วันนี้ (๗ กค ๒๕๕๒) ผมมีผู้มาขอคำปรึกษาจากศูนย์วิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ไม่ขอเอ่ยนามก็น่าจะดีนะครับ
เขาเป็นชาวอินโดนีเซีย ไปทำงานชั่วคราวที่ศูนย์วิจัยดังกล่าว จบปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์ จากที่ไหนไม่ได้ถาม
ผมถามเขาว่า มาทำอะไร ถ้าช่วยได้ก็จะช่วย
เขาบอกว่า
จะมาช่วยสร้างต้นแบบการปลูกยูคาลิปตัสอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทย และภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ผมฟังแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ ว่าคนจบเศรษฐศาสตร์จะมาทำงานใหญ่ขนาดนี้ และแบบสหสาขาวิชาการได้อย่างไร
เพราะปัญหายูคาลิปตัส เป็นปัญหาที่เน้นไปทาง ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม การศึกษาโดยนักเศรษฐศาสตร์ ไม่น่าจะชัดเจนพอที่จะแก้ไขปัญหาของระบบได้
ผมก็พยายามตั้งคำถามให้ผมได้เข้าใจตัวเขา แต่ก็ไม่ได้ใจความมากนัก ก็เลยขออ่านโครงร่างที่เตรียมมา
ทำให้พอจะมองออกว่า เขาจะใช้ขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ อย่างเคร่งครัด และเป็นขั้นตอนตามลำดับ
คือ
1. เริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลจากการอ่านเอกสารเป็นความรู้ชี้นำ (Literature review)
2. วางแผนการเก็บข้อมูล (Data collection)
3. วิเคราะห์ข้อมูล (Data analysis)
4. นำความรู้ที่ได้ไปสร้างต้นแบบของการจัดการ (Knowledge synthesis)
5. แล้วก็จะนำต้นแบบไปนำเสนอให้ใช้ในชีวิตจริง (Knowledge dissemination)
ผมฟังแล้วก็รู้สึกสงสาร และเสียดายเวลาของเขาขึ้นมาในทันใด
เพราะ การทำเช่นนั้น เป็นเส้นทางที่ยากมาก และยาวไกล กว่าจะได้ข้อสรุปที่ดีในแต่ละด้าน แล้วนำมารวมกันให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด
อุปมาอุปมัย คล้ายๆกันกับ การค้นหาอะไหล่รถที่ดีที่สุดของแต่ละโรงงาน หรือจากต่างยี่ห้อ หรือต่างรุ่นมาประกอบให้เป็นรถยนต์วิ่งได้จริงๆ
ที่ใครๆก็รู้ว่าต้องศึกษามาก ใช้ความพยายามมาก และความสำเร็จเป็นไปได้ยากมากครับ
และความตั้งใจที่ดี อาจจะไร้ความหมาย
และผมได้บอกเขาว่า ต้นแบบที่ดีนั้น พอจะมีอยู่บ้าง สมบูรณ์หรือไม่ ก็ต้องไปว่ากันตามหลักวิชาการ และหาทางปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม ปัญหาหลักๆ ก็เหลือเพียง ว่า จะนำต้นแบบเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติกับบุคคลทั่วไป หรือในพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างไร
นี่คือข้อที่น่าสงสารข้อแรก
เพราะ ในระยะแรกๆ ผมเคยทำงานแบบนั้น ล้มลุกคลุกคลาน เหนื่อยอย่างไม่ค่อยมีประโยชน์กับใครมากนัก
ปัจจุบัน ผมไม่ทำอีกแล้ว เสียดายเวลา และเสียดายชาติเกิดครับ
และระยะหลังได้ปรับเป็น
1. การหาต้นแบบที่สำเร็จ ดีที่สุดที่มี (Best Practices)
2. เก็บข้อมูลต้นแบบ และวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ (Scientific verification)
3. ตรวจเอกสาร เพื่อยืนยันข้อมูลที่ได้รับ (Literature review)
4. ติดต่อ และรับฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง (Stakeholder verification)
5. เชื่อมโยงความรู้ที่ได้สู่เป้าหมายของการแก้ปัญหา (Practices to policy) โดยใช้ต้นแบบที่สำเร็จ ข้อมูลต้นแบบ วิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อมูลนำทาง
และ เมื่อมาพบผม
ผมเสนอให้กลับระบบคิดในการทำงาน
โดยเริ่มต้นจากหา “ตัวอย่างที่ทำดีที่สุดที่มีอยู่แล้ว” เป็นตัวอย่างตั้งต้น เพื่อให้มีผลสัมฤทธิ์ชัดๆ และแน่ใจว่ามีอยู่จริง
และ วิเคราะห์เส้นทางการพัฒนาของด้นแบบ และบรรลุเป้าหมายในการทำงานตามสาขาที่ตนถนัด เช่น ทางเศรษฐศาสตร์ ก็จะเป็น Economical model
ที่ทำให้เขาต้องลำบาก ในการปรับเปลี่ยนแผนงานและความคิดต่างจากที่หัวหน้าโครงการกำหนดมา ที่ผมบอกว่าให้โทรกลับไปหารือกันให้ชัดเสียก่อน
ที่ถือว่า น่าสงสารเป็นขั้นที่ ๒
หลังจากนี้
ผมได้นัดพบกับครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ เจ้าพ่อสวนป่ายูคาลิปตัส ๗๐๐ ไร่
· ปลูกมาเกือบ ๓๐ ปี ติดต่อกัน แบบไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
· มีรายได้จากไม้ จากถ่าน ทุกวันก็ทำได้
· ทำตามสบาย อยากได้เงินเมื่อไหร่ก็ตัดแยกกิ่ง ตัดแขนงไปขาย
· ไม่ตัด มันก็โต ขยายเกิดดอกผล ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคาร
ที่เป็นต้นแบบที่ดีได้ทุกเรื่องทุกสาขาวิชาการ
นัดคุยกันตอนเย็นวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ที่ขอนแก่น
และหวังว่าจะทำให้
นักวิทยาศาสตร์ผู้น่าสงสารท่านนี้ ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโลก และชาวบ้านมากขึ้น ครับ
อนุโมทนาค่ะอาจารย์
ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากในการทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่ที่ชินกับวิธีคิดทำนองนี้ได้เปิดมุมมองใหม่นอกกรอบตัวเอง เปลี่ยนวิธีการคิด การทำโครงการต่างๆ
ฝากกราบสวัสดีท่านครูบาฯด้วยค่ะ
อาจารย์ครับ
มาเปิดโลกกับอาจารย์ด้วยครับ
วันก่อนหลังจากที่อาจารย์เคาะกระโหลกผมไป ๑ ชม. ผมก็ลองเขียนเป็น Mind set เกี่ยวกับประเด็นที่ผมสนใจดูครับ โดยเจาะลงเรื่อยๆให้ชัดตามที่อาจารย์แนะนำครับ
ได้ผลยังไง??? ผมจะบินตรงไป ขอนแก่นเลยนะครับ ไปขอคำแนะนำกันถึงเถียงนาเลยนะครับ :) แต่อาจารย์อย่าลืมเตรียมปลานึ่งกับน้ำพริกแจ่ว รอศิษยืด้วยนะครับ ;)
ครับ
ขอบคุณครับ
บอกครูบาไม่ทันแล้วครับ
เดี๋ยวเจอกันอีกจะบอกให้ครับ
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ
ทำงานกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และตั้งใจทำสิ่งนั้นให้ดี
ด้วยความเคารพอย่างสูง
นิสิต
ขอบพระคุณสำหรับแนววิจัยต้นแบบที่ดีที่สุด ครับ
กระผมคิดว่าต้นแบบที่ดีก็น่าจะให้ผลที่ดีแม้จะไม่เท่าต้นแบบแต่ก็ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้นมากๆ
กระผมคิดว่าคนที่จะเรียนรู้จากต้นแบบที่ดีก็ควรต้องเตรียมตัวให้พร้อมพอสมควรครับ ไม่งั้นก็อาจรับได้ไม่เต็มที่ นำกลับไปได้ไม่พอ พอทำจริงอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร จริงหรือเปล่าครับ
แค่อยู่กับความเป็นจริง และธรรมชาติก็น่าจะได้ผลแล้วครับ
ที่ผ่านมาเราอยู่กับทฤษฏีแคบๆ และความเพ้อฝันครับ
ผมก็สงสารเขาเหมือนกัน
หวังว่าเขาคงไม่รู้สึกรุนแรงที่สิ่งที่คิดมา และหวังว่าเขาคงได้ที่ปรึกษาโครงการวิจัยที่ดี อย่างอ.แสวงเยอะๆ นะครับ โดยเฉพาะที่ปรึกษาที่เขาต้องร่วมงานด้วยอยู่เป็นประจำ
เพราะระบบที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ น่าเศร้า เหลือเกินครับ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานวิจัย หรือ งานโครงการพัฒนา หรืองานในระบบราชการ งานส่งเสริม อะไรก็ตามแต่ ทั้งในและต่างประเทศ เพราะจากประสบการณ์ของผม ที่พอจะมีอยู่บ้างพบว่า มันจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน และประโยชน์ส่วนรวมนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัย เรื่อง "คน" มากจริง ๆ ครับ
ว่ากันง่าย ๆ ซื่อ ๆ ตรง ๆก็ คือ คนที่ "ร่วมหัวจมท้ายกัน" นั่นเอง ซึ่งมีน้อยเหลือเกิน ครับ มีหลายกรณีที่หัวหน้า เอางานลูกน้องไปเอาหน้า เอางานวิจัยลูกศิษย์ไปหากิน เอาสิ่งที่คนอื่นคิดไปสร้างรายได้ ไม่ให้เครดิต ไม่มีส่วนร่วม ไม่ลงมือร่วมกัน ไม่เข้าเยี่ยมพื้นที่ ไม่ติดตามงาน เยอะแยะจริง ๆฃ
ปัญหกาแบบนี้ หวังว่าคงไม่เกิดกับ นักวิทยาศาสตร์ผู้น่าสงสารคยนนี้เลยนะครับ
ขอบคุณ ดร. แสวง ที่ได้มีเมตตา ช่วยสร้างคน อย่างไร้พรมแดน มาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
ขอคารวะด้วยกุศลเจตนา
อ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึงกระดาษเปื้อนหมึกครับ
สังคมแทบทุกระดับก็เป็นเช่นนี้ครับ
เราต้องรู้วิธีที่จะอยู่กับมันให้ได้ครับ