ผมได้ประโยคนี้มาจากโครงการจัดการความรู้ “ฟ้าสู่ดิน” ที่ทำร่วมกับครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ เมื่อประมาณสัก ๕ ปีที่แล้ว
ตอนแรกๆ ก็ฟังว่าเป็นประโยคสะกิดใจดี แต่ไม่รู้สึกอะไรมากนัก จนกระทั่งเมื่อผมมาทำงานจัดการความรู้ในชีวิตจริง ร่วมกับเครือข่ายปราชญ์ และ สนับสนุน “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” ในภาคอีสาน ผมจึงค่อยๆเข้าใจ และซึ้งกับวลีนี้มากขึ้นเรื่อยๆทุกวันๆ
โดยเฉพาะ ก่อนหน้านี้ ผมทำงานพัฒนาตัวเองเป็นนักปฐพี นักจุลชีววิทยาทางดิน นักเคมีดิน นักธาตุอาหารพืช นักวิเคราะห์ระบบ นักวางแผนการใช้ที่ดิน นักจัดการทรัพยากรเกษตร นักประเมินสภาวะชนบทอย่างเร่งด่วน นักประเมินโครงการ นักฝึกอบรมนักวิชาการ นักจัดการทรัพยากรเกษตร นักวิจัยแบบมีส่วนร่วม นักวิจัยเชิงนโยบาย นักวิจัยเชิงพานิช ฯลฯ กับนักวิชาการ ที่แต่ละท่าน รู้มากกว่าผมมากมาย ทำให้ผมนับถือท่านเหล่านั้นเป็นต้นแบบ เป็นครูเป็นอย่างมาก ผมต้องใช้เวลาและความพยายามในการเรียนรู้มากมายในการไล่แซงนักวิชาการต่างๆ ขึ้นมาตามลำดับ จนมั่นใจและกล้าท้าประทะทางวิชาการกับนักวิชาการ ด้วยความมั่นใจในความรู้ที่ตัวเองพัฒนาขึ้นมา
แต่เมื่อมาทำงานกับกลุ่มเกษตรกรในฐานะนักวิชาการด้านดิน น้ำ และระบบทรัพยากร ที่ผมกลับพบว่า ความรู้ที่ชาวบ้านใช้นั้น คม ชัด ลึก กว่าความรู้ที่นักวิชาการทั่วไปมีอยู่ หรือใช้สอนนักเรียน นักศึกษาในสถาบันต่างๆ ทุกระดับ
ทำให้ผมรู้สึกในขณะนั้นว่า
นักวิชาการจำนวนหนึ่ง ยังดักดานอยู่กับความไม่รู้ แต่ก็ยังคิดว่าตัวเองรู้มากเสียอีกด้วย
ผมเคยลองท้าว่า ถ้าใครคิดว่าตัวเองมีความรู้ดีกว่าเกษตรกร ก็ลองมาทำนาแข่งกับเกษตรกรดู ไม่ต้องมาก สักไร่สองไร่ก็พอ ขอให้ทำภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน เพื่อความยุติธรรมในการแข่งขัน
ผมไม่เห็นมีใครรับคำท้าผมสักคน เลยมีแต่ผมที่ต้องโยนคำท้านี้มาลองทำเอง
สรุปได้ว่า นักวิชาการเหล่านั้น อาจจะมีแค่ราคาคุย และ (สงสัยว่า) จะดักดานกับความไม่รู้ซะมากกว่า
พอผมมาทำนาเอง แค่ ๔ ไร่ ๓ งาน ผมต้องลดความหยิ่งทะนง ว่าตัวเองเป็นผู้รู้ เป็นนักวิชาการลงมามากมาย และรู้ชัดๆเลยว่า ที่คิดว่าตัวเองรู้นั่น จริงไม่ถึงครึ่ง
ผมต้องมาเรียนใหม่อีกเพียบ เป็นร้อยๆเรื่อง กว่าจะไล่แซงเกษตรกร และทำนาแบบคนจนทำได้สำเร็จ
และผมก็ทำตัวจนกว่าเกษตรกรทั่วไปได้อีกด้วย
โดยสมมติว่า ตัวเองทำงานคนเดียว ไม่มีรถไถ ไม่มีเงินซื้อปุ๋ย ไม่มีเงินซื้อยาสารเคมี ไม่มีเงินจ้างใครมาช่วยทำนา หรือดูแลแปลงนา หรือเฝ้านา และไม่มีอิทธิพลส่วนตัวที่จะป้องกันไม่ให้ “เพลี้ยกระสอบ” เข้ามาขโมยของในนาได้
ผมต้องพัฒนาความรู้มากมายจนทำได้ในระดับหนึ่ง จนสามารถแซงขีดความสามารถของเกษตรกรทั่วไปขึ้นมานำได้
พอผมได้ผลผลิตมากกว่าชาวบ้าน แต่ลงทุนต่ำกว่า แบบไม่เผา ไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ฉีดยาเคมี ผมเลยเริ่มเห็นความ “ดักดาน” ของเกษตรกร อยู่กับความรู้ที่เป็นพิษ ความรู้แห่งการทำลาย ทั้งตนเอง ผู้อื่น ทรัพยากรดิน น้ำ ต้นไม้ และสิ่งแวดล้อม
และเมื่อสัก ครึ่งปีที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปลองเรียนรู้ในตลาดพระเครื่อง ที่ต้องฝ่าด่านของระบบการขายพระปลอมในราคาพระแท้ ที่มีอยู่อย่างทั่วไป
ตอนแรกผมก็รู้สึกเกรงกลัวผู้ให้เช่าพระ หรือ เจ้าของแผง เพราะเขารู้มากกว่า และอาจโดน “ทุบ” ได้ง่ายๆ
ต้องค่อยๆเรียน โดยพยายามอิงความรู้จาก “เซียน” นำทางมากที่สุด แต่ท่านเซียนที่ปรึกษาของผม ท่านก็มีเวลาน้อย ผมเลยต้องพยายามเรียนเองให้มากและเร็วที่สุด
ครึ่งปีผ่านไป ผมได้หลบหลีกด่านดักจับแบบแทบกินเปล่า ของแผงพระมาได้อย่างหวุดหวิด โดยการพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับพระกรุ พระเครื่อง พระยุคต่างๆ จนถึงพระเกจิอาจารย์รุ่นต่างๆ จำนวนหลายร้อยรุ่น
หลบให้รอด หาจุดยืนในจุดที่ตัวเองพอจะรู้และเอาตัวรอดได้ จนสามารถแซงความรู้เจ้าของแผงพระทั่วไปได้มาระดับหนึ่ง
รอดพ้นจาก การซื้อ “ของปลอมราคาของแท้” จนมายืนอยู่ที่ “ของแท้ราคาของปลอม”ได้สำเร็จ
และมองย้อนไปดูเจ้าของแผงพระที่ผมแซงมาได้อย่างน่าสงสาร
เขารู้เพียงระดับหนึ่ง ที่พอจะหาพระมาให้เช่าตามราคาต่างๆได้ (ที่เหนือผมในช่วงแรกๆและคนที่ต้องการเช่าพระทั่วๆไปที่ยังไม่เรียนรู้) สามารถขายพระแบบของปลอมราคาของปลอม จนถึงของปลอมราคาของแท้ได้ กับ “หมู” มือใหม่
แต่เขาก็ไม่สามารถ “ขายพระแท้ ราคาพระแท้ได้” เพราะความรู้เขายังไม่พอ
เขารู้แค่ไหนเมื่อครึ่งปีก่อน (หรือสิบปีก่อนผมก็ไม่แน่ใจ) ปัจจุบันก็รู้อยู่เท่านั้น
มีเพียงสองสามคนที่ผมได้เห็นแวว เลยพยายามสอนให้เขาเรียน และผมก็เรียนจากเขาในบางครั้ง ที่พัฒนาความรู้มากขึ้นมากกว่าคนอื่น
นอกนั้นผมรู้สึกว่าเขาจะรู้เท่าๆเดิม
และเป็นจุดที่ “เซียนพระ” จะไปคุ้ยหา “พระแท้” ในราคาพระปลอมได้อย่างสบาย
เพราะคนเหล่านั้น แม้จะมีอาชีพหลักรับเช่า-ให้เช่าพระมาเป็นสิบปี ก็ยังดักดานอยู่กับความไม่รู้แบบเดิมๆ
แค่ ๓ กรณีที่ผมไล่แซงผ่านมาได้ระดับหนึ่ง คือ นักวิชาการเกษตร เกษตรกร และผู้รับเช่า-ให้เช่าพระ ทำให้ผมกล้าสรุปตามคำข้างต้นว่า
ถ้าเราไม่เรียนรู้ เราย่อมดักดานอยู่กับความไม่รู้
การอยู่กับความไม่รู้ หรือรู้ไม่จริง ไม่ครบ ใช้งานจริงไม่ได้ ก็เหมือนคนที่เก็บสะสมพระบูชาปลอมจากโรงงานเมื่อวาน หรือห้อยพระปลอมจากโรงงานข้างบ้านไว้เต็มคอ แต่ก็ยังมีความมั่นใจว่าตัวเองมีพระแท้
ปัจจุบัน ไปที่ไหน ไม่ว่าระบบสังคมแบบไหน ผมพบคนที่ไม่ค่อยเรียนรู้มากมาย และมากกว่าคนที่สนใจเรียนรู้
แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ เราประเทศชาติจะพัฒนาก้าวหน้าได้อย่างไร
เมื่อไหร่เราจะเรียนรู้กันเพื่อชีวิตจริงเสียที
หรือจะดักดานอยู่กับความไม่รู้
หรือดักดานกำลังสอง (คิดว่าตัวเองรู้ ทั้งๆที่ไม่รู้)ต่อไปครับ
ด้วยความนับถือค่ะอาจารย์...
เช้าวันนี้เป็นเช้าที่ดี ที่จะได้มาคุยกับอาจารย์ที่นี่...
"พระที่ห้อยคอ นั่นน่ะ เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวาดกลัวภายในของคน..." การที่ห้อยคอแสดงให้เห็นว่า เขามีความคิด ความเชื่อ ความศรัทธาในพระพุทธเจ้า แต่ลึกๆ แล้วหาใช่ไม่ความดังกล่าวยังซ่อนเร้นอยู่ในความหวาดกลัวที่กลัดหนองอยู่ในจิตวิญญาณของเขาอยู่...จึงต้องใช้สัญญลักษณ์มาเป็นเครื่องกำหนดและนำทางจิตตนเองอยู่มากกว่าแก่นแท้ที่ลึกลงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความหมายและสัญญลักษณ์นั้น...
ขณะเดียวกันขณะอ่านความคิดทำให้ระลึกถึงว่า พระเครื่องดังกล่าว ก็เสมือนใบปริญญาที่คนแสวงหามาประดับเพื่อป้องกันและแสดงสัญลักษณ์ว่าตนเองเป็นผู้รู้... แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆ แล้ว...ตนนั้นเป็นผู้โง่อยู่นั่นเอง และยิ่งรู้ว่ามีใบปริญญามากเท่าไร ภาพลักษณ์ก็จะถูกมองว่าเป็นผู้รู้ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ นั่นยังเป็นความรู้ที่คับแคบอยู่ในกรอบที่กักขังตนเองไว้ ภายใต้ศาสตร์ที่ตนเองเรียกว่าชำนาญอยู่...
พระเครื่องห้อยคอ = ใบปริญญา
ลืมเล่าให้อาจารย์ฟังว่า ไปเจอคนที่แกะสลักใบประตูและหน้าต่างเจดีย์เก้าชั้นที่วัดหนองแวง (ริมบึงแก่นนคร) ได้พูดได้คุย...แล้วก็ จบ ..สิ้นซึ่งความสงสัยค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
เรียนท่านอาจารย์แสวงที่เคารพ
ความรู้แบบแยกส่วนมันยังห่างชั้นกับความรู้ที่เกิดขึ้นจริงที่เป็นผลลัพธ์ของระบบที่เกิดจากงานขององค์ประกอบต่างๆกันมากมายและหากมองถึงในแต่ระดับชั้น ความรู้ของเกษตรกรใช้ในการจัดการนั้น มิติการทำงานของเกษตรกรมีความลุ่มลึก หลายชั้นกว่าเป็นไหนๆ ผ่านทั้งฐานมิติทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาที่สั่งสมจากประสบการณ์ วิถีชีวิต และเชิงเศรษฐศาสตร์ระดับต่างๆ (ครัวเรือน/ท้องถิ่น/ระดับชาติ/นานาชาติ)ตลอดจนวัฒนธรรม และยังมีปัจจัยอื่นๆนอกจากนี้อีกซึ่งมากมาย ผมว่าสิ่งที่นักวิชาการส่งเสริมกับเกษตรกรส่วนใหญ่นั้น นักวิชาการรู้น้อยมาก ทั้งมิติการมองเห็นที่น้อยกว่ามากมายแล้ว ประสบการณ์จริงๆยังเทียบกันไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงเกษตรที่ชั้นเซียนนะครับผม นักวิชาการยังห่างชั้นอยู่ไกลโขครับอาจารย์
เรื่องใบปริญญาท่านยังไม่ตอบผมเลยครับ
เรื่องการงมงายกับพระเครื่องก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ไม่น่าจะเป็นผมครับ
ผมศึกษาพระเครื่อง
นี่คือหลากหลายเหตุผลของการเริ่มต้นเข้ามา และกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นครับ
ในมุมของใบปริญญาหรือพระห้อยคอ ถ้าจะมีก็ควรเป็นของแท้เท่านั้น
ไม่แท้ แม้ใครไม่รู้ ตัวเองก็รู้
ถ้าตัวเองไม่รู้ ก็เรียกได้ว่า ดักดานกำลังสองครับ
ขอบคุณครับที่ให้เกียรติ์มาเยื่ยม
ในบันทึก ผมเน้นการเรียนรู้ที่เป็นความรู้ที่ดี ยั่งยืน พึ่งพากันได้ และเน้นไม่ทำร้าย หรือไปเอาเปรียบใคร
ดังนั้น จึงต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรอง เรียบเรียง ลองใช้ ปรับใช้ ปรับปรุง พัฒนา และสร้างใหม่ ให้ดีกว่าเดิม
ไม่ใช่สักแต่ว่ามี สักแต่ว่าใช้
อย่างน้อยๆ ก็สามกรณีที่กล่าวมาข้างต้น
ที่จริงมีกรณีของการเรียนรู้ เป็นร้อยๆเรื่องที่ผ่านมาในชีวิตผม
จนอาจพูดล้อเลียนตามหนังสือเรียนชั้น ป ๒ สมัยผมเด็กๆ ว่า
แต่ก่อนคนเรายังโง่ เดี๋ยวนี้ก็ยังโง่อยู่
ประมาณนั้นครับ
เพราะสถานการณ์ส่วนใหญ่ก็ยัง เดิมๆ
ผมลืมตอบท่านประเด็นหนึ่ง ที่ท่านว่า
"พระที่ห้อยคอ นั่นน่ะ เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวาดกลัวภายในของคน..."
ผมขอแจงว่า ถูกบางส่วน
เพราะ ยังมีเหตุผลอื่นๆ ของคนอีกจำนวนมากน้อย ผมไม่แน่ใจ (ที่ผมได้ยินมา)
ผมว่าตามได้ยินมา ท่านคงวิเคราะห์ต่อได้เอง ผมเชื่อในความสามารถของท่านครับ ท่าน ดร. ดร.
สวัสดีครับ
... นับถือ นับถือค่ะ...ท่านอาจารย์
ดีจังเลยค่ะ วันนี้รู้สึกว่า สมองถูกเปิดออก อาจารย์น่ะแยบยลยิ่งนักค่ะ...สุดยอดเลยค่ะ อ่านความเห็นของท่านแล้วจิตปภัสสรขึ้นมาอีกนิดค่ะท่าน ขอบพะคุณท่านมากที่ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ อยู่เสมอ นี่แหละคือ ห้องเรียนที่แท้...ห้องเรียนที่แท้คืออยู่ในปัญญาของท่านค่ะ
ส่วนเรื่องใบปริญญาตอบไปแล้วค่ะ ในความเห็นที่สองค่ะ...ฮา
อยากเรียนในระบบเพราะอยากรู้ว่าตนเองโง่มากขนาดไหนค่ะ และจะโง่ไปอีกนานเท่าไร...พบคำตอบสำหรับตนเองแล้วก็หยุดค่ะ..หันหาการเรียนอย่างอื่น...
แต่จริงๆ เป็นเพียงเครื่องมือภายนอกที่ใช้เรียนเรื่องภายในเท่านั้นเองค่ะ
ด้วยความนับถืออย่างยิ่งค่ะ...
สองปีกับการหาคำตอบต่อ ดร.แสวง...ที่ไม่อยากตอบเพียงแค่ "วิชาการ"
ขอบคุณครับ
นับถือ.... เช่นกัน
เมื่อไหร่ที่เราได้ลงมือทำเองด้วยความใส่ใจ สิ่งที่ได้รับย่อมมากกว่าความรู้ใช่หรือเปล่าครับ
กระผมเคยไม่ดูมายากล แล้วอยากรู้คำตอบเลยยอมจ่ายค่าเฉลยไปยี่สิบบาทพร้อมกับไหว้ครู(นักมายากล วิชัย อิกคาน)พอรู้เฉลยพร้อมกับได้อุปกรณ์ก็ลองทำดูได้บ้างไม่ได้บ้าง มีคนดูพูดว่ารู้แล้วว่าทำอย่างไร แต่พอให้ทำก็ทำไม่ได้ กลับมาบ้านมาฝึกฝนจนเริ่มเข้าใจ แล้วไปทดลองซื้ออุปกรณ์ที่ราคาถูกๆมาทำ ทดลองจนเข้าใจ (ทำพลาดน้อยครั้ง)กระผมรู้หลักว่าทำอย่างไรไม่ให้พลาด แต่การแสดงกลถ้าไม่พลาดเลยเดี๋ยวจะไม่สนุกครับ ก็เลยต้องปล่อยให้พลาดตกหล่นเพื่อจะได้เกิดเสียงหัวเราะครับ ตอนนี้แจกให้เด็กๆไปฝึกหัดประมาณ 40 ชุดได้กระมังครับ(เป็นลักษณะถือบ่วงเชือกไว้แล้วปล่อยกำไลลงมาแล้วบ่วงเชือกจะผูกกำไลไว้ครับ) แต่ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่จะประสบความสำเร็จอย่างเข้าใจหนะครับ เพราะมีหลายคนทำได้แต่ยังไม่เข้าใจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นการบงบอกว่ายังรู้ไม่จริงและยังไม่เข้าใจจริงครับ ขอเพียงสัก 1 คนก็ยังดีครับ
ท่านอาจารย์จะลองดูบ้างก็ได้นะครับ เอาไว้สอนหลานๆหนะครับ
โอ้โห
อุปมาอุปมัยได้สุดยอดจริงๆ
ผมว่าผมก็กำลังอยู่ในขั้นหัดเรียนเหมือนกันครับ
นับถือ นับถือ