ตอนที่ ๑
เวลา ๑๑.๒๓ น.คุณธวัชให้ดูหนังตัวอย่างของโรงเรียนชาวนา ให้ทำเหมือนดูหนังกลางแปลง ลงมานอนดูที่พื้นก็ได้ ใช้เวลาเกือบ ๒๐ นาที แล้วให้ผู้เข้าประชุมบอกว่าได้อะไรจาก VDO เรื่องนี้ ต้องการให้เห็นว่าจริงๆ มีหลายเรื่องนอกจากความรู้
คุณธวัชบอกว่าการเปลี่ยนให้คนเลิกใช้สารเคมีมันยาก ถ้าคนที่เลิกได้เขาถือว่าผ่านชั้นมัธยม ที่ยากสุดคือการพัฒนาพันธุ์ข้าว ความรู้ที่จำเป็นต่อการทำนาต้องซื้อทั้งเพ ตอนแรกๆ เขาสร้างความรู้เองได้ พอทำๆ ไปเขาต้องซื้อทั้งหมด กระตุ้นให้ชาวนาสร้างความรู้ของตัวเอง เป็นความรู้มือหนึ่ง
บอกให้รู้จัก “คุณอำนวย” น้องชมพู่ไม่ได้ทำนาเอง แต่ไปจัดกระบวนการ พาคนเรียนรู้ เอาความรู้ที่มีอยู่แล้ว เอาความรู้ใหม่ความรู้วิชาการมาใช้กันให้พอดีกัน.... มีข้อตกลงนักเรียนของโรงเรียนชาวนา มาเรียนสัปดาห์ละ ๓ ชม. ๖ สัปดาห์ ถ้ามาไม่ได้ส่งสามี ส่งลูกไปเรียนแทนได้ โชว์ภาพบรรยากาศการเรียน
นักเรียนชาวนาระดับประถม เรียนเรื่องการควบคุมแมลงโดยชีววิธี การเรียนเขาก็เป็นการชวนพูดคุย ได้รู้ว่าใครทำอย่างไร คิดอย่างไร ชาวนาที่สุพรรณฯ ตอนนั้นสารเคมีในเลือดสูงเป็นอันดับต้นๆ เลยหาวิธีเรียนรู้ ได้วิธีเรียนจากของจริง พาลงนา เอาสวิงไปจับแมลง แล้วเอามาแยก นับ และวาดรูป เวลาให้ชาวนาวาดรูป ชาวนาจะจำแม่น เป็นกุศโลบาย มูลนิธิข้าวขวัญมีความรู้เชิงวิชาการอยู่แล้ว คุณอำนวยมีหน้าที่ตั้งคำถาม
นักเรียนชาวนาระดับมัธยม เรียนเรื่องการบำรุงดินโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี มีวิธีการที่หลากหลาย เขาทำจุลินทรีย์ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ไปแถวน้ำตก ไปเก็บหน้าดิน ไปเก็บตามแถวต้นไม้ใหญ่ ลองทำหลากหลายสูตร ตอนหลังทำกันเป็นเรื่องเป็นราว อบต.วัดดาวเข้ามาสนับสนุน พาชาวบ้านไปดูงานที่ศูนย์ชีวอินทรีย์ จะเห็นว่าความรู้วิชาการเริ่มเชื่อม ต้องมีคุณอำนวยพาไปเชื่อมพาไปแลก จุดเชื่อมต่อ...มันต้องมีจังหวะ ชาวนาก็มีความรู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น
ของเราที่พากันไปดูงาน ฉิ่งฉาบทัวร์ ไม่ได้อะไรมาก ต้องมีคนที่สนใจ คนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว ฉายภาพชั้นเรียนหลักสูตรบำรุงดิน เอาไปลองทำแล้วเอากลับมาเล่า ให้พิสูจน์ด้วยการทำ อย่าเพิ่งเชื่อ .....ถ้าไม่ลงมือทำจะไม่มีวันเข้าใจความรู้ปฏิบัติ ความรู้ปฏิบัติจะเป็นพันนี้
มีภาพที่ชาวบ้านพานักวิชาการไปแลปุ๋ยที่หมักแล้ว แกพิสูจน์แล้วว่าใบไผ่ work สุด อาจารย์ก้าน (นักวิชาการจาก มวล.) ก็สงสัยว่ามีอะไร เป็นอันตรายไหม ก็เอากลับมหาวิทยาลัย เอาไปเข้ากระบวนการในห้อง Lab ว่ามีตัวอะไรบ้าง เอาความรู้วิชาการมาเชื่อมต่อกับความรู้ของชาวบ้าน เอาความรู้วิชาการมาอธิบายความรู้ของชาวบ้าน แจกแจงว่ามีเชื้ออะไรบ้าง แต่ละตัวมีสรรพคุณอะไรบ้าง ส่งกลับไปให้ชาวนา ชาวนาดีใจมาก ทำมาตั้งนาน เพิ่งเข้าใจว่าหน้าตาสรรพคุณเป็นอย่างไร ถ้าความรู้มันเชื่อมต่อกันพอดี จะมีพลังมาก
พอถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าว มีวิธีตั้งแต่การคัดพันธุ์ อาจารย์เกษตรยังงง ข้าวขัดเปลือกเพาะได้ ถ้าไม่ขัด จะไม่เห็นข้างใน เหมือนคัดนางงาม คัดเสร็จเอาไปเพาะ ขัดไม่มาก ข้าว ๑ เม็ดเราไม่รู้ว่าออกได้กี่กอ เขาพบว่าข้าว ๑ เม็ดออกได้หลายกอ.....ขยาย เป็นเทคนิค บรรยากาศการเรียนเป็นอย่างไร
เคยถวายความรู้เรื่องคัดพันธุ์ข้าวแก่สมเด็จพระเทพฯ เดี๋ยวนี้ชาวนาผสมพันธุ์ข้าวเองได้ โชว์ภาพผู้ที่ได้รางวัลคุณลิขิต เขาสะท้อนว่ามีความรู้ดีขึ้น มั่นใจตัวเองมากขึ้น ทำแล้วมีคนมาดู แม้แต่ชาวต่างประเทศ ทำให้ชาวนารู้ทันกระแสสังคมมากขึ้น เป็นนักเรียนรู้ เรียนรู้ตลอดชีวิต ช่างสังเกต นักทดลอง พฤติกรรมเปลี่ยน ชาวนาสะท้อนมาว่าพอเขาเข้าเรียนได้อะไร......รักกันมากขึ้น มีเวลามากขึ้น เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น เราสามารถเรียนรู้ได้ ตอนบ่ายจะเริ่มมาคุยเรื่องของเราเอง ที่เล่ามาพอเป็นตัวอย่างยั่วน้ำลาย
๑๒.๑๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน นัดกลับมาพร้อมกันที่ห้องประชุมในเวลา ๑๓.๑๐ น.
ภาคบ่ายเริ่มได้เมื่อ ๑๓.๒๐ น. คุณธวัชให้กลุ่มวอร์มสมองด้วยการยืนขึ้น ทำมือหนึ่ง สอง สาม.......ผลัดกันใช้มือซ้าย-ขวาชี้ตามที่บอก.....
เมื่อเช้าเอาตัวอย่างโรงเรียนชาวนามาคุยให้ฟัง บ่ายนี้ให้เอาโครงการของเรา เขียนออกมาว่าโครงการของเรานั้น เรื่องใหญ่ๆ ที่มีความสำคัญมีอะไรบ้าง แตกออกมาเป็นชั้นๆ แต่ละกลุ่มจะไม่เหมือนกัน คุยว่ามีเรื่องหลักๆ เรื่องสำคัญๆ อะไรบ้างในงานของเรา ให้เอาของจริงของที่เราทำ ว่าหลักๆ มีอะไรบ้าง เอาหัวปลาอย่างเดียว
ช่วงนี้ผู้เข้าประชุมที่ทำงานโครงการเดียวกันรวมกลุ่มกันคึกคัก นั่งรวมกลุ่มกันตามที่ว่างต่างๆ ช่วยกันเขียนช่วยกันวาดด้วยสีต่างๆ บางกลุ่มทำได้เร็วบางกลุ่มทำได้ช้า บางกลุ่มต้องงัดเอาโครงการของตนขึ้นมาอ่าน มีบ้างเหมือนกันที่อาจยังไม่เข้าใจ เขียนผังออกมาเป็นขั้นตอนการทำงาน หรือเขียนเป็นวัตถุประสงค์
ช่วยกันเขียนสิ่งดีๆ ในโครงการของตนเอง
เมื่อเสร็จก็เอาแผ่นกระดาษที่เขียนติดไว้ตามผนัง คุณธวัชให้ลองทบทวนกันดูว่าในโครงการของเรามีเรื่องเล่าความสำเร็จเล็กๆ (ความรู้มือหนึ่ง) อะไรบ้าง ก็แปะสีชมพูไปที่เรื่องนั้น ให้แปะแค่จุดเดียว เป็นเรื่องที่ภูมิใจที่สุด ในผังทั้งหมดนั้น กลุ่มที่มีหลายคนอาจเลือกคนละจุดก็ได้ จุดสำคัญคือเราต้องมีเรื่องจริงมาเล่า เราอยากเล่าเรื่องไหนก็แปะตรงนั้น ให้ shop ดูเรื่องที่เราอยากเรียนรู้ เราอยากฟังเรื่องอะไรให้เอากระดาษสีเขียวไปแปะ อย่าไปแปะของตัวเอง ให้เอาไปแปะของเพื่อน คงไม่มีใครอยากฟังเรื่องของตัวเอง ดูด้วยว่าเรื่องนั้นมีคนเล่าไหม ถ้าไม่มีกระดาษสีชมพูแปะแสดงว่าไม่มีคนเล่า
ซ้าย ติดผลงานที่ข้างฝา ขวา shop หาเรื่องที่อยากเรียนรู้จากเพื่อน
ดูแล้วประเด็นที่มีทั้งสีชมพูและเขียวอยู่ด้วยกัน มีหลายประเด็น เราต้องจัดกลุ่มก่อน จึงให้ผู้เข้าประชุมพักรับประทานอาหารว่าง เราเลือกเรื่องที่จะให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยดูทั้งจุดที่มีทั้งสีชมพูและสีเขียวอยู่ด้วยกันได้จำนวน ๑๐ เรื่อง
ตัวอย่างประเด็นที่มีทั้งคนเล่าและคนอยากเรียนรู้
เราตกลงกันว่าให้คุณธวัชบอกวิธีการที่จะใช้ในวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก่อนที่จะแบ่งกลุ่ม เพราะถ้าแบ่งกลุ่มก่อนคนจะกระจัดกระจาย
คุณธวัชย้ำอีกว่าหลักในการจัดหัวปลา ต้องเป็นเรื่องที่คนสนใจร่วมกัน ถ้าไม่สนใจจะไม่เกิดประโยชน์ พอแยกกลุ่มย่อย ก็ถึงขั้นตอนตัวปลาแล้ว เราไม่มีเครื่องถ่ายความรู้ จึงต้องใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง ดึงความรู้ในตัวคนออกมา...บอกเทคนิควิธีการ ความรู้ปฏิบัติมีเงื่อนไขเฉพาะ เวลาจะเอาไปใช้ต้องประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของเรา คนที่เล่าให้หยิบเรื่องที่เราทำผ่านมาแล้วแล้วภูมิใจอันดับหนึ่งมาเล่า ตอนฟังสำคัญ
วัลลา ตันตโยทัย
สวัสดีครับอาจารย์ มาถึงทันดูหนังฉาย ของอาจารย์ ธวัช ครับ ได้เก็บความรู้จากอาจารย์ไว้หลายเรื่องครับ