LEAN ว่าด้วยเรื่องการลดเวลาและเพิ่มคุณค่าแก่ผู้รับบริการ

            นับว่าเป็นเวลากว่าเกือบปี ที่คณะแพทย์แห่งทักษิณาทิศ อันมีนามว่า "สงขลานครินทร์" ได้รณรงค์ให้หน่วยงานต่างๆหันมาสนใจและพัฒนาการให้บริการตามหลักการของ LEAN ลีนเพื่อลดเวลา ลีนเพื่อเพิ่มคุณค่า ลีนเพื่อลดค่าใช้จ่าย ลีนเพื่อเพิ่มมูลค่างานบริการ หรือลีนเพื่อโรงพยาบาลลีน? อันนี้ผมเองก็ยังคงสับสนอยู่มากโข แต่เมื่อเราเห็นพ้องร่วมกันว่า ลีนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของงานต่างๆได้ แต่ละหน่วยงานจึงเริ่มทดลอง ลองผิดบ้างถูกบ้าง แล้วก็นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ครั้งนี้ก็จะเป็นอีกครั้งที่ผมจะหยิบยกกรณีศึกษาของภาควิชาสูติฯ แห่งมหาวิทยาลัยทักษิณาทิศนี้มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

            ลีนคืออะไร หลายคนอาจจะอยากใคร่รู้ เลยจะขอตอบตามภาษางูๆปลาๆก็ได้ความว่า มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เกิดการบริหารจัดการการผลิตอย่างดี ดีอย่างไร ก็ดีที่ทำให้ผู้รับบริการพอใจในสินค้าหรือบริการของเรา แล้วเราให้บริการอะไรล่ะ ตอบได้อย่างเต็มปากก็คือ บริการการตรวจการรักษา นี่เป็นสำหรับผู้ป่วย (คงต้องกล่าวรวมๆว่านี่เป็นหน้าที่หลักของโรงพยาบาลทุกที่นั่นแหละ และผู้ให้บริการก็ไม่เพียงเฉพาะแพทย์นะครับ เพราะเรานับตั้งแต่คนทำความสะอาด คนเข็นแปล พนักงานส่วนต่างๆ เจ้าหน้าที่ห้องตรวจแล็บ พยาบาล แพทย์ ทั้งหมดทั้งสิ้นที่กินเงินเดือนและเงินรายได้ด้วยกันนั่นเอง) บริการด้านการเรียนการสอนระดับแพทยศาสตร์และหลังปริญญา นี่เป็นสำหรับนักเรียนแพทย์และบรรดาแพทย์ที่เรียนต่อสาขาต่างๆ ดังนั้นถ้าพูดเรื่องลีน เราต้องไม่ลืมว่า คณะแพทย์ของเรามีหน้าที่อะไรบ้าง บริการใครบ้าง ไม่ใช่จะพูดเรื่องแต่การลดเวลาการตรวจหรือการนอนโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว

            ผมมีความเชื่อว่าหลายๆหน่วยงาน หลายภาควิชามีการบริหารจัดการอย่างดีอยู่บ้างแล้ว เพียงแต่บางครั้งเรามองไม่ออกว่ามันลีนตรงไหน คนไทยก็แบบนี้แหละครับ เรามองเราไม่เป็นหรอก แต่เมื่อมีฝรั่งมามอง มานั่งประเมิน เขาจับประเด็นเราได้ก็เอาไปเขียนหลักการต่างๆมาให้เราอ่าน มาเรียน แล้วให้เราพัฒนา ลองมาดูตัวอย่างที่ผมพอจะนึกออกบ้างนะครับ เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลหรือ HIS อันนี้ทุกคนร้องอ๋อ เพราะว่ามันช่วยทำให้เราสามารถบริหารจัดการอะไรต่ออะไรได้ง่ายขึ้นเยอะ ดูผลเลือด การสั่งยา การจ่ายเงิน อันนี้ก็เรื่องหนึ่ง จำได้ไหม ว่าแต่ก่อนนั้น จะมาหาหมอสักครั้งต้องรีบมาจองคิวที่หน้าห้องบัตร นั่งรออีกครึ่งชั่วโมงให้เจ้าหน้าที่เรียกเราไปรับแฟ้ม จากนั้นก็หิ้วแฟ้มไปที่หน้าห้องตรวจ แล้วรอคิวอีกระลอก เรียกว่าตีห้ากว่าๆ ก็มีคนมานั่งรอกันแล้ว แต่บัดนี้เราสามารถไปที่หน้าห้องตรวจได้เลย ระบบแบบนี้โรงพยาบาลเราพัฒนามาตั้งชาติหนึ่งแล้วก่อนที่จะเริ่มมีคำว่าลีนใช้กันเสียอีก

            Ward round ก็เป็นลีน อะฮ้า อันนี้ชักจะมองไม่ออกแล้วใช่ไหมครับ ลองนึกตามผมดูนะครับ นักเรียนแพทย์มาเรียนวิชาอายุรศาสตร์ เอาเป็นว่าเรื่องโรคไต จากนั้นก็มาดูคนไข้พร้อมรุ่นพี่และอาจารย์ ในการดูคนไข้ร่วมกันครั้งนั้น เป็นการบูรณาการเรื่องโรคไตตั้งแต่ชั้นเรียนมาจนถึงภาคปฏิบัติจริงๆ ในขณะที่นักเรียนแพทย์เรียนอยู่นั้น แพทย์ใช้ทุนแพทย์ประจำบ้านก็ได้ร่วมเรียนไปด้วยกัน อันนี้ก็ลีน เพราะเราไม่ต้องไปสอนซ้ำอีกครั้ง คนไข้ก็ได้ประโยชน์จากการมาดูคนไข้ร่วมกันรอบวงนี้ เพราะหมอก็จะถกเถียงกันถึงการวินิจฉัยการรักษา แทนที่จะรอให้หมอมาดูคนไข้ทีละคน แยกการวินิจฉัย แยกการลองรักษา นี่ก็คือลีนอย่างแท้จริง เป็นอันว่า การมาดูคนไข้ร่วมกัน มาเรียนมาสอนร่วมกัน ถ้าความรู้ถูกต่อยอดไปเป็นคำถามวิจัย เกิดงานวิจัยได้อีก นี่ไงครับ ลีน เราใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทั้งคนไข้ นักเรียนแพทย์ แพทย์ และนักวิจัย

            เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ภาควิชาสูติฯจึงเริ่มกระบวนการพัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงๆจังๆกันเลย หลังจากที่ได้มีการพูดคุยกัน เราตกลงใจร่วมกันว่า ต่อไปนี้ในช่วงของ grand round ทุกสัปดาห์ เราจะบูรณาการงานหลายอย่างให้มาอยู่และได้ประโยชน์ร่วมกัน

  1. นักเรียนแพทย์หรือแพทย์ใช้ทุนนำเสนอรายงานผู้ป่วย
  2. ฝึกการคิดวิเคราะห์เพื่อเราจะได้ประเมินลูกศิษย์ว่า เขามีความรู้มากน้อย ลึกซึ้งตามระดับของเขาแค่ไหน
  3. แพทย์ใช้ทุนเตรียมตัวสอบวัดผลจากราชวิทยาลัยสูติฯ ซึ่งเราได้ทำการประเมินเหมือนตอนสอบบอร์ดกันจริงๆ และมองเห็นพัฒนาการของลูกศิษย์จริงๆ
  4. สรุปประเด็นการวิเคราะห์ ข้อถกเถียงต่างๆ เขียนลงในบันทึกการเปลี่ยนแปลงผู้ป่วย (progress note) ทันที ซึ่งจะได้ประโยชน์อย่างมากในการถูกตรวจสอบเวชระเบียนจากหน่วยงานอื่นๆอีกทอดหนึ่ง อีกทั้งเมื่ออาจารย์ไปลงนามสรุปเวชระเบียนเมื่อผู้ป่วยถูกจำหน่ายไปแล้วก็จะใช้เวลาไม่นาน เพราะมีการตรวจสอบจาก grand round มาแล้วครั้งหนึ่ง

เริ่มจะมองเห็นภาพการบริหารจัดการแบบลีนแล้วใช่ไหมครับ ถ้ายังงงงงก็มาดูอีกตัวอย่างหนึ่งดีกว่า ตามมาดูที่การบริหารจัดการเรื่องการตรวจอัลตราซาวนด์กันนะครับ

การให้บริการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตราซาวนด์ของภาควิชาสูติฯนี้มีพัฒนาการที่ต่อเนื่องกันมายาวนาน ตั้งแต่ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักเครื่อง มาจนปัจจุบันที่ตรวจกันไม่ค่อยจะทัน เพราะว่าทุกคนก็อยากจะมาขอตรวจอัลตราซาวนด์กันท้างน้าน ดังนั้นจึงทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมากไปออกันอยู่ที่หน้าห้องตรวจ บางคนมาตรวจตั้งแต่เช้า รออัลตราซาวนด์ไปจน 3 โมง ทำยากหน่อยกว่าจะเสร็จก็ซัดไป 4 โมงครึ่ง กว่าจะได้เจอหมออีกครั้ง ท้ายที่สุดก็ได้กลับบ้าน 6 โมงเย็น ได้อารมณ์การบริการแบบรัฐบาลจริงๆ ดังนั้นภาควิชาจึงริเริ่มการจัดบริการหลายรูปแบบสำหรับคนหลายกลุ่ม โดยเน้นประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นสำคัญ ลองมาดูนะครับว่ามันลีนไหม

  1. จัดให้มีเครื่องอัลตราซาวนด์อยู่ที่ห้องตรวจฝากครรภ์ เพื่อจะให้บริการที่นั่นเลย ไม่ต้องมารอคิวที่ห้องตรวจอัลตราซาวนด์ปกติ อีกทั้งในแต่ละสายการทำงานที่ห้องตรวจฝากครรภ์นั้นล้วนมีอาจารย์แพทย์เฉพาะทางการตรวจทารกในครรภ์อยู่แล้ว (เราเรียกท่านเหล่านี้ว่า super specialists) ดังนั้น อันนี้เป็น one-stopped service
  2. จัดระบบนัดการเจาะน้ำคร่ำ โดยระบบนี้เริ่มจากทางภาควิชาได้ส่งหนังสือเวียนไปยังโรงพยาบาลต่างๆที่เป็นผู้ส่งคนไข้มาเจาะน้ำคร่ำ ว่าสามารถใช้วิธีนัดวันเจาะตรวจทางโทรศัพท์ได้เลย และเมื่อถึงคิววันนัด ผู้ป่วยก็ตรงไปยังห้องตรวจได้เลยโดยที่ไม่ต้องไปเสียเวลาตรวจร่างกายที่ห้องตรวจฝากครรภ์อยู่อีก อันนี้ก็เป็น one-stopped service
  3. การนัดตรวจอัลตราซาวนด์ทางนรีเวช ก็จะใช้ระบบนัดเช่นเดียวกันในกรณีที่มีผู้ป่วยเต็มคิวแล้วในวันนั้นๆ โดยที่เจ้าหน้าที่ของห้องอัลตราซาวนด์จะพิจารณาว่า แพทย์นัดฟังผลเมื่อไหร่ จึงจะนัดผู้ป่วยให้มารับการตรวจในวันนั้น ซึ่งโดยรวมแล้วผู้ป่วยก็จะไม่ต้องมาพบแพทย์ในครั้งที่ 3 อีก อันนี้ถึงแม้ว่าจะไม่เป็น one-stopped service แต่นั่นเป็นเพราะว่ากำลังเราไม่พอจริงๆครับ
  4. แนวทางในการพัฒนาต่อไปก็คือ การจัดหาซื้อเครื่องอัลตราซาวนด์มาไว้เพิ่มเติมที่คลินิกนรีเวช ซึ่งผู้ใช้งานก็คือแพทย์ที่ตรวจที่คลินิกนรีเวช คลินิกมีบุตรยาก และคลินิกนรีเวชทางเดินปัสสาวะ อันจะทำให้การบริการเป็น one-stopped service ได้จริงๆตามฝันเสียที และระบบนี้จะทำให้การบริการเราดีขึ้นไปอีก เพราะไม่ต้องไปเสียเวลารอการตรวจที่ห้องตรวจอัลตราซาวนด์ชั้น 3 นู่น ข้อดีของการมีเครื่องอัลตราซาวนด์ไว้ที่คลินิกอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเรียนการสอนในระดับก่อนและหลังปริญญา นักเรียนแพทย์ก็คงจะชอบ ที่ตัวเองได้ตรวจภายในและได้เห็นผลการตรวจในทันที และเขาจะได้นำความรู้นี้ไปใช้อีกครั้งก็เมื่อเรียนจบไปแล้ว

เป็นอย่างไรครับ มองเห็นลีนในภาควิชาของผมแล้วหรือยัง

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะครับ เพราะว่าระบบการนัดนี้ (ซึ่งเราเห็นแล้วว่ามันได้ประโยชน์คุ้มค่าทางด้านการบริหารจัดการ) จะได้ถูกนำมาใช้กับการตรวจด้วยกล้องส่องปากมดลูก (colposcopy) โดยแนวทางในการนัดจะเหมือนกับอัลตราซาวนด์ โดยภาควิชาจะทำการขอจัดซื้อกล้องส่องปากมดลูกอีก 1 เครื่องเพื่อมาให้บริการที่คลินิกนรีเวช ดังนั้นระบบนี้จะทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการเร็วขึ้น จำนวนมากขึ้น แบบนี้ก็เป็นลีนใช่ไหมครับ ตื้นตันจริงๆ (เว่อร์เลยครับ)

มาดูเรื่องสุดท้ายที่ผมจะนำเสนอในครั้งนี้ก็คือเรื่องการใช้อุปกรณ์ดูดเนื้อจากโพรงมดลูก อันนี้เป็นผลงานระดับชาติเลยนะครับ ไม่ได้โม้

ที่มาของเรื่องนี้ก็คือ เมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์สายบัวได้ทำงานวิจัยเรื่องหนึ่งกับน้องแพทย์ใช้ทุน โดยการนำเอา manual vacuum aspirator (MVA) มาใช้ในการดูดชิ้นเนื้อจากโพรงมดลูกเพื่อการวินิจฉัยเมื่อครั้ง 4 หรือ 5 ปีที่ผ่านมาแล้วนั้น จากนั้นมาภาควิชาเราก็เริ่มรู้จักเครื่องมือตัวนี้มากขึ้น เรารู้ว่ามันสามารถใช้แทนการขูดมดลูกเพื่อการวินิจฉัยได้ เรายังรู้อีกว่า ไอ้เครื่องมือตัวนี้แต่ชาติปางก่อนนั้น เขานำมาใช้ในการทำแท้งอีกด้วย (เรียกว่า menstrual regulation: MR) และสืบเนื่องจากการนำมาทำแท้งนี่เอง มันจึงคล้ายกับว่าเป็นเครื่องมือบาป โรงเรียนแพทย์เลยพากันพร้อมใจไม่สอนนักเรียนแพทย์และแพทย์ใช้ทุนไปด้วยเลย กลัวว่าลูกศิษย์จะเอาไปหากินในทางชั่ว ทำให้ในประเทศไทยเราต้องใช้เหล็กขูด (sharp curettage) มาขูดมดลูกแทน และไอ้เหล็กขูดนี้นี่แหละที่เราต้องดมยาสลบผู้ป่วยก่อน เพราะว่ามันเจ็บ (เจ็บจริงๆนะครับ เหล็กขูดมดลูก ไอ้อารมณ์กระต่ายขูดมะพร้าวจริงๆด้วย) บางโรงพยาบาลไม่มีหมอดมยาก็จะใช้วิธีฉีดยาแก้ปวดอย่างแรงและยานอนหลับผสมกันไป พอคนไข้สลึมสลือก็จัดการขูดมดลูกกับเหล็กขูดตัวนี้ และในการขูดนั้น บางทีก็ขูดไม่ถูกเนื้อที่เป็นโรค บางทีขูดแรงไปก็กลายเป็นขุด มดลูกเกิดแผลเป็นไม่สามารถมีระดูได้อีกก็มี บางคนขูดไปขูดมามดลูกทะลุก็พบมามากมาย แม้กระทั่งในม.อ.ก็เถอะ กระทั่งในปี พ.ศ. 2547 ทางองค์การอนามัยโลกได้ระบุออกมาอย่างชัดเจนว่า การใช้เหล็กขูดมดลูกเป็นอันตราย แต่แพทย์ไทยก็ยังใช้เหล็กขูด แพทย์ไทยอีกมากมายไม่รู้จัก MVA หรือรู้จักก็คิดว่าเป็นเครื่องมือทำแท้งเท่านั้น

ภาควิชาสูติฯของผมเลยได้เริ่มทำงานวิจัยขึ้นมาชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวกับการใช้ MVA ในการรักษาภาวะแท้งบุตร เราจึงพบว่า MVA สามารถใช้งานได้ดีจริง ลดเวลาการนอนโรงพยาบาลจริง ค่าใช่จ่ายถูกกว่าการขูดมดลูกในห้องผ่าตัดเกือบ 4 เท่า ผู้ป่วยเสียเวลาในการพักฟื้นก็น้อยกว่า และเมื่อรู้ดังนี้ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาการบริการโดยอิงข้องมูลจากงานวิจัยเป็นหลัก เห็นมีคนบอกว่า แนวทางเยี่ยงนี้เขาเรียกว่า R2R ใช่ไหม

ลองมาดูนะครับว่าเราพบเจออะไรบ้างจากงานวิจัยนี้ และลีนอย่างไร

กรณีศึกษาที่ 1 คุณแจ๋ว นามสมมติ ตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 6 สัปดาห์ แพทย์ตรวจพบว่าเป็น blighted ovum หรือตรวจไม่พบทารก เราเรียกว่าครรภ์ลม (ไม่ใช่ลูกพระพายนะครับ) แพทย์จึงแนะนำให้ขูดมดลูก (เรียกว่าทำแท้งโดยสุจริตครับ) การจัดการแบบเก่าสำหรับคุณแจ๋วก็คือ นัดเข้าห้องผ่าตัด ดังนั้นเธอต้องไปตรวจเลือดเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฉีดยาสลบ เอกซเรย์ปอด ขั้นตอนนี้น่าจะกินเวลาไปราว 1-2 ชั่วโมง อาจจะต้องพบหมออีกครั้งช่วงบ่ายเพื่อดูผลเลือดก่อนนัดคนไข้เข้าห้องผ่าตัด ผ่านไปอีกราว 2 วันหรือ 1 สัปดาห์ คุณแจ๋วได้งดน้ำงดอาหารมาตั้งแต่หลังเที่ยงคืน ในเวลา 9 โมงเช้าก็เขาห้องผ่าตัดเพื่อรอคิวเรียกเข้าห้อง จนกระทั่งเวลา 10.30 น.เธอก็ได้นอนบนเตียงผ่าตัด เจาะเลือดให้น้ำเกลือ คุณหมอดมยาฉีดยาสลบให้เธอหลับ สูติแพทย์จัดท่าขึ้นขาหยั่ง ทำความสะอาดผิวหนังและช่องคลอด ปูผ้าเรียบร้อย จากนั้นก็สวนปัสสาวะคนไข้ ตรวจภายในอีกที ใส่เครื่องมือเข้าช่องคลอด และเริ่มขูดมดลูกด้วยเหล็กขูด ขูดไปราว 3 นาทีก็ได้ยินเสียงแกร็กๆๆๆๆ มดลูกร้องไห้ครับ (ภาษาหมอเราเรียกว่า uterine cry) จึงบ่งชี้ว่าขูดเสร็จแล้ว จากนั้นหมอดมยาจึงเริ่มปลุกคุณแจ๋ว และนำไปส่งในห้องพักฟื้น เวลาผ่านไปราว 2 ชั่วโมงเธอจึงสามารถกลับบ้านได้ในเวลาบ่ายโมงครึ่ง และเธอยังต้องพักฟื้นต่อไปอีกราว 3-5 วันเนื่องจากเมายาสลบ

แล้วลองมาดูแนวทางใหม่กันนะครับ ในเวลา 9.00 น. หลังจากที่เธอได้รับการวินิจฉับว่าเป็นครรภ์ลม เธอจึงเริ่มร้องไห้ (อันนี้ไม่ต้องจับเวลา) แพทย์ได้แนะนำให้ดูดออก จากการตรวจภายในพบว่าปากมดลูกยังคงปิดแน่น แพทย์จึงสั่งยาให้เธออมใต้ลิ้นเพื่อทำให้มดลูกบีบตัวและปากมดลูกเริ่มเปิดอ้าออก กระบวนการนี้ใช้เวลา 3 ชั่วโมง คุณแจ๋วมาพบแพทย์อีกครั้งในเวลา 13.30 น.ของวันเดียวกัน ขึ้นเตียงตรวจภายในและอยู่ในท่าขาหยั่ง แพทย์ใส่เครื่องมือเข้าช่องคลอด ทายาฆ่าเชื้อและสอดเครื่องมือที่เป็นหลอดพลาสติกเข้าไปในปากมดลูกและโพรงมดลูก ต่อหัวดูเข้ากับกระบอกสุญญากาศ จากนั้นจึงเริ่มดูด แพทย์ได้ทำการดูด 3 ครั้ง เธอจึงแท้งจนหมด รวมเวลาของการดูดราว 5 นาที เธอนอนราบเพื่อพักและวัดสัญญาณชีพต่อบนเตียงอีกราว 10 นาทีก็สามารถลงมาคุยกับแพทย์ได้ คุณแจ๋วไม่ต้องลางานก็ได้ แต่หากอยากพักผ่อนกายและใจ เราก็สามารถให้เธอหยุดได้ราว 3 วันโดยไม่มีอาการเมายาสลบเลย แบบนี้เรียกว่า ลีน ไหมครับ สะดวก สะอาด สะสาง (ภายในวันเดียว) สลึง (แปลว่าราคาถูกมาก) และ เส้ฟ (safe) 5 ส พอดีพอดิบ แบบลีนๆลื่นๆ

แต่การไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคุณแจ๋วไม่ได้มาหาเราตามนัด จนวันหนึ่งเธอเริ่มมีอาการเลือดออกและออกมากจนซีดเพลีย เมื่อมาถึงห้องฉุกเฉินแพทย์เวรสูติลงมาประเมินอาการก็พบว่าเธอแท้งไม่สมบูรณ์ (incomplete abortion) จึงแนะนำให้เตรียมขูดมดลูกในห้องผ่าตัด คุณแจ๋วจึงถูกเจาะเลือด ให้น้ำเกลือ เอกซเรย์ปอดด่วน จากนั้นก็ถูกเข็นไปยังห้องผ่าตัด คุณหมอดมยาเลือกวิธีใช้ยาทางไขสันหลังเพราะเธอไม่ได้งดอาหารมา (ก็ไม่รู้นี่นาว่าจะแท้ง) ใช้เวลาทำราว 20 นาที จากนั้นหมอสูติฯจึงเริ่มขูดมดลูก ใช้เวลาทั้งหมดตั้งแต่มาห้องฉุกเฉินถึงขูดมดลูกด้วยเหล็กเสร็จก็ปาเข้าไป 2 ชั่วโมง คุณแจ๋วต้องอยู่ห้องฟักฟื้นอีก 2 ชั่วโมงจนขยับขาได้ จึงถูกนำไปนอนในหอผู้ป่วย ผ่านพ้นไป 1 คืน ยาวมาจนถึงรุ่งเช้า เมื่อหมอสูติประเมินอาการแล้วจึงให้กลับบ้านได้ในช่วงบ่าย กว่าจะถึงบ้านก็เกือบค่ำพอดี คุณแจ๋วต้องพักฟื้นอีกราว 1 สัปดาห์ เพราะรู้สึกปวดหลังเล็กน้อย

แต่มาถึงปัจจุบันนี้ การขูดมดลูกได้กลายเป็นหัตถการสมัยหินไปแล้ว เมื่อคุณแจ๋วได้รับการตรวจภายในจากหมอเวรสูติ เขาก็แจ้งให้เธอทราบว่ามีการแท้งไม่ครบเกิดขึ้น หมอจึงทายาฆ่าเชื้อในช่องคลอด จากนั้นใส่หลอดดูดเข้าไป ต่อกับกระบอกสุญญาการ ดูดจ๊วบบบบบ....เพียง 3 ครั้งก็แท้งสมบูรณ์โดยที่คุณแจ๋วไม่มีอาการเจ็บปวดเลย เพราะปากมดลูกของเธอเปิดอ้าอยู่แล้ว เธอต้องนอนพักที่ห้องฉุกเฉินอีกราว 1 ชั่วโมง เมื่อรู้สึกหายหน่วงท้องแล้วก็ขอกลับบ้าน (เพราะคืนนี้ที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลม.อ.ยุ่งเหลือเกิน น่ากลัวจังเลย) คุณแจ๋วขอหยุดงาน 1 วันเพื่อทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วชีวิตก็ดำเนินต่อไปตามปกติ นี่เรียกว่าลีนได้ไหมครับ

ลีน เป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดการพัฒนา คนในหน่วยงานต้องรับรู้และมีฉันทามติร่วมกัน การพัฒนาด้วยลีนจึงเกิดขึ้นได้ อย่าสับสนนะครับ ผมกำลังบอกว่า ใช้ลีนเป็นเครื่องพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล ไม่ใช่นำงานคุณภาพของโรงพยาบาลมานั่งมองดูแล้วพยายามเอาลีนไปใส่ เอามาทำให้เกิดลีนในงานที่พัฒนาไปแล้วเป็นต้น แบบนั้นเรียกว่า ลื่น ครับ ไม่ใช่ ลีน

ผมยังคงมีเรื่องทั้งที่ตลกและตลกไม่ออกที่เกี่ยวกับลีนมาเล่าให้ฟัง

มีคนพยายามบอกว่า เราต้องลดวันนอนโรงพยาบาลของคนไข้ให้ได้มากที่สุด อันนี้เป็นหนึ่งในวิถีลีน ซึ่งอาจจะถูกส่วนหนึ่งและไม่ถูกส่วนหนึ่ง ส่วนที่ถูกก็คือ มีคนไข้บางคนอยากนอนโรงพยาบาลนานๆโดยไม่สนใจเรื่องอื่น เช่น นอนรอการตัดไหม นั่นหมายความว่าเธอต้องนอนโรงพยาบาลอีก 7 วันหลังผ่าตัด โดยไม่มีการรักษาเพิ่มเติม แต่ในขณะที่บางคนเป็นโรค หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคจากการรักษา ซึ่งเรื่องนี้คงจะสุดวิสัยที่หมอจะให้ออกจากโรงพยาบาลได้ แบบนี้จะให้ลดการนอนโรงพยาบาลไปก็คงไม่เกิดความปลอดภัยต่อคนไข้แน่ๆเลยใช่ไหมครับ

กับเรื่องของการนำเสนอผลงาน QA ในคณะ ในครั้งนั้นหัวเรื่องที่ภาควิชาได้รับไปก็คือ การลดจำนวนวันนอนโรงพยาบาล แต่ไอ้เราที่เป็นคนทำงานในภาควิชามานานนมก็ยังคิดไม่ค่อยจะตกผลึกว่า เราจะลดอะไรกันอยู่อีก ก็ในเมื่อการลดวันนอนโรงพยาบาลนี่เราพัฒนามามากและนานมากแล้ว มีคนพูดติดตลกออกไปว่า หากยังคงมีเรื่องลดวันนอนโรงพยาบาลไปนำเสนอได้อีก นั่นแสดงว่าภาควิชานี้ โรงพยาบาลนี้มันคงห่วยเต็มทน ต้องมีลีนมากำกับจึงมาเริ่มหาโรคที่ต้องกำหนดการนอนให้สั้นที่สุด ขำไม่ออกและออกไปพร้อมๆกัน ไอ้ที่ขำไม่ออกก็เพราะเราไม่มีเรื่องไปนำเสนอ เพราะเรื่องนี้เราพัฒนามานานจนเก่าเก็บแล้ว แทบจะไม่มีคนนอนเล่นในวอร์ดสูตินรีเวชกันแล้ว แต่ที่ขำออกก็เพราะว่าทำใจได้ ไม่มีก็ไม่มีวะ มีคนบอกว่า เอามั้ย คลอดเสร็จก็ให้ออกจากโรงพยาบาลไปเลย เรื่องนมแม่ก็ให้ยายสอนกันเองนะ เมื่อก่อนเขาคลอดกันที่บ้านนี่นา หรือไม่ก็ ผ่าท้องคลอด 1 วันก็ให้รีบกลับบ้าน ไปตัดไหมที่ไหนก็ได้ อาจารย์จิตเกษมเลยชิ่งไปพูดเรื่องลีนกับการบริหารจัดการอัลตราซาวนด์ดังที่ได้กล่าวมาตอนต้น เท่านั้นแหละ กรรมการต่างก็หัวเราะ บอกว่าผิดโจทย์ ผิดคำสั่ง ไม่ให้คะแนน ฮา....คนนำเสนอก็โกรธาจนมือไม้สั่น แต่ไอ้ที่สั่นก็ไม่ใช่จะหวังได้เงินรางวัลจากการประกวดหรอกนะครับ แต่โกรธที่คนฟังคิดไม่ทันต่อสิ่งที่เรานำเสนอแล้วมาว่าเราต่างหาก แบบว่ามันคนละชั้นกันครับ ฮา...อีก