วันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒
เสร็จจากงานนี้ ดิฉันก็กลับมาจัดเวทีตลาดนัดความรู้การจัดการสุขภาวะชุมชน ครั้งที่ ๓ ระหว่างวันที่ ๒-๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ณ โรงแรมแกรนด์ปาร์ค อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ผู้เข้าประชุมประกอบด้วยคนที่ทำโครงการขนาดเล็กที่ได้รับทุนจาก สสส.ในภาคใต้ซึ่งทั้งหมดมี ๔๗ โครงการ เราทำจดหมายเชิญไปที่เจ้าของโครงการเพื่อให้จัดทีมมาเข้าประชุมโครงการละ ๓-๔ คน โดยให้มีทั้งเจ้าหน้าที่โครงการ เจ้าหน้าที่ อบต. และชาวบ้านที่เกี่ยวข้อง ดิฉันขอให้คุณธวัช หมัดเต๊ะ จาก สคส.มารับหน้าที่วิทยากรหลัก (ความจริงครั้งอื่นๆ ก็อยากให้มาช่วย แต่ชาว สคส. มีภารกิจเยอะปลีกตัวมาไม่ได้)
|
ตลาดนัดความรู้สขภาวะชุมชนครั้งที่ ๒ ยังไม่ได้นำมาบันทึกเลย เพราะคราวนั้นดิฉันต้องเป็นวิทยากรเองคนเดียว จึงยังไม่ได้เรียบเรียงเรื่องราว ตลาดนัดครั้งนี้มีคุณธวัช หมัดเต๊ะมาช่วย ทำให้มีเวลาเขียนบันทึกไปพร้อมๆ กับกิจกรรมที่เกิดขึ้น ผู้เข้าประชุมมาจาก ๒๖ โครงการ แต่ละโครงการส่งคนมาไม่เท่ากันอยู่ระหว่าง ๒-๘ คน ได้ตัวเลขสวย ๙๙ คน บวกผู้ขอสังเกตการณ์จาก อบต.ปากพูน ๗ คน จากโครงการใหญ่ที่สุราษฎร์ฯ ๕ คน ชุมพร ๕ คน ถึงวันจริงมีมาเพิ่มอีก ๒ โครงการ ผู้เข้าประชุมทยอยกันมา (ตามเคย) บางคนมาถึงตอนบ่าย บางคนก็มาถึงในวันรุ่งขึ้น คนจัดต้องเข้าใจธรรมชาติของคนทำงานในพื้นที่ ถึงเราจะแจงไปในจดหมายเชิญแล้วว่าต้องเข้าประชุมได้ต่อเนื่องครบทั้ง ๒ วัน แต่คนบางส่วนคุ้นชินกับการประชุมทั่วๆ ไปที่จะมาจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะไม่เข้าใจว่าการประชุมแบบของเราจะมีกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ผู้เข้าประชุมจะเรียนรู้จากการทำกิจกรรมเป็นช่วงๆ ไม่ใช่การบรรยายที่จะฟังก็ได้ไม่ฟังก็ได้ ความจริงเราเริ่มการประชุมสายมากๆ เพราะให้เวลากับการเดินทางของคนที่อยู่ไกล แต่ไม่ว่าเราจะเริ่มประชุมเวลาใด ก็ยังมีคนที่มาสายเสมอ |
ระหว่างรอผู้เข้าประชุมให้พร้อม คุณธวัชเปิด VDO โรงเรียนสอนลิงให้ดูกันไปพลาง ได้เห็นวิธีการสอนลิงที่น่าสนใจ ถ้าเราดูอย่างตั้งใจ จะเข้าใจเรื่องของการเรียนรู้ได้ดีและลึกซึ้งยิ่งขึ้น พอได้เวลา ๑๐ น. ดิฉันก็เริ่มการประชุมด้วยการแนะนำตัวเองและโครงการที่รับผิดชอบ บอกให้รู้ว่าเวที ๒ วันนี้ผู้เข้าประชุมเป็นผู้ที่ดำเนินโครงการเล็กต่างๆ ที่รับการสนับสนุนจาก สสส. แนะนำให้รู้จักคุณธวัช
คุณธวัชแนะนำตัวเองว่าเป็นลูกหลานชาวใต้ ที่นครศรีธรรมราชนี่เอง (เลยใช้ภาษาใต้ตลอดการประชุม) และบอกว่าวิทยากรไม่ใช่คนที่เอาความรู้มาให้ ความรู้มีอยู่ในตัวทุกคนแล้ว วิทยากรทำหน้าที่ให้ท่านเอาความรู้ที่มีอยู่ในตัวออกมา เอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
ต่อจากนั้นเราแจกหัวใจสีชมพูที่เตรียมไว้ให้ผู้เข้าประชุมทุกคน คุณธวัชให้พับหัวใจเป็น ๔ ส่วน ห้องบนซ้ายให้เขียนชื่อ (ไม่ต้องใส่นาง นาย) ชื่อเล่น หรือฉายา ห้องบนขวาเขียนความคาดหวังจากการประชุม ๒ วันนี้ ห้องล่างซ้ายให้เขียนว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ได้ตามความคาดหวัง
ระหว่างที่ผู้เข้าประชุมกำลังเขียนหัวใจอยู่นั้น คุณธวัชก็คุยไปพลางว่าไม่เคยจัดกระบวนการในจำนวนคนมากๆ แบบนี้ เท่าที่เคยจัดจะประมาณ ๓๐ คน ทุกคนจะได้พูด บอกไว้ก่อนว่าเวทีใหญ่อย่างนี้อาจจะไม่ได้พูดกันทุกคนทั่วถึง
เมื่อทุกคนเขียนเสร็จ เราเก็บหัวใจคืน เอามาคลุกกันแล้วแจกกลับใหม่ ให้ดูชื่อ ลายมือการเขียน ให้เขียนในช่องที่ว่างว่าเจ้าของหัวใจเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ลายมือแบบนี้สำนวนอย่างนี้น่าจะเป็นอย่างไร บุคลิก ลักษณะเด่นน่าจะเป็นอย่างไร เขียนเสร็จเสร็จแล้วให้เดินเอาไปให้คนที่เราคิดว่าเป็นเจ้าของ ถามไถ่ให้รู้จักว่าเป็นใครมาจากไหน ผิดไม่เป็นไร เพราะเวที ๒ วันนี้เราจะเลี่ยงการตัดสินถูก-ผิด
ถึงเวลาทำจริง ผู้เข้าประชุมพากันเดินส่งเสียงประกาศหาคนชื่อนั้นชื่อนี้ จนเจอเจ้าของหัวใจตัวจริง แทบไม่มีคนที่ได้หัวใจคืนผิดดวง มี ๑ รายที่คนอ่านทายเพศเจ้าของหัวใจผิดเพราะเจ้าของหัวใจเป็นผู้ชายแต่วางยาเขียนชื่อตัวเองเป็น “นาง” แทน
ผู้เข้าประชุมตามหาเจ้าของหัวใจ
ต่อจากนั้นคุณธวัชให้ทุกคนแนะนำตัวเองสั้นๆ ว่าชื่ออะไรมาจากไหน โครงการอะไร เกือบทุกคนพูดภาษาใต้ มีบ้างบางคนที่อยากจะบอกรายละเอียดของโครงการ ในขณะที่บางคนแนะนำตัวเองไม่ออกต้องให้เพื่อนที่มาด้วยแนะนำแทน เราคั่นเวลาให้ผู้เข้าประชุมที่ฟังอยู่ได้บอกว่าจำใครที่แนะนำตัวเองไปแล้วได้บ้างเป็นช่วงๆ เพื่อดูว่าสนใจฟังกันอยู่หรือเปล่า
คุณธวัชพูดถึงตลาดนัดว่า ไม่ใช่เอาสินค้าอะไรมา......สิ่งที่ต้องการให้เอามาแลกกันคือความรู้มือหนึ่ง ไม่ใช่มือ ๒ มือ ๓......ความรู้มือหนึ่งคือความรู้ที่เราทำมากับมือ ทำเอง ความรู้มือ ๒ เป็นพวกหลักทฤษฎี วิชาการ เป็นวิธีการทำงานที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว ความรู้มือ ๑ เช่น ภูมิปัญญา เคล็ดวิชา เล็กๆ น้อยๆ พยายามหยิบสิ่งนี้ออกมาแลกเปลี่ยนกันให้มากที่สุด
จะใช้เทคนิคที่เรียกว่าการจัดการความรู้ ชื่ออาจจะทำให้เราเข้าใจว่าวิ่งไปที่ความรู้ จริงๆ ไม่ใช่เรื่องความรู้อย่างเดียว แต่ไปคู่กับการเรียนรู้ เหมือนปูนซีเมนต์ถ้าแห้งๆ ไม่มีน้ำก็ทำอะไรไม่ได้ พยายามให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ถ้าเรียนรู้คนเดียวจะช้า ถ้าเรียนรู้ด้วยกันหลายคนจะเร็ว……มี ตัวความรู้ การเรียนรู้ และการ share ตัวความรู้จะเน้นความรู้ปฏิบัติมากๆ
สคส.ทำงานหลากหลาย...ต้องคิดวิธีการพูดให้เขาเข้าใจ แรกๆ ไปเอาหลักวิชามา รู้สึกว่ายาก เลยไปเอาตัวปลาทูมา การจัดการความรู้เทียบกับปลา ๓ ส่วนหัว ตัว และหาง ส่วนหัวคือเป้าหมายของโครงการ ของเราคืออะไร ต้องตอบให้ชัดก่อน แล้วเอา KM ไปใช้ทำให้โครงการเราเร็วขึ้น
ตัวปลา เป็นส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สำคัญมาก เป็นหัวใจ แต่การแลกเปลี่ยนต้องไปตามหัวปลา หัวปลาเป็นตัวคอยกำกับ บอกทิศทาง เวลา share กันแล้ว สิ่งที่ขาดมากๆ คือเราไม่ค่อยได้เก็บ เราเก็บแล้วแต่เก็บเข้าไว้ในคน ต้องหาวิธีบันทึกความรู้ เช่น บันทึกเป็น VDO
ยกตัวอย่างหัวปลาคืองานหลักๆ ที่สำคัญของเขาที่ทำให้ภารกิจสำคัญสำเร็จ เช่น การป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะ การแก้ไขและบรรเทาปัญหาจราจร ฯลฯ ให้เดาว่าเป็นหัวปลาของใคร ผู้เข้าประชุมเดาถูกว่าเป็นของ กทม. เป็นหัวปลาใหญ่ๆ ที่แต่ละเขตอาจจะมีวิธีการไม่เหมือนกัน
เดี๋ยวจะคุยกันว่าโครงการของเราจะมีหัวปลาอะไรบ้าง.....ตัวอย่างของกรมทางหลวง งานบำรุงทาง ความปลอดภัยในการใช้ทาง งานสำรวจและการออกแบบ ฯลฯ หัวปลาต้องชัดก่อน เราต้องมาแล มาทบทวน
สคส. เปรียบเทียบให้คิดเหมือนรูปแบบปลาตะเพียน มีแม่ปลา ลูกปลา ในความรู้เรื่องหนึ่งก็มีความรู้ย่อยๆ ลงมา เช่น การดูแลเท้าผู้เป็นเบาหวาน แยกเป็นความรู้ย่อยๆ ของการดูแลเท้า เช่น การคัดกรองความเสี่ยง การป้องกันแผลที่เท้า การทำรองเท้า ฯลฯ เวลาเราทำหัวปลาให้นึกถึงพวงปลาตะเพียน
ตัวอย่างโรงเรียนชาวนา มี ๓ หัวคือ การจัดการแมลง การพัฒนาพันธ์ข้าว และการปรับปรุงดิน ยกตัวอย่างการพัฒนาพันธุ์ข้าว ก็มีการค้นหาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง การคัดพันธ์ข้าว การผสมพันธุ์ข้าว
วัลลา ตันตโยทัย