เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้รับการเชื้อเชิญแบบด่วนๆ จากใคร? ฮือ ไม่แน่ใจครับ แต่ได้รับการย้ำจาก รศ.ดลมนรรจ บากา (อาจารย์ผมเอง) ให้เข้าร่วมงานนี้ครับ เป็นการให้ความคิดเห็นต่อสื่อที่ คุณหมอสายัณ จาก รพ.พระปกเกล้าและคณะผลิตขึ้นเพื่อใช้ในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่เป็นปัญหาหนักในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ พอได้รับโทรศัพท์ก็เกิดความสนใจอยากมีส่วนร่วมทันทีครับ แต่พอนึกถึงประเด็นสุขภาพแล้ว ไม่ค่อยจะแฮปปี้เท่าไร เพราะกลัวว่า จะกลายเป็นกรณีศึกษาของหมอไป ฮิฮิ (กลัวเข้าข่ายปัญหาสุขภาพในทุกประเด็นที่หมอกำลังศึกษา ฮา)

การวิพากษ์สื่อครั้งนี้ ทางทีมวิจัย (นำโดย นพ.สายัณ เขาเรียกว่า การสัมภาษณ์เชิงลึกครับ ฮือ ผมว่ากระบวนการนี้ไม่น่าจะเรียกว่า สัมภาษณ์เชิงลึก น่าจะเป็นการสนทนากลุ่มเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อสื่อมากกว่าครับ) จัดขึ้นช่วงบ่ายครับ แต่ผมขอไปร่วมงานตั้งแต่เช้า เนื่องจากในงานเดียวกันมีการนำเสนอบทความวิชาการของ มอ.วิทยาเขตปัตตานีครับ ในช่วงห้องย่อย ผมเข้าฟังประเด็นทางด้านศึกษาศาสตร์ครับ แต่ฟังไปก็เอ๋อไปครับ ส่วนใหญ่เป็นงานวิทยานิพนธ์ทางด้านการวัดและประเมินผลเสียมากกว่า ซึ่งเป็นทางที่ผมไม่ถนัดเลยจริงๆ (อันนี้ก็เสียวหลังสำหรับการสอบประมวลอยู่เหมือนกันครับ)

พอถึงงานที่ตั้งใจไปร่วมจริงๆ ดันลืมครับว่า เขานัดกันที่ห้องไหน (ฮา) เลยไปนั่งฟังห้องใหญ่ เนื่องจากเห็นเขาใช้ภาษาอังกฤษกัน เลยอยากไปนั่งฟังฝึกภาษาไปในตัวครับ ปรากฏนั่งได้สิบนาที กำลังพอรู้เรื่อง น้องเจ้าหน้าที่ก็มาสะกิดว่า อาจารย์ครับ อาจารย์ต้องไปอีกห้องหนึ่งครับ ฮือ อยากไปเหมือนกันครับ แต่จำไม่ได้ว่าห้องไหน ในกำหนดการก็ไม่มีบอกเลย)

ในห้องวิพากษ์ เริ่มไปแล้วครับ ด้วยการดูสื่อที่คุณหมอท่านทำขึ้น ซึ่งผมไม่ต้องดูก็ได้ ฮิฮิ ไม่ใช่เก่งขนาดไม่ดูสื่อแล้ววิพากษ์ได้นะครับ แต่ว่าเนื่องจากได้ดูไปแล้วในตอนเช้า ซึ่งสิ่งแรกที่สงสัยคือ ตกลงคุณหมอสร้างสื่อเหล่านี้เพื่อให้ใคร?

บรรยากาศการวิพากษ์เป็นไปอย่างสนุกสนานครับ ข้อวิพากษ์ค่อนไปทางเยอะ และน่าสนใจ ที่สำคัญ ผมอาจจะไม่จัดว่าเป็นคนพูดมากในการวิพากษ์ก็คราวนี้แหละครับ ที่เห็นประเด็นชัดๆ คือ การที่นักวิจัยเป็นคนต่างพื้นที่ และมีข้อจำกัดในการลงมาในพื้นที่เพื่อวิจัย ทำให้งานมันติดขัดเยอะครับ ข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ สื่อที่ออกมาเลยเหมือนจะใช้สำหรับคนทั่วไปมากกว่าคนวัยทองในพื้นที่สามจังหวัด

ที่ผมเห็นผิดชัดๆ คือ ตำแหน่งของวิทยากรสองท่านที่ผมรู้จักครับ ส่วนสื่อที่ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ สื่อวีดิโอเรื่อง ความดันโลหิตสูงครับ ดูเสร็จต้องถามคุณหมอเลยครับว่า ผมดูตลอดเรื่องแล้ว เห็นหมอให้งดอาหารหลายประเภท ไม่เห็นมีให้ลดกาแฟเลย ตกลง กาแฟต้องลดมัยครับ (ฮิฮิ เผื่อว่า ไม่ต้องลด) หมอรีบตอบเลยครับ กาแฟเป็นสิ่งที่ต้องลดอยู่แล้วครับ จำเป็นด้วย ฮิฮิ เลยบอกว่า ในวีดิโอ ไม่มีบอกนะครับ (เป็นประเด็นวิพากษ์อีกจนได้)

ท่านคณบดีวิทยาการสื่อสาร มอ.ปัตตานี (ดร.อิ่มจิต) สรุปการวิพากษ์ได้ถูกใจกระผมจริงๆครับ คือ ไม่ใช่ว่าสื่อที่ผลิตออกมาไม่ดี ที่คุยๆ กันมานานนี่ ที่เห็นว่า ผู้วิพากษ์ให้ข้อเสนอแนะเยอะแยะ เพราะเราต้องการให้การคุยกันครั้งนี้นำไปสู่การพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปอีก ดังนั้นส่วนที่ดีแล้วก็ไม่ได้หยิบมาคุยกัน ฮิฮิ ส่วนคนที่วิพากษ์แบบโดนๆ ต้องยกให้ อ.พิเชษฐ์ วสส มอ.ปัตตานีครับ (ถ้าผมจำชื่อท่านไม่ผิดนะครับ) ท่านพูดตรงๆ ดีครับ โดนใจผมเหลือเกิน

งานนี้ผมไม่ได้ไปวิพากษ์ฝ่ายเดียวนะครับ เสร็จการวิพากษ์สื่อครั้งนี้ คุณหมอท่านเอาคืนครับ วิพากษ์ผมกลับว่า ด้วยลักษณะของผมที่มีแฮนดี้แคบ จะอยู่ปล่อยตัวปล่อยใจไม่ดูแลสุขภาพไม่ได้นะครับ เป็นคนกลุ่มเสี่ยงในเรื่องกระดูกมากๆ จำเป็นต้องออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเกร่งกล้ามเนื้อ เพราะหากเกิดปัญหาแล้ว คนกลุ่มผมจะรักษาลำบากมาก แฮะๆ ฟังคุณหมอไปก็ได้แต่ ครับๆๆๆ เก็บความงงๆ ไว้ว่า ออกกำลังกายแบบเกร่งกล้ามเนื้อทำยังงัย สุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มาเจออุปกรณ์และท่าทางการออกกำลังกายของพี่สาวเข้า ถึงบางอ้อครับ ฮือ มันอย่างนี้นี่เอง ออ.มีประเด็นหนึ่งที่ยังไม่ได้ถามใครคือ ที่ว่า แฮนดี้แคบ (ถ้าผมฟังไม่ผิดนะครับ) หมายถึงการที่ผมใช้ไม้ค้ำยัน หรือเปล่า ฮิฮิ อันนี้ต้องสารภาพว่า สอบตกภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ประถมมมมมมมมมมมมมมมม.

ออ. มีประเด็นจากผลการวิจัยของคุณหมอในโครงการก่อนหน้านี้ที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่งครับ คือ ร้อยละ 90 ของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีปัญหาในช่องปาก ฮือ (โดยส่วนตัวยอมรับครับ เพราะเป็นหนึ่งในเก้าสิบ) แต่ที่น่าคิดคือ ท่านศาสนทูต (ซ.ล) ให้ความสำคัญกับการแปรงฟันมากครับ แสดงให้เห็นได้ว่า มุสลิมเรายังไม่ค่อยปฏิบัติตามแนวทางของท่านสักเท่าไรครับ ปัญหาเลยเกิดมากขนาดนี้