จากการเข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์กิจกรรมประชาสัมพันธ์โรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2552 เวลา 13.00 น. ซึ่งภายในงานประกอบด้วยการจัดนิทรรศการแสดงผลงาน โดยคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ. ทองนารถ คำใจ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดนิทรรศการ การรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานโดย รศ.ทพ. สัมพันธ์ ศรีสุวรรณ ประธานคณะกรรมการบริหารแผนงานโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข ต่อด้วยการนำเข้าสู่ห้องย่อยตามประเด็น "ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ วิถีสร้างสุข แบ่งเป็น 3 ห้องย่อย ห้องที่หนึ่งหัวข้อ งานได้ผล...คนเป็นสุข ห้องที่สองหัวข้อ โรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข และห้องที่สามในหัวข้อ มองผ่านเลนส์(เห็นนก) เห็นความสุข เพื่อให้บุคลากร อาจารย์ นิสิตนักศึกษาสามารถเลือกเข้าฟังได้ตามความสนใจ จากนั้นเวลา 14.30 น. คณบดีได้ให้เกียรติเป็นประธานเปิดข่วงทันตะม่วนใจ๋ ซึ่งเป็นสถานที่จัดไว้เพื่อแสดงผลงานโครงการ/กิจกรรมเพื่อสร้างสุขของโรงเรียนทันตแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายในลานประกอบด้วย ซุ้มอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซุ้มศิลปะ การสาธิตการแกะสลักผลไม้ สาธิตการถักหมวกไหมพรม (ภายใต้โครงการชาวทันตะรวมใจต้านภัยหนาว) และโต๊ะที่จัดเตรียมอาหารสดไว้สำหรับผู้ที่อยากจะลงมือทำเอง มีการแสดงกลองสะบัดชัยโดยสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งหลังจากพิธีเปิดข่วงทันตะม่วนใจ๋อย่างเป็นทางการได้เสร็จสิ้นลงก็มีผู้คนหลั่งใหลเข้ามาภายในบริเวณงานเป็นจำนวนมาก ทั้ง อาจารย์ บุคลากร นิสิตนักศึกษาทันตแพทย์ และนักเรียนผู้ช่วยทันตแพทย์ และในงานทุกคนจะได้รับแจกกระทงใบตองและตะเกียบเป็นอาวุธคู่กาย หลังจากนั้นทุกคนก็ทยอยกันเดินไปขอรับอาหารจากบุคลากรจากสำนักงานคณบดีที่ทำหน้าที่จัดอาหารอยู่ตามซุ้มต่างๆ ซึ่งรายการอาหารในวันนั้นประกอบด้วย อาหารคาว และหวาน ได้แก่ หมี่หนมเส้น ยำผักดอง ส้มตำเหนือ ยำใหญ่ น้ำสมุนไพร ขนมข้าวหนียมสามเหลี่ยม ขนมลิ้นหมา ขนมใส่ไส้ ผลไม้สด ฯลฯ(ขออภัยหากไม่สามารถเขียนเป็นภาษาพื้นเมือง) และมีพื้นที่ตรงกลางที่ปูเสื่อไว้หรับนำอาหารมารับประทานร่วมกัน ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาเกือบบ่ายสามโมง ผู้เขียนเองซึ่งแม้ว่าจะเพิ่งรับประทานอาหารกลางวันมาเมื่อประมาณเกือบบ่ายโมง (ข้าวสองจาน) แต่ก็ขอใช้สิทธิ์นำตะเกียบและกระทงใบตองไปถึงสามชุดเพื่อที่จะได้รับประทานได้ทุกอย่าง
โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่าอาหารถือเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่แสดงออกถึงวัฒนธรรม ความอุดมสมบูรณ์ ลักษณะภูมิประเทศภูมิอากาศและลักษณะวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ อย่างเช่น อาหารพื้นเมืองของชาวเหนือที่เห็นอาหาร เห็นวัตถุดิบที่ใช้ก็ทำให้เรารับรู้ได้ผ่านอาหารเป็นสื่อนำได้ว่า ที่นี่น่าจะเป็นเมืองหนาวสังเกตจากวัตถุดิบที่ใช้ และผู้ทำน่าจะมีความพิถีพิถันในการคัดเลือก ผสมกลมกลืนวัตถุดิบต่างๆเพื่อประกอบออกมาเป็นอาหาร และด้วยส่วนผสมที่หลากหลายมีครบรสทั้ง เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม และความเผ็ด ตามแบบฉบับอาหารไทยในทรรศนะของต่างชาติแล้ว ซึ่งกว่าจะได้อาหารแต่ละอย่างเกิดขึ้นมาได้นั้นต้องอาศัยทั้งการคัดเลือกวัตถุดิบ การผสมปรุงรส การจัด ซึ่งทำออกมาได้เป็นอย่างดี โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเองคิดว่าผู้ที่ทำอาหารต้องเป็นบุคคลที่มีความสุขเมื่อทำอาหารจึงจะสามารถทำออกมาได้ดีเช่นนั้น ในขณะเดียวกันผู้รับอาหารซึ่งเป็นสื่ออย่างหนึ่ง เมื่อประทานเข้าไปแล้วก็มีความสุข สังเกตได้จากรอยยิ้ม ลักษณะสีหน้าเวลารับประทานเข้าไป การตักอาหารเพิ่ม ในทางทางวิชาการแล้วการสื่อสารต้องประกอบด้วยองค์ประกอบอย่างน้อย 4 อย่าง คือ 1)ผู้ส่งสาร (Sender)2)สารที่จะส่ง (Message) 3) สื่อ (Media or Channel) และ 4) ผู้รับสาร (Receiver)
สำหรับการจัดงานในวันนั้น ผู้ส่งสาร คือ ผู้ที่ปรุงและจัดเตรียมอาหารรวมไปถึงคณะกรรมการผู้จัดทุกท่านที่ช่วยคิดรายการอาหารไว้สำหรับงานครั้งนี้ด้วย และ สาร ก็คือ ความสุข ความสมบูรณ์ของพื้นที่ ความตั้งใจในการประดิษฐ์ วัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนเมือง ผ่านสื่อนำก็คือ อาหาร และ ผู้รับสาร ก็เป็นทุกคนที่มาร่วมงานที่ได้เห็นหน้าตาอาหารแต่ละอย่างและได้รับประทานด้วย โดยรวมผู้เขียนคิดว่าการจัดงานในวันนี้ประสบความสำเร็จในด้านการสื่อสารครบถ้วนทุกองค์ประกอบแล้ว เพราะมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ที่เห็นได้ง่าย คือ การนั่งรับประทานอาหารพุดคุยสนุกสนานร่วมกันซึ่งเกิดขึ้นในทุกกลุ่ม ทั้ง อาจารย์ บุคลากร นิสิตนักศึกษา จนจำนวนอาหารที่เตรียมมาหมดในระยะเวลารวดเร็ว ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ได้สื่อสารความสุขออกมาผ่านสื่อคืออาหารและสามารถนำสาร คือ ความสุข เพื่อที่จะสร้างสุขออกมาสู่สังคมโรงเรียนทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ได้ความสุขเกิดขึ้นทั้งผองร่วมกัน...

