Ghorepani – Banthanti - Ulleri -Trikhedhunga
เช้านี้ตื่นตี 4 ตามที่ตกลงกันไว้ อาการไข้ไม่สบายของนิดทุเลาลง แต่ขอนอนพักไม่ขึ้น poon hill กับพวกเรา เมื่อทุกคนพร้อมไม่เห็นอี่จึงเข้าไปเรียก อี่ ไม่ไปจะอยู่เป็นเพื่อนนิด ปุ๋ยบอกว่าเสียดายแทนอี่ที่ไม่ไป ฉันบอกว่าเค้าน่ารักนะอยู่เป็นเพื่อนกัน ไม่เหมือนฉัน...อดคิดถึงเรื่องราวเมื่อครั้งไปเที่ยวน้ำตกไม่ได้
ไม่รู้ว่าผู้คนมากจากไหนมากมาย ทางเข้าเป็นประตูเดินไปทางแคบ ขึ้นตลอด ภูวันบอกว่า 3-4 กิโลเมตร ไม่แน่ใจจำไม่ค่อยได้แล้ว ทางมืดต้องส่องไฟฉายตลอด ฉันไม่มีไฟฉายอาศัยของเพื่อน เดินตามปุ๋ยกับโบว์ลไม่ทัน เดินขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีไฟส่องทาง ต้องหยุดเป็นระยะ รอไฟจากคนข้างหลัง เดินมาได้สักพัก มีคนส่องไฟให้ ฉันก็เกรงใจให้เค้าแซงไป เค้าบอกไม่เป็นไรเป็นสาวชาวฮ่องกง น่ารักมากเดินส่องไฟให้ตลอด เค้ามาเป็นกรุ๊ป เพื่อนเค้าเดินไปก่อนแล้ว เมื่อฉันหยุดเค้าก็ถามว่าไหวมั้ย สงสัยอาการซวนเซออกมาให้เห็น ช่างน่ารักจริงๆ ข้างหน้ามีคนยืนเป็นกลุ่มถึงแล้วหรือนี่ พอเดินไปถึงภูวันบอกว่านั่งพักก่อนอีกไม่ไกล สาวฮ่องกงเจอเพื่อนเหมือนกัน
เดินอีกไม่นานถึงจุดชมวิว ประมาณ 6.00น. ฟ้ายังมืด มองไม่เห็นอะไรไม่รู้ว่าด้านไหนคือหิมาลัย อยู่บนลานกว้างหนาวมาก 1 องศา ลมแรง ทำให้ความหนาวเพิ่มขึ้น หนาวจนไม่อยากจะทำอะไร นอกจากยืนสั่นๆ
แสงสีส้มเริ่มฉาบท้องฟ้า ทำให้ทิวเขาเบื้องหน้าเริ่มปรากฏเป็นเงาดำ ดวงอาทิตย์แอบอยู่หลังภูเขาเริ่มขยับตัวอวดโฉมแก่ทุกสายตาที่จับจ้องจดจ่อ ดวงอาทิตย์อยู่ด้านหน้าของฉัน ด้านซ้ายของฉันเริ่มปรากฏทิวเขาลางๆ แล้วชัดขึ้น ชัดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์โผล่พ้นภูเขาด้านหน้า ทิวเขาหิมาลัยด้านซ้ายปรากฏชัดเจนแก่ทุกสายตา ทิวเขาหิมะขาวโพลนสลับซ้อนกันปลายยอดลงมาเป็นสีทองจากการสะท้อนแสงอาทิตย์ ท้องฟ้าสีเข้มช่วยขับให้หิมาลัยงดงามท้องฟ้ายามนี้ถูกใจคนช่างถ่ายภาพอย่างฉันจริงๆ เป็นภาพพานอราม่าสวยงามยากที่จะบรรยาย สมแล้วกับคำที่เขียนโฆษณาไว้ว่า poon hill’s a great view in the world อยากจะเขียนบรรยายให้เห็นภาพแต่ทำได้ยากจริงๆ เพราะเป็นนักเขียนสมัครเล่นไม่ใช่มืออาชีพ ดูรูปภาพประกอบก็แล้วกัน
ถ้าบอกว่าการที่คนเรามีความสุขแล้วเหมือนขึ้นสวรรค์ ฉันว่าที่นี่เป็นที่หนึ่งที่เหมือนแดนสวรรค์ ผู้คนรอบข้างมีความสุขกับการชมธรรมชาติเบื้องหน้าด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ พื้นหญ้าที่ดูแห้งแล้งกลับกลายเป็นสีทองยามต้องแสงอาทิตย์ มีชีวิตชีวาโอนเอนไปตามสายลมที่พัดผ่าน พวกเราเก็บภาพกันตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นแล้วส่องแสงทั่วทิวเขาหิมาลัย ลมยังคงพัดแรง แสงแดดช่วยให้บรรเทาความหนาวเย็นลงได้บ้าง นางแบบอย่างฉันแอ้คท่าไม่ไหวเพราะหนาว ยิ้มก็ไม่ออก ผู้คนเริ่มทยอยเดินลง พวกเรายังสนุกกับการถ่ายรูป ภูวันมาบอกว่าต้องกลับกันแล้ว
วันนี้เราต้องเดินทางต่อไปTrilhedhuga
พวกเรายังคงถ่ายภาพมาตลอดทางลง ธรรมชาติสวยงามและแปลกใหม่สำหรับฉันก็อดไม่ได้ที่จะเก็บภาพไว้ ทิวธงโยงไปยังเนินเขาลูกเตี้ยๆ ฉันพยายามมองหาทางไป เคนลูกหาบของเราก็ช่วยหาทางให้จนพบแล้วพากันเดินไป 4 คน มีปุ๋ย ปุ๊ เคนและฉัน มุมนี้สวยถูกใจอีกแล้วไม่เสียแรงที่ฝ่าดงไม้เข้ามา ต้นไม้ขนาดเล็กริมทางบางต้นก็กลายเป็นน้ำแข็งแต่ยังคงความสดของสีสันไว้ให้ผู้คนที่ผ่านพบ แต่ต้องเดินไปมองไปนะคะ มิฉะนั้นจะบอกว่าไม่เห็นเลยถ้ามองแต่ท้องฟ้าและภูเขา บางคนพอเห็นรูปในกล้องเพื่อนก็จะถามว่าตรงไหนกันละนี่ ฉันไม่เห็นเลย ของมีค่ามิได้อยู่ที่สูงๆเสมอไปต่ำเตี้ยเรี่ยดินก็มีค่าน่าสนใจ ขึ้นกับคนมองว่าจะมีค่า น่าสนใจหรือไม่ จริงมะ
ลงมาถึงโรงแรมเกือบ 9 โมงเช้า ไปดูอาการของนิด บอกว่าดีขึ้นมาก พวกเราบอกนิด อี่ ว่าวิวเหมือนที่เห็นจากโรงแรมเลย ไม่เหนื่อยเดินขึ้นด้วย พร้อมกับให้ดูรูปจากกล้อง รู้สึกหิวมากๆ กินอาหารเช้าเสร็จแล้วไปถ่ายรูปหน้าโรงแรมเห็นทิวเขาหิมาลัยอยู่ด้านหลัง เจอหนุ่มสาวที่เคยพบกันที่Kegbani จึงชวนถ่ายรูปด้วยกัน
พวกเราเดินหันหลังให้ The sunny hotel เดินผ่านหมู่บ้านทะลุไปยังป่าดึกดำบรรพ์ ต้นไม้ขนาดใหญ่มีต้นไม้เล็กๆห่อหุ้มลำต้นไว้ ฉันเรียกต้นไม้ใส่เสื้อ จำได้มาตั้งแต่ครั้งไปเที่ยวที่ดอยอินทนนท์ จำไม่ได้ว่าใครในกลุ่มบอกว่าดอยอินทนนท์ เป็นเขาเทือกเดียวกับหิมาลัย ฉันว่าเป็นไปไม่ได้ แล้วใครคนนั้นบอกว่าจะส่งเมลล์มาให้ฉันดู จนถึงวันนี้ยังไม่ได้ดูเลย เสียดายจำไม่ได้ว่าเป็นใครจะได้ทวงถาม ถ้าใครรู้ตัวส่งหลักฐานมาด่วน
เดินสวนกับฝูงลาที่กำลังเดินขึ้นภูเขา เจ้าของไล่ต้อนให้เดิน เจ้าลาทั้งหลายคงหมดแรงเดินขึ้น พวกเราเดินลง สบายไป พ้นป่าผืนนี้ถึงหมู่บ้าน NANGE THANTY นั่งรอสาวๆที่ยังมาไม่ถึง เมื่อมาถึงจนครบจึงพากันเดินต่อไป เห็นฝูงแกะนอนอาบแดดที่หมู่บ้าน ไม่นานฝูงแกะก็ถูกต้อนมาทางเดียวกับพวกเรา น่ารักมากแต่คงหน้าปวดหัวสำหรับเจ้าของ เพราะวิ่งกันไม่เป็นระเบียบ เจ้าของต้องไปคว้าตัวมาจากเนินเขา บ้างก็วิ่งเข้าป่า ลูกแกะตัวเล็กวิ่งตามแม่ไม่ห่าง บอกตัวก็แวะกินใบไม้ แกะฝูงนี้ประมาณร้อยตัวน่าจะได้ ลูกแกะที่ยังเล็กมากอยู่ใส่ไว้ในเข่ง(เรียกเข่งก็แล้วกันเพราะลักษณะคล้ายเข่งบ้านเรา) ถูกแบกไว้ ตัวขาวขนปุยน่ารักมากๆ ลำธารด้านหน้าต้องข้ามสะพานปูน หลายตัวก็ไม่ข้ามสะพานลงน้ำไปกินน้ำ ภาพแบบนี้หาดูได้ยาก
พวกเราเดินไปทางเดียวกับแกะฝูงนี้นานทีเดียว จนในที่สุดก็แยกย้ายกันไปตามวิถี
พ้นแนวป่าก็ถึงหมู่บ้าน มีร้านค้าขนาดใหญ่ มีฝรั่งหลายคนนั่งตากแดด สวนที่ร้านนี้จัดได้สวย มีทั้งไม้ดอกและไม้ใบ พวกเรานั่งพักกันไม่นานหลังจากที่บางคนเข้าห้องน้ำแล้วก็ออกเดินทางกันต่อ เดินขึ้นๆลงๆภูเขา ผ่านป่าดึกดำบรรพ์ มาถึง Banthanti นั่งพักรอเพื่อนๆแล้วไปกินข้าวกลางวันกันที่ ร้าน Fishtail view นั่งในร้านนี้มองเห็นยอด Fishtail หรือมัจฉาปูชเล (Machhapuchhre ) หลังจากอิ่มกันแล้ว พวกเราออกเดินทางจากหมู่บ้าน Banthanti ภูวันบอกว่าอีก 2 ชม.จึงถึงที่พักใน Trikhedhunga และเป็นทางลงตลอด เฮ้อ...จะดีใจดีมั้ยนี่
เดินไปไม่นานเห็นภูเขาหิมะด้านซ้าย ภูวันบอกว่าคือ Hiun Chuli (6941เมตร) เดินไปเรื่อยๆถีงหมู่บ้าน Ulleri ทำนาขึ้นบันได มองไปอีกฟากภูเขาเห็นหมู่บ้านอยู่ไกลลิบ เดินลงตลอดอย่างที่ภูวันบอก หมู่บ้านนี้หลังคาเป็นแผ่นหิน บ้านก่อด้วยอิฐ เดินมาถึงกลางๆหมู่บ้านเริ่มเห็น Anapurana south เดินมาถึงขั้นบันไดหิน ค่อนข้างถี่ ก้าวลงไปเรื่อยผ่านบ้านไหล่เขามีต้นซากุระสีชมพูบางสะพรั่งอยู่หน้าบ้าน มองไปอีกฟากหนึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีนาขั้นบันได แสงเริ่มน้อยลงเสียดายรูปออกมาอาจไม่สวย อดคิไม่ได้ว่าถ้าไม่ไกลจากที่ที่เราไปพักจะเดินขึ้นมาถ่ายรูปยามเช้าสักหน่อย คงสวยมาก
หมู่บ้านที่พวกเราจะไปพักมองเห็นอยู่ไกลๆ พวกเราต้องรีบเร่งก่อนที่จะค่ำ เดินลงช่วงนี้บันไดชันมาก เดินลงก็ลำบากเหมือนกันการทรงตัวต้องดี เข่าต้องดีด้วย มีฝูงลาลงมาอย่างคล่องแคล่วพวกเราต้องรีบหลบ เพราะเค้าเป็นเจ้าถิ่น มองเห็นลา ม้าเข้าคอกพักกันแล้ว พวกเราเดินแข่งกับเวลา แสงแดดอ่อนลงทุกที เห็นรามาสมารออยู่แล้วดีใจ ราเมสนำทางไปที่พัก จากที่ออกมารอก็เดินอีกไกลกว่าจะถึงที่พัก อยากอาบน้ำมากเป็นที่สุดเพราะรีบเดิน ร้อนมากๆ ราเมสบอกว่าไม่น้ำอุ่น พักที่ Chandra guest house ราเมสออกเสียงว่าจันทรา ออกเสียงชัดยังกับภาษาไทย ลักษณะที่พักเป็นอาคารสามไม้ชั้น ริมระเบียงประดับด้วยพวงแสดสีส้มสด
เริ่มปรึกษากันเรื่องอาหารมื้อเย็น แน้ตอาสาไปบอกแม่ครัวตามที่นิดเสนอ แม่ครัวฟังแล้วบอกว่ายากแต่จะพยายามทำให้ ความพยายามของแม่ครัวถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะว่ารสชาติอร่อยถูกปากพวกเราทุกคน อดคิดกันไม่ได้ว่าอีกไม่กี่วันการเดินทางของพวกเราก็สิ้นสุดลง ร่างกายที่อ่อนล้าจะได้พักผ่อน แต่หัวใจที่เริงร่าเตรียมหาโปรแกรมเที่ยวครั้งต่อไป
แยกย้ายกันพักผ่อนบนความสูงที่ 1500 เมตร ลดระดับลงเรื่อยๆ วันนี้ก็ไม่ต้องกินยาไดอะม็อกแล้ว ยกเว้นยาแก้ปวดเมื่อย



มาชม
เคยมีความรู้สึกอย่างนี้เมื่อ พ.ศ. 2536 - 2537
สมัยเข้าไปขึ้นขุนเขาชมยอดเขาหิมาลัยในประเทศเนปาลครับ...