้ให้กับหมู่บ้านตะเพินคี่ แจ๋วจริงๆ…อยากให้ทุกท่านมาสัมผัสด้วยตัวเองจังเลยค่ะ

ดอกหญ้าออกมาเต้นระบำกันอย่างเริงร่าในยามเช้า.............อิอิ

ทะเลหมอกยามเช้า......ที่สุพรรณมีด้วยหรือเนี่ย อิอิ

…….วันแรกของการผจญภัยคือ..อาจารย์กับครูใหญ่พาน้องจิกับเพื่อนไปพบลุงผู้ใหญ่บ้าน ลุงผู้ใหญ่ชื่อ จะเอ็ง..ซึ่งแปลว่า เทวดา ….เราไปหาลุงที่บ้านแต่ภรรยาลุงบอกว่า ลุงไปตัดหญ้าในไร่…พวกเราก็เลยเดินไปหาลุงในไร่…ซึ่งตลอดทางที่เราได้เดินไปหาลุงนั้น อาจารย์ก็ได้อธิบายพืชพรรณต่างๆที่น้องจิไม่เคยเห็น… ซึ่งทำให้เห็นวิถีชีวิตการอยู่ร่วมกันในสังคมของชุมชนกะเหรี่ยงเป็นอย่างดีและน่าอยู่มากๆค่ะ….น้องจิจะยังไม่เล่าเรื่องราวต่างๆที่ไปมานะคะ..แต่จะบอกว่าไปแล้วได้อะไรมาบ้างก่อน…เรื่องเล่าสนุกๆมีมากมายแต่เอาไว้ทีหลัง อิอิ

ด้านการเกษตรและการทำมาหากิน

…….สวนของลุงผู้ใหญ่มีผลไม้หลายชนิด…เช่น  เงาะ ส้มโอ ลูกจาก ส่วนผักก็มีมากมาย เช่น เฉอเก้ซา(พริก) โละเก้ซา(ฟักทอง)  ถี่คว้าซา(แตงกวา) ถี่มึงซา (แตงไทย)  หย่องคว้าทองหมุ่งซา (มะเขือพวง)  และที่น้องจิเห็นอีกส่วนหนึ่งของการเกษตรกะเหรี่ยงก็คือ..การปลูกข้าวไร่…ชาวกะเหรี่ยงนั้นมีวัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับข้าวไม่เหมือนกับเกษตรกรอย่างเราๆ…นั่นก็คือเขาจะมีการทำ สะเด่อ เปรียบเสมือนฉัตร เอาไว้ขอพรเจ้าพ่อเจ้าแม่ให้พืชผลออกมาดี  แต่แถวบ้านน้องจิหรือที่น้องจิเคยพบเห็นมานั้นจะมีการทำขวัญข้าว มีการลงแขกเกี่ยวข้าว…ซึ่งชุมชนกะเหรี่ยงไม่มี…ที่สำคัญพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกนั้นจะเป็นพันธุ์เหลืองเงิน(บึ๊จิว่ะ) หนวดดำ(บึ๊ซาลิน่า)…ซึ่งชาวกะเหรี่ยงนั้นจะไม่ปลูกเพื่อขายแต่จะปลูกเพื่อกินภายในบ้านเท่านั้น…..ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่จะปลูกพืชผักเพื่อดำรงชีวิตมากกว่าการทำงานในส่วนอื่นๆ…ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือจะไม่พบเด็กที่รุ่นๆเดียวกับน้องจิเลยภายในหมู่บ้าน(เด็กหายไปไหนหมด????)….พืชที่น้องจิสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ลำไย…แทบทุกบ้านจะมีต้นลำไยปลูกไว้แถมดกอีกด้วย…ทำให้น้องจิกับเพื่อนกินลำไยกันอย่างอร่อยเหาะไปเลยเจ้าค่ะ….ซึ่งไปมีผลกับเพื่อนน้องจิที่เกิดอาการไข้ขึ้น..หน่วยพยายาลอย่างน้องจิก็ต้องคอยส่งยาสิเจ้าค่ะ อิอิ

ด้านความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคนกะเหรี่ยงในชุมชนตะเพินคี่

……..เท่าที่น้องจิสังเกตดู…คนในชุมชนตะเพินคี่นั้นจะอยู่กันแบบญาติพี่น้อง….ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมักจะพูดเป็นภาษากะเหรี่ยง ….พระอาทิตย์ส่องแสงก็ออกไปทำไร่ทำนา…พอพระอาทิตย์ตกดินก็กลับบ้าน…แต่คนกะเหรี่ยงนั้นจะรอให้สมาชิกทุกคนในบ้านครบหมดจึงจะกินข้าวพร้อมกัน(น่ารักชะมัด)…..ลักษณะของบ้านจะเป็นบ้านที่ทำง่ายๆมีบันได ซึ่งบันไดแต่ละขั้นนั้นจะมีขนาดไม่เท่ากันเจ้าค่ะ ใครที่เดินตกบันไดหรือกระโดดข้ามบันไดนั้นต้องทำการขอขมาครั้งใหญ่เลยเพราะเขาถือมากๆ….

ด้านประเพณีวัฒนธรรม

……..ประเพณีของคนกะเหรี่ยงนี้น่าสนใจเจ้าค่ะ….ตั้งแต่เกิดเลย เด็กแรกเกินนั้นจะโกนผมออกเพราะเขาเชื่อกันว่า เด็กจะโตเร็ว…ส่วนประเพณีที่เกี่ยวกับการเกษตรก็มี  ประเพณีข้าวใหม่ เป็นการบูชาแม่โพสพ จะทำกันในเดือน 3 ของทุกปี…และประเพณีที่เกี่ยวการเรียกขวัญกำลังใจก็คือ ประเพณีการผูกข้อมือ…กะเหรี่ยงชุมชนนี้เป็นกะเหรี่ยงด้ายเหลืองเจ้าค่ะ…ซึ่งประเพณีผูกข้อมือนี้จะทำกันในเดือน 5 ของทุกปีค่ะ….นอกจากนี้ยังมีประเพณีการแต่งงาน….ซึ่งน่าสนใจมากค่ะ ลุงผู้ใหญ่บอกว่า เกิดมาเป็นคนกะเหรี่ยงนี้ขาดทุนแม้กระทั่งจะไปขอลูกสาวเขาแต่งงาน…ซึ่งคนกะเหรี่ยงเวลาจะแต่งงานจะไม่ใช้สินสอดในการสู่ขอ ถ้ารักใคร่ชอบคอกันก็จะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอแล้วก็มาอยู่เลย…ถ้าลูกชายเราไปชอบลูกสาวคนไทยละก็ เราจะต้องหาสินสอดไปให้เขา…แต่ถ้าลูกชายที่เป็นคนไทยมาชอบลูกสาวกะเหรี่ยงเขาไม่ต้องให้สินสอดเรา (มีงี้ด้วยนะเนี่ย)

ด้านดนตรีและภาษา

……..ชาวกะเหรี่ยงมีภาษาที่น่าฟังมากค่ะ…น้องจิไปอยู่ที่นั่นก็พอจะพูดจะฟังได้บ้าง….น้องจิค่อนข้างที่จะชอบถาม ชอบพูดจึงทำให้ชาวบ้านดูคุ้นเคยดี….น้องจิพยายามฝึกพูดภาษากะเหรี่ยงให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็เป็นคำทักทายและคำที่ต้องใช้กันบ่อยๆ…ภาษาของเขามีตัวเขียน…ซึ่งลุงคนหนึ่งเขียนภาษาให้น้องจิดูเป็นภาษาที่เขียนแล้วสับสนเหมือนกัน 55555++…แต่อาจารย์ของน้องจิ อ่านออก เขียนได้สบายมาก…เรื่องดนตรีของชุมชนนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ชาวบ้านจะมีการรำตรง..เป็นการแสดงที่หาดูได้ยากมากๆ..น้องจิก็โชคดีที่มีโอกาสได้เห็น ทั้งการเต้น ท่ารำ เครื่องดนตรีที่ใช้…ซึ่งท่ารำแต่ละท่านั้นก็มีความหมายที่แตกต่างกันออกไปและสอดคล้องกับเนื้อเพลงที่เป็นภาษากะเหรี่ยงที่ร้องด้วย (ฟังแล้วมันได้บรรยากาศของชาวเขามากๆค่ะ)

ด้านหัตถกรรมและงานฝีมือ

……ชุมชนกะเหรี่ยงส่วนใหญ่นั้น ..ผู้ชายจะออกไปทำไร่ทำนา…ส่วนผู้หญิงนั้นจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกและทอผ้า…ผ้าที่ทอนั้นจะมีลวดลายต่างๆเช่น ไช่เผลว  ไช่เด้ยอง  อะมีซา  เฌออะไก  อะสะ (ภาษาสำเนียงที่น้องจิเขียนนี้อาจจะเพี้ยนหน่อยนะคะ เพราะว่าน้องจิเป็นกะเหรี่ยงเหน่อ เอ๊ยไม่ใช่  ความจริงภาษากะเหรี่ยงไม่สามารถจะนำมาเขียนเป็นภาษาไทยได้เพราะมันมีเสียงก้องเสียงกักออกเสียงต่างจากภาษาไทยมากๆเลยค่ะ ถ้าเพี้ยนเสียงวรรณยุกต์ไปแค่นิดเดียวก็เป็นอีกความหมายหนึ่งเลย อันนี้น่ากลัวมากๆขอบอก อิอิ )สีสันสดใสมากๆเลยค่ะทั้งสีแดง สีเหลือง สีฟ้า สมกับเป็นชาวกะเหรี่ยงจริงๆ….น้องจิซื้อย่ามกะเหรี่ยงมาหนึ่งใบสีฟ้า ซึ่งไปดูเขาทอมาด้วย อิอิ…ผ้าถุงที่ชาวบ้านทอนั้นจะนำไว้ใช้เองในพิธีกรรมต่างๆ…แต่ถ้ามีนักท่องเที่ยวจะซื้อ เขาก็ยินดีขายให้…เห็นยายนั่งทอผ้าแล้วมันแสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อน ความอดทน มานะ ที่จะนำด้ายทีละเส้นมาเรียงและเย็บเข้าด้วยกัน…นี่แหละเจ้าค่ะงานฝีมือแท้ๆเลย

ด้านการปกครอง

……ชาวกะเหรี่ยงนี้มีการควบคุมภายในหมู่บ้านที่แตกต่างไปจากเราเจ้าค่ะ…ถ้าเป็นบ้านเรานั้น พระภิกษุจะมีหน้าที่สั่งสอนให้ประชาชนเป็นคนดี ตำรวจมีหน้าที่ตรวจตราดูแลความสงบสุข ….แต่ชาวกะเหรี่ยงนี้มีเจ้าวัด ซึ่งเป็นบุคคลภายในหมู่บ้านที่เชื่อกันว่า เจ้าพ่อเป็นผู้สั่งให้เขามาคอยสั่งสอนควบคุมดูแลความประพฤติ…ดังนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าวัด จึงมีหน้าที่คอยตักเตือนสั่งสอนคนในหมู่บ้านให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสม ห้ามนำเหล้า สิ่งเสพย์ติดเข้ามาในหมู่บ้านเด็ดขาด…..และผู้ที่จะทำหน้าที่ตัดสินความผิดเมื่อเกิดการฝ่าฝืนก็คือ ผู้ใหญ่บ้าน….ดังนั้นคนที่จะมีอำนาจในชุมชนก็มี 2 คนก็คือ  เจ้าวัดและผู้ใหญ่บ้าน

ภายในถ้ำตะเพินทองเจ้าค่ะ

ภายในถ้ำตะเพินธรรมค่ะ

น้ำตกตะเพินคี่น้อยค่ะ....มีสัตว์แปลกๆอยู่เต็มเลยเอาไว้น้องจิจะเอารูปมาลงให้ดูอีกนะคะ

ด้านการท่องเที่ยว

……ที่หมู่บ้านตะเพินคี่ อ.ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวสุพรรณที่มีคนขนานนามว่า สวิซเซอร์แลนด์เมืองไทยเลยเจ้าค่ะ เพราะอากาศที่นั่นเย็นสบายตลอดทั้งวัน แถมวิวทิวทัศน์สวยงามไปด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ที่สลับกันไปมามองแล้วเวียนหัว 55555++….(เว่อเกิน)….ข้างหมู่บ้านมีน้ำตกด้วยเจ้าค่ะ น้ำตกก็มีอยู่สองที่ด้วยกันก็คือ น้ำตกตะเพินคี่น้อยและน้ำตกตะเพินคี่ใหญ่…ระหว่างการเดินทางไปน้ำตก อาจารย์ก็ชี้ต้นไม้แปลกๆให้ดูมากมายโดยเฉพาะเห็นพันธุ์ต่างๆ เช่น เห็ดร่างแห(เยื่อไผ่)  เห็ดปะการัง (เหมือนปะการังมากๆ ถ้าเอามาปลูกไว้ที่บ้านคงจะมีคนมาขอหวยกันแน่ๆ อิอิ )  นอกจากน้ำตกแล้วยังมีถ้ำอีก 4 แห่งด้วยกันเจ้าค่ะ…คือ ถ้ำตะเพินทอง ถ้ำตะเพินเงิน ถ้ำเพชร ถ้ำตะเพินธรรม  ซึ่งน้องจิไปได้แค่ 2 ถ้ำคือ ตะเพินทอง กับ ถ้ำตะเพินธรรม อีกสองถ้ำเอาไว้โอกาสหน้านะจ๊ะ ...แถมยังมีที่ให้นักไต่เขาปีนขึ้นไปบนยอดเขาเทวดา ซึ่งถือว่าใครมาถึงตะเพินคี่แล้วไม่ขึ้นเขาเทวดาถือว่ามายังไม่ถึง บนยอดเขาก็จะเขียนไว้ว่าเป็นจุดสูงสุดของสุพรรณเลยค่ะ  อิอิ….

นี่แหละค่ะ.....จุดสูงสุดของสุพรรณของแท้.....^_^!!

เห็นเขาแล้วเวียนหัวเจ้าค่ะ......อิอิ

……ที่หมู่บ้านนี้มีตาน้ำผุด(ไถ่ทองผุ)….ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ชาวบ้านใช้สอยกัน….เวลาเอามือล้วงลงไปแล้วมันเหมือนจะดูดนิดๆด้วยเจ้าค่ะ…ตาน้ำผุดของหมู่บ้านนี้มี 4 จุดด้วยกันจุดแรกคือ “ที่ไคร่เซอะ” แปลว่า ห้วยเต่าดำเป็นตาน้ำผุดที่สูบน้ำมาใช้บนเขาในอุทยาน   จุดที่สองคือ “ที่กะเพ้อ” จุดนี้เป็นจุดที่ชาวบ้านนำมาใช้สอยกัน  จุดที่สามคือ “ที่ขรุเผ่อ” จุดนี้ชาวบ้านก็นำมาใช้ในหมู่บ้านเช่นกัน จุดสุดท้ายคือ “ที่ต่าไม่” เป็นตาน้ำผุดที่นำมาใช้บริเวณที่เป็นบ้านสวนกล้วยไม้ ดังนั้น หมู่บ้านนี้ไม่มีน้ำปะปาแต่น้ำใสเย็นยิ่งกว่าปะปาบ้านเราอีกเจ้าค่ะ…ลงไปแช่มาแล้ว…อิอิ

นี่เป็นไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน....ใกล้ๆที่พักค่ะ

.....รูปยังไม่หมดเจ้าค่ะ....แต่อยู่ในกล้องของพี่ๆ...น้องจิมีโอกาสสวมชุดกะเหรี่ยงด้วย เอาไว้จะเอามาลงให้ดูอีกนะคะ.....

……..นี่คือรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่น้องจิเก็บมาฝาก..หลังจากไปบุกหมู่บ้านกะเหรี่ยงมานะเจ้าคะ….ส่วนเรื่องราวสนุกๆนั้นยังไม่ได้เล่าเจ้าค่ะ…มีอีกมากเอาไว้เป็นคราวหน้าก็แล้วกัน ตอนนี้น้องจิขอตัวไปทำกิจกรรมหอพักก่อนนะเจ้าคะ เดี๋ยวจะตกหอซะก่อน อิอิ….

………รักและคิดถึงทุกๆท่านนะคะ รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ…หนูจิ…กอดๆๆๆๆๆๆ

คำสำคัญ (Tags): #กะเหรี่ยง#หนูจิ
หมายเลขบันทึก: 275833เขียนเมื่อ 12 กรกฎาคม 2009 13:40 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 21:03 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (32)

เคยไปมาแล้ว ครูใหญ่สบายดีไหม พูดได้กี่คำแล้ว ขอไปเอาะเม ก่อนนะ ฮ่าๆๆ

ดีจังเลย...แล้วเป็นไงบ้างสบายดีนะ....คิดถึงเสมอนะค่ะ

สวัสดีเจ้าค่ะ ครูเสียงเหน่อๆ

....ไปมาแล้วหรอค่ะ อิอิ วันหลังไปกันอีกนะ เพราะว่าน้องจิชอบมากๆเลย คิดถึงนะคะ ตอนนี้อยู่มหาวิทยาลัยหรือเปล่าค่ะ จะไปให้สอนอังกฤษเหน่อๆอีก อิอิ...รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ...หนูจิ

สวัสดีเจ้าค่ะ พี่ก้อย

...สบายดีค่ะ พี่สบายดีนะคะ สวยวันสวยคืนเลยเน้อ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ กอดๆๆ..หนูจิ

ไม่ได้พบหลานนานมาก กลับมาพร้อมความรู้มากมายเลยนะ

สวัสดีเจ้าค่ะ น้าเบดูอิน

....คิดถึงจังเลย สบายดีไหมเจ้าค่ะ หลานก็คิดถึงเจ้าค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ หลานพยายามหาความรู้ให้ตัวเองมากๆ แล้วจะนำความรู้มาเล่าให้ฟังบ่อยๆนะคะ ไม่มากก็น้อย อิอิ...กอดๆๆๆ เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ...หนูจิ

และแล้วท่านพี่ขจิต โจบาเอ ก็มาคนแรกเลย

ว้าว น่าสนใจมากๆ เลยค่ะภาพงามสุดยอดค่ะ

คราวหน้าชวนพี่เซอเซอพู ไปด้วยนะ ชอบจัง

น้องสบายดีนะ ช่วงนี้ไข้หวัดเยอะ แลลูทียังเอ่ย

 

 

 

ภาพสวยมากครับ .....ครูคนหนึ่งที่เป็นศิษฐ์เก่าสนามจันทร์

สวัสดีค่ะ่ หนูจิ

* ยังกะทะลหมอก ภูชี้ฟ้า บ้านพี่แน่ะ

* ภาพเเรก สวย ชอบค่ะ

* เรื่องราวน่าสนใจดี

*** เป็นกำลังใจให้ค่ะ ***

สวัสดีค่ะ

  • มาทักทายหลายครั้งแล้ว
  • แต่ลำบากจังนะคะ
  • เปิดช้ามาก ๆ

เจริญพร โยมหลานจิ

หลวงน้าไม่ได้เจอหลานเขียนบันทึกเสียนาน

แต่คิดว่าหลานต้องเรียนหนัก เลยไม่ค่อยมีเวลา

เอาใจช่วยให้หลานจิประสบความสำเร็จในการศึกษา

เจริญพร

สวัสดีจ้าหนูจิ

              ไปหลงธรรมชาติแสนสวยอยุ่นี่เอง...แต่โชคดีที่คนสุพรรณพาไป...อิอิ...ไม่ใช่คนกรุงเทพพาไปหลง

                                      โชคดีจ้า...อย่าลืมเรื่องเรียนนะ

สวัสดีจ้ะ

* เห็นบันทึกนี้แล้วอิจฉาลูกศิษย์จริงๆ

* มีโอกาสหลายครั้งแต่ก็พลาดทุกทีสิน่า  พี่เปิ้ลกองทุนไทยมีค่ายประจำที่นี่ทุกปีเลย

* กลับมาเขียนบันทึกได้ ดีใจด้วยนะที่ไม่เป็นกระเหรียงดอยตก

* รักษาสุขภาพด้วย และสุขกายสุขใจจ้า

รูปสวยมากเลยจ๊ะ คิดถึงนะจ๊ะ กอดๆๆๆๆๆๆ ดูแลตัวเองดีๆด้วยละ

สวัสดีเจ้าค่ะ พี่ปู

...บรรยากาศและมิตรไมตรีของชาวบ้าน งามยิ่งกว่ารูปที่น้องจินำมาฝากอีกเจ้าค่ะ...คิดถึงพี่ปูนะคะ...ตอนนี้ไข้หวัดระบาดมาถึงศิลปากรแล้ว แต่ว่า อาจารย์และพี่ๆคณะเภสัชศาสตร์กำลังคิดค้นยาแก้ไข้หวัดนี้อยู่ค่ะ ..รักษาสุขภาพด้วยนะคะ เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ...หนูจิ

สวัสดีเจ้าค่ะ อาจารย์กู้เกียรติ ญาติเสมอ

....ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยียนน้องจิค่ะ....ตอนนี้ใกล้จะมีงานพระราชทานปริญญาบัตรให้กับพี่ๆที่จบการศึกษาแล้วค่ะ ว่างๆมาเที่ยวสิค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ..หนูจิ

สวัสดีเจ้าค่ะ พี่little cat

....พอได้ขึ้นไปแล้วแทบจะไม่อยากลงมาเลยค่ะพี่...อิอิ อยากไปภูชี้ฟ้าเหมือนกัน ไว้มีโอกาสน้องจิจะไปเที่ยวบ้านพี่นะคะ รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ เป็นกำลังใจให้เช่นกันเจ้าค่ะ...หนูจิ

สวัสดีเจ้าค่ะ พ่อประจักษ์

...สบายดีไหมคะพ่อ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ น้องม่อนโตเร็วจัง อิอิ น่ารักเชียวหล่อเหมือนคุณตาซะด้วย อิอิ คิดถึงพ่อนะคะ กอดๆๆ...หนูจิ

สวัสดีเจ้าค่ะ ป้าคิม

...คิดถึงป้าคิมจังเลย...เส้นทางก็ลำบากแต่น้องจิชอบค่ะ มันท้าทายแล้วก็เป็นธรรมชาติที่น้องจิอยากสัมผัส อิอิ รักษาสุขภาพด้วยนะคะป้าจ๋า..หนูจิ

กราบนมัสการเจ้าค่ะ หลวงน้า

...ตอนนี้หลานก็เรียนหนักพอสมควรเจ้าค่ะ เพราะเนื้อหาวิชาก็ค่อนข้างลึก แล้วก็มีงานภาคสนาม เป็นประสบการณ์ที่ยากจะหาได้ค่ะ..น้องจิต้องเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้มากที่สุด หลวงน้าสบายดีไหมค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ หลานยังรำลึกถึงเสมอเจ้าค่ะ..หนูจิ

สวัสดี น้องโย่

...เดี๋ยววันหลังเรานั่งรถเมล์ไปกัน ไปลงที่ด่านช้าง..แล้วนั่งรถไปลงบ้านกล้วย อีกประมาณ 37 กิโล ที่เหลืออีก 13 กิโล เราเดินขึ้นเขากันไอ้น้อง..มันหยดแน่..อิอิ

สวัสดีเจ้าค่ะ ลุงทอง

...ลุงจ๋า....อันนี้คนสงขลาพาทัวร์ค่ะ..น้องจิก็พึ่งจะไปครั้งแรกเหมือนกัน อิอิ คิดถึงลุงนะคะ รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ..หนูจิ

สวัสดีเจ้าค่ะ ครูพรรณา

....ครูพรรณา ถ้ามีโอกาสต้องรีบไปเลยนะคะ อยู่เมืองสุพรรณถ้าไม่ได้เสียดายแย่...อ๋อ!! ลืมบอกไปว่า มีอยู่จุดหนึ่ง เมื่อขึ้นไปแล้ว สามารถมองเห็น 3 จังหวัด..เขาจะปักป้ายไว้ว่า..ไปที่เดียวเที่ยวสามจังหวัดค่ะ..คิดถึงนะคะ รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ...หนูจิ

สวัสดีเจ้าค่ะ พี่นา

....ถ้ามีโอกาสน้องจิจะพาไปนะคะ อิอิ คิดถึง รักษาสุขภาพด้วยค่ะ..กอดๆๆ..หนูจิ

ขอบคุณ ขอบใจ แม่ยุพิน น้องจิแวะมาเยี่ยมเยือน...ซื้อขนมอร่อยๆมาฝากด้วย

วิวสวยงามมากมายเลยทีเดียว

ไปอย่างหนักยังไงก็ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ

...ทางนนี้ก็ยังคิดถึงอย่างมากมาย..เลยทีเดียว

โชคดีครับ..

  • ว้าว..ไม่เจอกันนาน..
  • ฝีไม้ลายมือจัดจ้านขึ้นเยอะเลย
  • สรุปความก็เก่ง..(ถึงจะเหนอผสมกะเหรี่ยงหน่อยก็เถอะ..?)
  • ลุย ๆ ก็ บ่ ยั้น..
  • นี่สิ..เลือดกาญจนสุพรรณ...
  • อ้าว..อาไม่เกี่ยวด้วยรึ..
  • อิอิ..อ่านแล้วเคลิม..ลืมตัว.
  • อยากไปเที่ยวสุพรรณแบบไม่ใช่สุพรรณแบบน้องจิด้วยจัง..

เห็นภาพแล้วมีความสุขนะหลาน

วิวสวยดี หัดพูดภาษากระเหรี่ยงน่ะดีแล้วเผื่อตกยาก  แต่อย่าพยายามทำหน้าเหมือนกระเหรี่ยงก็แล้วกัน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี