ได้สัมผัสเสน่ห์เมืองไวน์ - Napa Valley ในอีกมุมมอง ที่ไม่เน้นการชิมไวน์เพียงอย่างเดียว

ห่างหายจากการเขียนบันทึกไปนานพอให้คิดถึง..กัลยาณมิตรชาวบล็อคเกอร์หลายๆท่านรวมทั้งซูซานน้องรัก..ช่วงปีที่แล้วเป็นประมาณ"บล็อคลิซึ่ม"(ฉันตั้งชื่อเอง)...หลังจากได้ไปเปลี่ยนบรรยากาศที่บ้านเกิดเมืองนอน อิ่มเอมใจกับครอบครัว..ได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตา..และกับเพื่อนๆ ที่รัก..ซึ่งไม่ได้เจอกันนานน้าน..พอได้เติมพลังแล้วกลับมาสู้กับโลกต่อไป

ช่วงต้นเดือนมิถุนาที่ผ่านมา..โชคดีได้มีโอกาสวางแผนกลับไปเยือนเมืองซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอเนีย (ตั๋วฟรี) เป็นเมืองโปรดอันดับต้นๆที่มีีศิลปะ เอกลักษณ์และความน่าสนใจรายล้อมอยู่ทั่วเมือง แถมอากาศก็เย็นฉ่ำ สบายเหมือนเค้าติดแอร์ด้านนอกอีกด้วย (สามีบอก) และรวมไปถึงเมืองไวน์ "Napa Valley" ซึ่งห่างจากซานฟรานฯ เพียงแค่ประมาณสองชั่วโมงครึ่ง เป็นเมืองที่เพื่อนอาวุโสส่วนใหญ่บางคนบอกว่า เพราะไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยไม่คิดที่จะไป..เราก็คิดแต่ในใจว่า..ทำไมถึงคิดอย่างนั้น?

                              

ชมเมฆที่ซานฟรานฯกันก่อน เห็นแล้วก็คิดถึงพี่ชิวก่อนใคร ไม่แน่ใจเรียกว่าอะไร??

จริงๆแล้ว ฉันเองแพ้แอลกอฮอล์มาตั้งแต่สมัยสาวๆ ไม่ว่าจะโดยสัมผัสหรือดื่มจะเกิดผื่นแดงและคันขึ้นต่างร่างกาย บวมแดงเมื่อเกา..ทรมานน่าดู แต่มาระยะหลังๆ เพื่อนชวนไปเยือนถิ่นซึ่งเป็นแหล่งผลิตไวน์ไทยที่วังน้ำเขียว โคราช ได้ใกล้ชิดคลุกคลีเป็นระยะๆ..ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะปรับตัว..จนเริ่มลดความแพ้แอลกอฮอล์ลงได้ในระดับหนึ่งทีเดียว

ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร..ทำไมเราต้องแพ้..เราจะหน้าแดงแจ๋กว่าคนอื่นๆ..จนมาอ่านเจอบทความถูกใจสุดๆ ทำให้ถึงบางอ๋อ...ของอ.คุณหมอวัลลภ พรเรืองวงศ์ เรื่องดื่ม(แอลกอฮอล์)แล้วหน้าแดงดีไหม? ว่าฉันเป็นพวกมียีนส์(พันธุกรรม)บกพร่อง ชนิด ALDH2 deficient ประมาณนี้ พบมากในกลุ่มคนเอเชียตะวันออก มิน่าล่ะ ฝรั่งที่เทสต์ไวน์ด้วยกันหน้าตาปกติกันทุกคน มีเราคนเดียวแค่ลองชิมนิดเดียวหน้าแดงก่ำ..(..หาเรื่องเองนี่นา...)  คุณหมอบอกว่าเพราะมียีนส์แฝงอยู่ เลยทำให้ทำลายพิษแอลกอฮอล์ได้ช้ากว่าคนทั่วไป หน้าก็จะแดงมากเวลาดื่ม ร่างกายก็จะรับสารพิษสูงกว่าคนอื่นๆ

แต่เรื่องหน้าแดง แพ้ไวน์ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการมาเยือนถิ่นไวน์นี้อยู่ดี เพราะเราก็ไม่อยากปิดโอกาสที่จะไปเปิดโลกทัศน์ในแง่มุมอื่นๆ ได้ข่าวว่ามีร้านอาหารอร่อยมากมายให้เลือก รวมไปถึง ไร่องุ่น ดอกไม้สีสันงดงาม อีกทั้งบ้านเรือนสวยงามสไตล์ต่างๆ รอเราอยู่

                        

ดอกลาเวนเดอร์มีให้เห็นกันทั่วไปที่Napa Valley

                                                    

เราสองคนมาพักกันที่ Bed&Breakfast เล็กๆ ซึ่งมีมากมายหลายร้อยแห่งที่นาปาฯ ให้เราเลือกสรร ข้อดีคือเราจะได้รับการดูแลต้อนเราอบอุ่นเหมือนเจ้าของบ้าน บรรยากาศกันเอง อาหารเช้าแบบโฮมเมดที่แสนอร่อย มีขนมอบ เครื่องดื่มร้อนเย็น เตรียมไว้ตลอดคืน แถมมีไวน์เนอรี่นำไวน์มาให้ชิมถึงที่ทุกๆห้าโมงครึ่งตอนเย็น เจ้าบ้านก็มีกับแกล้มพร้อมไว้รอท่า ประมาณว่าขึ้นไปนอนพักเมื่อไรก็ได้

โปรแกรมหนึ่งที่ไม่ทำให้ผิดหวังคือ นั่งรถไฟชมเมืองพร้อมกินอาหารมื้อเที่ยงบนรถไฟ ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงเบ็ดเสร็จ เรียกว่า "Wine Train" บรรยากาศดี ได้เห็นไร่องุ่นมากมายลดหลั่นตามเขา ไล่ไปตั้งแต่ Napa, Yountville, Oakville, Rutherford, St. Helena แต่ไปไม่ถึง Calistoga

โดยจองตั๋วก่อนจากที่พัก ช่วงที่รอเรียกขึ้นรถไฟก็จะให้ชิมไวน์ฟรี 2 ชนิดทั้งไวน์ขาวและแดง พร้อมแนะนำว่าจะมีให้ชิมบนรถไฟด้วย สนนราคาค่าชิมไวน์ 4 ชนิด 10 เหรียญ ส่วนอาหารที่เราจ่ายไปก่อนพร้อมตั๋วโดยเลือกเป็น Gourmet Express Lunch จะมี สลัดหรือซุป ซึ่งจะบอกว่าเหมาะที่จะคู่กับไวน์ชนิดใด ตามด้วย อาหารหลักจะเป็นเนื้อ หมู ไก่หรือปลาให้เลือกคู่กับไวน์ ราคาแก้วละตั้งแต่ 8เหรียญจนถึง 13 เหรียญต่อแ้ก้ว  ต่อด้วยของหวาน และชากาแฟ

                    

เค๊าว่ากันว่าในระยะทางครึ่งชั่วโมงที่ขับรถผ่าน มีไวน์เนอรี่มากมายให้เลือกเข้าไปชิมถึงสี่ร้อยกว่าแห่งทั่วไปหมด แต่ก่อนนั้นหลายปีมาแล้วจะให้ชิมกันฟรีเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันนี้ หากเป็นไวน์เนอรี่ที่ใหญ่หรือมีชื่อเสียงโด่งดังจะคิดค่าชิมไวน์ อาจเป็นเซ็ตหรือแยกเป็นชนิดๆ ต่อแก้ว ราคาตั้งแต่ 8-30 เหรียญก็มี บางแห่งก็ให้แก้วไวน์กลับไปเป็นที่ระลึกเลยหลังชิม หรือรวมกันกับค่าเข้าชมไวน์ทัวร์

                                                

เนื่องจาก สามีซึ่งเป็นสารถีให้ความสำคัญกับเมื่อขับรถจะไม่ดื่มเด็ดขาด ซึ่งบางคนก็แนะนำว่าก็ชิมแล้วบ้วนทิ้ง ก็มีบ้างบางแห่งที่เตรียมถังไว้ให้บ้วนทิ้ง แต่ก็ไม่ค่อยได้เห็นใครทำกันซักเท่าไหร่ ก็ไม่ว่ากัน...เรา เน้นชื่นชมกับบรรยากาศและอาหารก็ไม่ได้ทำให้ความสุขลดน้อยลงเลย..

ตอนเย็นๆ ก็มีตลาดนัดทุกวันพฤหัสในช่วงนี้ Shef Market จะมีผักผลไม้สดมาขายในราคาถูก ลืมบอกไปว่าช่วงนี้เป็นฤดูของสตอร์เบอรี่ เชอรี่ซึ่งมีทั้งขาวและแดงอร่อยมากๆ โดยเฉพาะบิงค์เชอรี่ (สีแดง) ได้เดินเล่น ชิมอาหาร โดยมีเชฟมาทำอาหารโชว์ให้ชิมพร้อมไวน์ มีดนตรีการแสดงสด จะไม่ค่อยได้เห็นผู้คนเดินตามถนนหนทางเท่าไหร่ จะมีก็คงมารวมตัวกันสนุกสนานที่นี่นะเอง

หลังจากนั้นก็มาลองอาหารเย็น สไตล์สแปนิชประเภท ทาปาส(Tapas) ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักคำว่าทาปาสนั้น คืออาหารที่เรียกน้ำย่อยหลากหลายแบบ เป็นจานเล็กๆ สามารถแบ่งกันทาน สั่งมาหลายๆจาน ก็ทำให้อิ่มได้เหมือนกัน เมื่อแกล้มกับขนมปังฝรั่งเศส อร่อยดีไปอีกแบบ

ก็บอกแล้วว่ายังแพ้ไวน์อยู่..แต่ก็มีอย่างอื่นให้ลอง..ให้เรียนรู้..และอื่นๆอีกมากมายๆ...ไว้มีโอกาสจะกลับมาเล่าเรื่องซานฟรานฯให้ฟังกันต่อนะึคะ