ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน

วาทะเด็ด สะเก็ดการเรียน
     การเดินทางของเวลา มิเคยหยุด เป็นหนึ่งตัวแปรที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะมีบทบาทต่อหลายสิ่งหลายอย่าง ครั้งนี้ก็มีบทบาทต่อการเรียนของฉัน เพราะอีกไม่กี่วันก็ครบรอบหนึ่งเดือนของการเข้ามาศึกษาในระดับปริญญาเอก ในรอบรั้วสีอิฐ แห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น ดินแดนที่ฉันภาคภูมิใจ
     ครบหนึ่งเดือน ฉันต้องส่องกระจก มองย้อนตัวเองว่าได้อะไร ให้อะไรกับตัวเองแล้วบ้าง ถ้าจะเทียบกับพัฒนาการของเด็ก ก็แทบไม่น่าเชื่อว่า พัฒนาการของฉันเพิ่งจะได้แค่พลิกตัวให้นอนคว่ำได้เท่านั้น ขณะที่ฉันมองว่า คนอื่นกำลังคลานไปข้างหน้า เพราะการวัดต้องมีตัวเทียบ ที่จะให้ทราบระดับของตนเอง มิใช่เพื่อแบ่งแยก ย่ำยี แต่เพื่อพัฒนา ฉันจึงแน่ใจว่า ฉันปล่อยให้ตัวเองเรียนรู้ช้าไปเสียแล้ว และหากปล่อยให้เนิ่นนานผ่านไป ย่อมไม่ทันการณ์ จึงต้องปรับตัว ปรับใจ หา intervention มาปรับเปลี่ยนตนเอง สู่ผลลัพธ์ของการมีพัฒนาการที่สมวัยของการเรียนรู้ มิเสียที่ที่หน่วยงานอนุญาตให้ฉันมาเรียน มิเสียทีที่ฉันละทิ้งบ้าน ความอบอุ่นของครอบครัวมาเพื่อเรียนรู้ วันก่อนฉันได้มีโอกาสเรียนกับท่านอาจารย์ รศ.นพ.สมเดช พินิจสุนทร ท่านให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า “ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน” ซึ่งทำให้ฉันได้คิดว่า เมื่อได้เรียน เมื่อได้รับการถ่ายทอดวิชาแล้ว ก็อย่ามัวแต่เดี๋ยว อย่ามัวแต่เพลิน อย่ามัวรีรอ จงเร่งคิด เร่งอ่าน และลงมือทำตามความฝัน จับให้มั่น คั้นให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันแล้วเราจะแต่งแต้มให้มันเป็นรูปลักษณ์ที่เราต้องการได้
     เดือนที่สอง สาม สี่ ห้า.....ยังจะไม่หยุดนิ่ง จะวนเวียนตามรอยรอบของมันที่ถูกกำหนดไว้ แต่เราต้องมิให้วันเวลา เหล่านั้น ผ่านไป กลายเป็นแค่วันวานที่ไร้ซึ่งความทรงจำที่แสนงดงาม ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เราต้องพัฒนาให้ก้าวไป อย่างเท่าทันเวลา เท่าทันปัญญา ทำเวลาให้มีคุณค่าแก่ตนเอง คนรอบข้าง และสังคมโดยรวม อย่าปล่อยให้เหล็กเย็นจนยากต่อการดัด อย่าทำให้คำสอนที่แสนดีของอาจารย์ที่ฉันจะเรียกว่า “วาทะเด็ด สะเก็ดการเรียน” ไร้ซึ่งคุณค่า แล้วเพื่อนๆ หละครับ แต่ละวันผ่านไป มองเห็นอะไรในกระจกของกาลเวลา