จังหวะแห่งการก้าวเดินของชีวิตนั้นล้วนแล้วแต่ต้องอาศัย “พลังแห่งศรัทธา (The Power of Belief)”
การที่เราก้าวเท้าไปข้างหน้าก็เพราะเราเชื่อมั่นและศรัทธาในความเชื่อมั่นนั้น
เช่นเดียวกันการที่เราหยุดหรือถอยเท้าก้าวถอยหลังก็เพราะเราเชื่อมั่นและศรัทธาในหนทางข้างหลังนั้นเช่นเดียวกัน...

ไม่ว่าจะผิดหรือถูก
ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว
ไม่ว่าจะรักหรือชัง
ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง
สิ่งทั้งหลายล้วนแล้วขึ้นอยู่กับ “ความศรัทธา (Belief)”
ห้วงแห่งเวลา และการยาตราของ “จังหวะชีวิต (Rhythm of Life)” สองมือ สองเท้ากับหนึ่ง "ใจ" นี้ขยับ เยื้องย่างด้วย “ศรัทธา...”
ศรัทธาต่อการเดินไปที่ใด เพราะมั่นใจในการก้าวเดินไปที่นั่น
ศรัทธาต่อใคร เพราะมั่นใจในเขาคนนั้น...
หากขาดศรัทธาแล้วชีวิตย่อมรวนเรและ “แปรปรวน”
แม้กระทั่งลมหายใจ หากไร้ศรัทธาแล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะหายใจอยู่เพื่อดำรงชีวิตไว้ไปทำไม เพื่อใครหรือว่า เพราะอะไร...?
“ความศรัทธา (Belief)” จึงเป็นทุนแห่งการยาตราของ “ชีวิต”
หากเรามี “สัมมาทิฏฐิ” หรือความเห็นชอบ เราย่อมศรัทธาใน “กุศลกรรม” คือทางที่จะน้อมนำไปในหนทางแห่งความดี ความเสียสละ
หากเรามี “มิจฉาทิฏฐิ” หรือความเห็นผิดแล้ว เราย่อมศรัทธาใน “อกุศลกรรม” คือหนทางที่จะนำไปในหนทางแห่งความชั่ว และ “ความเห็นแก่ตัว”
ชีวิตนี้ต้องตรวจสอบ (Re-check) ซึ่ง “ศรัทธา”
ตรวจสอบย่างก้าวแห่งความเป็นมา ตรวจสอบการยาตราของชีวิตในปัจจุบัน

อนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
แต่ถ้าหากเราศรัทธาในความชั่ว อนาคตเราก็ “ชั่ว” แน่นอน
และถ้าหากเราศรัทธาในความดี อนาคตเราก็ “ดี” แน่นอน
เพราะเหตุและปัจจัยนี้เป็น “กฏแห่งกรรม (Laws of KAMMA)”
ศรัทธาเกิดขึ้นมาจาก “กรรม”
สัตว์โลกทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นไปตามกรรม
สัตว์โลกทั้งหลายมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
ใครจักทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักต้องได้รับผลของกรรมนั้น ๆ สืบไป
ชีวิตนี้ควรมี ควรพึ่ง “ศรัทธาในกุศลกรรม (Belief in good action)” เพราะอนาคตของชีวิตนั้นย่อมเดินตามกรรมสืบต่อไป...
