คิดต่อ

ข้อคิดจากการสนทนากับนักการเมือง...คนหนึ่ง(2)

ตอนที่แล้ว 325 ผมเขียนถึงนักการเมืองท่านหนึ่งที่ได้พบในช่วงเวลา 2 วันในต่างแดน และได้เล่าความรู้สึกและความประทับใจในบุคคลิกและคุณสมบัติต่างๆ ไปแล้ว เวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์ ผมก็ยังคิดแบบเดิมคือ

ความจริงเมืองไทย ก็มีนักการเมืองดีๆ เหมือนกันนะ ซึ่งก็คงไม่ใช่คนเดียว แต่มีหลายคน ดังนั้นก็ยังมีความหวังกับการพัฒนาการบริหารบ้านเมืองอนาคต

ผมได้ยกลักษณะที่น่าประทับใจถึง 9 ประการไปแล้ว ก็ต้องดูกันต่อไปว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งคนที่จะตรวจสอบ ดูแลนั้นไม่ต้องห่วง มีมากมายทั้งพวกเดียวกันในฝ่ายตรงข้าม  ทั้งสื่อมวลชนและประชาชน

วันนี้ ขอพูดถึงเรื่องข้อคิดดีๆ ที่ได้จากการสนทนากับนักการเมืองท่านนี้ต่อ

เมื่อผมบอกว่าอินดียมีความสำคัญ มีศักยภาพและเป้นอนาคตของประเทศไทยได้ โดยเฉพาะด้านการค้าขาย ท่านเข้าใจทันทีและสอดคล้องกัน ข้อคิดดีๆ จึงเกิดตามมา

อินเดียเป็นประเทศกว้างใหญ่ กลุ่มชนชั้นกลางใหม่ที่ว่ามี 300 ล้านนั้นจะเป็นผู้บริโภคที่สำคัญ ซึ่งอุตสาหกรรมไทยสามารถเข้าไปมีบทบาทในอินเดียได้

ไทยกับอินเดียมีความสัมพันธ์อันยาวนาน โดยเฉพาะด้านศาสนา และในยุคที่อินเดียเปิดประเทศ มีนโยบายกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เรียกว่ามองตะวันออก ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายมองตะวันตกของไทย ทำให้เป็นโอกาสที่ดีระหว่างสองประเทศที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน 

 

ในการพบกับนักการเมืองท่านนี้ มีข้อคิดเห็นที่น่าสนใจและลึกซึ้ง ผมเห็นว่าเป็นการสนทนากับคนที่มีความเป็นมนุษย์ มีคุณธรรม มีความรู้ มีประสบการณ์ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรได้มากทีเดียว จึงขอนำความในใจมาเล่าสู่กันฟัง ว่าเป็นอย่างไร มีลักษณะและคุณสมบัติประจำตัวอะไร โดยไม่จำเป็นต้องบอกว่านักการเมืองนั้นคือใคร

 

ปัญหามีไว้ให้แก้

ข้อคิดแรกนี้ เห็นได้ชัดว่าใครก็ตามที่คิดเช่นนี้ เป็นคนที่ไม่กลัวงาน เป็นคนสู้งาน ประเภทรับอาสาที่จะทำงานหนัก และไม่ว่าจะเจอปัญหามากเพียงใด ยากเพียงใดก็คิดแก้ไขและสู่ต่อไป ซึ่งผมเห็นว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของมนุษย์ ดูคนอินเดียเป็นตัวอย่าง ด้วยความที่คิดเก่ง จึงมีทางออกในปัญหาต่างๆ เสมอ

 

ถูกต้องโปร่งใสและต้องตรวจสอบได้

ประเด็นนี้ก็อีกเช่นกัน ใครก็ตามที่มีความคิดแบบนี้ ถือว่าเป็นข้าราชการเป็นนักการเมืองได้ แม้แต่ทำธุรกิจ หากเป็นเช่นนี้ได้ ก็จะเป็นนักธุรกิจที่ดี  เพราะถ้าเริ่มต้นด้วยความคิดที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากแล้ว การทำสิ่งใดให้โปร่งใสก็แสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรต้องปิดบัง จึงเป็นที่มาของคำว่าต้องตรวสอบได้ในท้ายที่สุด  นักการเมืองท่านนี้บอกว่าที่ผ่านมาพร้อมเสมอที่จะให้มีการตรวจสอบทุกเรื่องที่ดำเนินการ

 

คุณค่าของคนอยู่ที่ผลงาน

ประเด็นนี้ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะมาจากไหน เรียนมาระดับใด จากสถาบันใดประเทศใดและมีประสบการณ์มากเพียงใด ก็อยู่ที่ผลงานของผู้นั้นที่จะทำให้ทราบว่าเป็นอย่างไร  ทำอะไร ทำอย่างไรและมีอะไรสำเร็จบ้าง  ผมเห็นว่าเป็นประเด็นการบริหารที่ดี  การเลือกใช้คนจึงต้องดูที่ผลงานเป็นสำคัญ โดยมีเหตุผลอื่นๆ ประกอบ

การเมืองไทยจึงอาจต้องปรับ โดยคัดเลือนักการเมืองที่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งต่างๆ ให้ตรงตามความสามารถและศักยภาพที่มีอยู่และไม่ใช่ตามโควตา ประเด็นนี้ ก็น่าสนใจว่าหากทำได้ ก็จะทำให้การเมืองไทยมีนักการเมืองที่มีคุณค่า มีความผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม ที่จะมาดำเนินการเพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้ดีที่สุด

 

ต้องยอมรับว่าเมื่อได้พบกับนักการเมืองท่านนี้แล้ว ผมมีความรู้สึกจริงๆ ว่าบ้านเมืองมีความหวังจากการเมืองในปัจจุบัน ที่อาจจะต้องปรับกันไปอีก จนกว่าจะลงตัว แต่ก็ถือว่าด้วยความตั้งใจดีๆ แบบนี้ จะสามารถช่วยเหลือสถานกาณ์บ้านเมืองหลังจากเจอมรสุมต่างๆ ได้ดีทีเดียว

ผมจบลงด้วยความคิดที่ว่า อย่าเพิ่งท้อแท้กับการเมืองไทย อย่าเพิ่งหมดหวังกับนักการเมืองไทย เพราะยังมีนักการเมืองที่ดีๆ อีกหลายคน ที่สมควรได้รับกำลังใจให้ทำงานต่อไป เพื่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็น 3 เสาหลักของบ้านเมืองมาตั้งแต่ในอดีตกาลและจะเป็นเช่นนี้ต่อไปในอนาคต

                                                                                               22 มิถุนายน 2552

............................................