เปล่าครับ ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องอย่างว่า . . . คำว่า “มีอารมณ์” ผมหมายถึง อารมณ์โกรธ ไม่พอใจ ไม่สบอารมณ์ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่โตอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะ “ไม่ได้ดั่งใจ” คือมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่เป็นไปตามที่ใจต้องการ อะไรทำนองนั้นนั่นแหละครับ สำหรับ “คู่กรณี” ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “คนที่ใกล้ตัว” ที่เจอะเจอกันตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ถ้าไม่ใช่ลูกก็คงเป็นภรรยา ทำนองนั้น
แต่เช้าวันนี้ในขณะที่ผมกำลังไม่ “สบอารมณ์” กับบางสิ่งบางอย่างอยู่นั้น มือถือของผมก็ดันดังขึ้นมา พบว่าเป็นสายจากผู้บริหารหน่วยงานแห่งหนึ่งซึ่งเป็นลูกค้าของ สคส. ที่ในวันพรุ่งนี้ (เสาร์ – อาทิตย์) ผมและคุณอุรพินจะต้องไปเป็นวิทยากรจัด Workshop ให้ ประเด็นที่ท่านโทรมา คงเป็นเพราะว่าสนิทกัน ท่านก็เลยพูดออกมาตรงๆ ว่า เท่าที่เห็นในกำหนดการ รู้สึกว่าจะยังไม่ตรงกับความต้องการของท่าน ท่านกลัวว่าเราจะไปผิดทาง
ผมฟังท่านอย่า่งไม่สบอารมณ์เท่าไร จนทำให้ “คุณภาพการฟัง” ไม่ดีเท่าที่ควร ในใจมีแต่เสียงดังว่า “แล้วมาบอกอะไรตอนนี้ล่ะ ก็พูดกันไว้แล้วตั้งแต่ Workshop คราวแรก (เมื่อเดือนที่แล้ว) ว่าครั้งนี้เราจะทำอะไรกัน แล้วทำไมท่านไม่ทักท้วงตั้งแต่ต้น” ครั้นเมื่อผมได้ยินเสียงที่อยู่ภายในหัวผม ก็พยายามเตือนสติตัวเองว่า “ให้ฟังให้จบก่อน” อย่าเพิ่งตัดทอน เคยสอนคนอื่นใช่ไหมว่า “เสียงลูกค้า (Voice of Customer) คือพระเจ้า” แต่เสียงภายในหัวก็ยังดังขึ้นมาอีกว่า “. . . คือพระเจ้า แล้วยังไงล่ะ . . . ก็เราไม่ได้เข้ารีตนี่หว่า?” แต่ทว่าในที่สุดผมก็ฟังท่านจนจบ โดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะเกรงว่าอาจจะออกมาไม่สวยงาม
เมื่อมาถึงที่ทำงานก็นำเรื่องนี้กับมาปรึกษาคุณอุรพินที่เป็นวิทยากรหลักว่าจากที่ผมได้ฟังมา เราน่าจะต้องพิจารณาปรับกิจกรรมหรือกำหนดการอะไรบางอย่าง ใช้เวลาคุยกันนานพอสมควรจนในที่สุดก็เริ่มเห็นภาพที่ชัดเจน แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายไปทำรายละเอียดต่อ ก่อให้เกิด “มุมมองใหม่” มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทาย อาจจะทำให้เราได้อะไรที่ใหม่กว่าเดิมเพิ่มเติมขึ้นมา นี่แหละหนาประโยชน์ของการ “เปิดใจรับฟัง” ฟังทั้งเสียงที่อยู่ข้างนอก (จากลูกค้า) และเสียงที่อยู่ในหัวตัวเอง
เช้านี้ก็เลยมัวแต่ยุ่งอยู่กับการปรับเปลี่ยนรายละเอียดของ Workshop จนลืมอารมณ์หงุดหงิดที่มีมาแต่เมื่อเช้าไปหมดแล้ว “อารมณ์นั้นไม่ต่างอะไรจากกระแสลม พัดมาแล้วก็พัดไป” ดูแลใจเราให้ดีก็แล้วกัน !!
มาดูอารมณ์ค่ะ
ยินดีที่ได้พบมุมมองใหม่
จากการที่เปิดใจรับฟัง
ขอบคุณที่ให้ข้อคิดที่ดีนะคะ
..ดูแลใจเราให้ดีแล้วกัน..อารมณ์นั้นไม่ต่างอะไรจากกระแสร์ลม..พัดมาแล้วก็พัดไป..ไชโย..ดีใจจริงๆกับข้อความนี้...ขอบคุณค่ะ
กะปุ๋มเคยพบว่า ผู้จัดใช้กระบวนการเป็นที่ฟอกเงินไม่ได้ตั้งใจที่จะจัด แต่เมื่อเราก็พยายามผ่อนปรนแตในขณะเดียวกันเราก็แทรกเงื่อนไขเราเข้าไปด้วย เช่น ขอเริ่มสิบโมงและขอเลิกเร็วกว่าสี่โมงเย็นเพราะว่าจะได้ไปช้อปปิ้ง ไปเที่ยว ไปซื้อของ เราก็ยินดีว่าได้ยินดีตามที่เขาเสนอ แต่เราก็ขอแลกเปลี่ยนไปว่า ช้อปปิ้งแล้วมาทำกระบวนการกันต่อ จากเลิกสี่โมงเย็นก็มาต่อตอนหกโมงเย็นและเลิกสามทุ่ม...
หรือไม่ก็...ผู้เข้าร่วมไม่ตรงต่อเวลา เราก็ยังไม่เริ่มกระบวนการ จนกว่ามากันอย่างพร้อมเพียง จากนั้นเราก็ทดเวลาเลิกช้า ... ทางกลุ่มก็ได้เกิดการเรียนรู้ เมื่อไรที่กะปุ๋มไปทำกระบวนการก็จะเกิดการบอกข่าวส่งต่อกันว่า ให้รีบมาตรงเวลาเพื่อที่จะได้เลิกตรงเวลา
ใจดีแต่เอาจริงค่ะ ...ฮา...
จะบอกเสมอว่า หากเชิญเรามาเราก็ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่เราก็ยอมยืนหยุ่นตามข้อเสนอของผู้จัด แต่เราก็มีข้อแลกเปลี่ยน...เสมอ
ความแตกต่างหลายๆ บริบทก่อให้เกิดการเรียนรู้และนำไปสู่การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ได้ดีทีเดียวค่ะ
ขอบคุณค่ะ
(^___^)
กะปุ๋ม
สวัสดีค่ะอาจารย์..
บ่ายนี้เลยขำไม่ออกเลยค่ะ...เพราะอารมณ์ที่พัดมามีขุ่นมัวเล็กน้อย
ก่อนที่จะ..เปิดใจรับฟัง..และหอบเอาความขุ่นมัวกลับไปเหลือทิ้งไว้คือความรับผิดชอบโดยต้องขอขอบคุณเสียงในหัวเราที่ยอมเปิดใจรับฟัง...
อย่างไรก็ตามแม้จะไม่ได้ขำเหมือนเมื่อวาน...แต่ขอบคุณอาจารย์ที่บทความนี้ก็
ยังคงให้แง่คิดและมุมมองที่เราปฏิเสธไม่ได้ค่ะ....อารมณ์พัดมาแล้วก็พัดไป...
แต่สิ่งที่เหลือหลังจากนั้นฃิคะ...ถ้าเราไม่ควบคุมอารมณ์ชั่ววูบตรงนั้นให้ได้...
การเปิดใจรับฟังและตรองด้วยเหตุผล..คือวิธีการที่ถูกต้อง...
บทสรุป..เหตุผลควรมาก่อนอารมณ์..**ดูใจเราให้ดีๆแล้วกัน**...
ชอบคำพูดประโยคนี้ค่ะ...
แต่ก็ทำให้ได้ผลดี และมีประโยชน์กับผู้อบรมอย่างสูงครับ และขอบคุณมากแลยครับ
อาจารย์ครับ ตัวตนมีจริงครับ ผมชอบอาจารย์จริง ๆ ครับ