GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

"ถนนชีวิต"..และ "Six Sense"

          ตื่นขึ้นมาตอนเช้า...ผลพวงจากการอ่านบทความเรื่อง “ชีวิต” แปลกดีที่นอนไม่หลับแต่กลับมานั่งหวนคิดถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่กลัวความฝันของตัวเองในบทความที่ ”vij” เคยตีพิมพ์ไว้ “ทำไม ? ฉันถึงกลัว!!!”  มีความฝันของเด็กผู้หญิงหลายเรื่องที่สะดุดความคิดของ “vij” ความฝันสามารถนำมาเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคน ๆ นั้นได้อย่างไร? คงเป็นสัมผัสที่ 6 (Six Sense) กระมัง
          ทำไมทุกครั้งที่เล่าความฝันเธอต้องนั่งร้องไห้และดูเหมือนทุกข์ทรมานกับมันเหลือเกิน เธอแค่เพียงเอ่ยน้ำเสียงเครือ ๆ ว่า ฉันไม่อยากหลับ...เพราะการหลับทำให้ฉันฝัน...และความฝันทำให้ทุกข์ทรมาน เธอก้มหน้าลงร้องไห้ จากนั้นเธอก็เริ่มเล่าความฝันให้ฉันฟังไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ แต่สามารถรับรู้และสัมผัสได้ถึงความ “กลัว”

           ณ ถนนอันทอดยาวและมันคงยาวไปจนสุดสายตาของฉัน ฉันเดินคนเดียวเวิ้งว้าง บนถนนสายนี้ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะมาร่วมเดินทางไปกับฉัน ฉันเรียกถนนสายนี้ว่า “ถนนชีวิต” อ้างว้าง วังเวง และเงียบเหงา แต่แปลกที่ปลายทางของถนนสายนี้ฉันกลับมองเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนกวักมือเรียกฉันอยู่ ฉันยิ้ม!!! และรีบก้าวเดินต่อไปด้วยความเร็วจนรู้สึกเหนื่อย ยิ่งเดินเข้าไปมากเท่าไรแต่ดูเหมือนมันยิ่งไกลออกทุกที ฉันบอกตัวเองว่า “ฉันเดินมานานเหลือเกิน ทำไมยังไม่ถึงที่หมายปลายทางสักที” ผู้ชายคนนั้นก็ยังกวักมือและคอยฉันอยู่ ฉันรีบเดินอีกครั้งและมันก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ใกล้เข้ามาทุกที  ด้วยความอยากรู้อยากเห็นฉันรีบเอามือขยี้ตาเพื่อที่จะได้มองเห็นผู้ชายคนนั้นชัดยิ่งขึ้น  แต่มันกลับมืดมัว เลือนราง เหมือนกับสายหมอกห่อหุ้มและปรกคลุมตัวเขาเอาไว้ ระยะทางข้างหน้าคงเหลืออีกประมาณ 20 ก้าว ฉันคงจะไปถึงตัวเขา ฉันก้าวเท้าเดินต่อไป....หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว......

           “อย่าเข้าไป!!! ออกมา!!! อย่าเข้าไป!!! อันตราย!!!” เสียงตะโกนจากสองข้างทาง ทำให้เท้าฉันหยุดชะงักอย่างกะทันหัน และหันไปมองใครเหล่านั้นโดยที่ฉันไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวฉันได้แต่มองด้วยความลังเลครู่หนึ่ง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาแทบทั้งสิ้น “หยุดเถอะ อย่าเข้าไป ถอยออกมา อันตราย”  เสียงตะโกนดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่สำหรับฉันมันเหลืออีกไม่กี่ก้าวที่ฉันสามารถจะยื่นมือไปสัมผัสมือของใครคนนั้นที่ยืนคอยฉันอยู่และยื่นมือมาเพื่อรับมือน้อย ๆ ของฉันให้เข้าไปร่วมเดินบนเส้นทางสายเดียวกัน  ฉันควรก้าวเดินไปไม่ใช่เหรอ? อย่างน้อยฉันคงไม่เหงาอีกต่อไป เพราะฉันอ้างว้างเหลือเกิน  “ก้าวเดินไปเถอะ...อีกก้าวเดียวเอง” สมองฉันสั่ง

             ก้าวสุดท้าย....สัมผัสมืออุ่น ๆ ที่ยื่นมาให้มันอุ่นมากและมาก ๆ ฉันยิ้มให้เขา และหันไปดูผู้คนสองข้างทาง แต่ ณ ขณะนี้กลับไม่เหลือใครอีกแล้ว  ฉันหันกลับมาที่เขาอีกครั้งแต่กลับไม่พบเขา ไม่มี เขาหายไปไหน? ฉันยืนนิ่งและหมุนเคว้งคว้างรอบตัวเองเหมือนเข็มนาฬิกา มองดู ณ จุดที่ฉันยืนมันเป็นทางสามเพร่ง ความรู้สึกอ้างว้างบวกกับความมึนงง สับสน เขาหายไปไหนฉันทรุดตัวลงนั่งก้มหน้าร้องให้คนเดียว...คนเดียวอีกแล้ว  ไม่รู้ว่านานแค่ไหนกับการอยู่คนเดียว กับการร้องให้คนเดียว แต่ในครั้งนี้รู้ว่านานมากมากที่สุดในชีวิต และทุกข์ทรมานมากเช่นกัน

             “ลุกขึ้น...เดินต่อเถอะ”  เสียงตะโกนแว่ว ๆ ที่คุ้นหู ฉันเงยหน้าขึ้นและลุกขึ้นยืนมองไปรอบ ๆ ตัว แต่กลังไม่เห็นใคร ฉันจะเลือกเดินทางไหนสองข้างทางไม่มีใครเลย ในใจฉันคิดอย่างเดียวคือถอยหลังกลับไปยังจุดเดิมที่ฉันมา แล้วเริ่มต้นเดินใหม่อย่างช้า ๆ อีกครั้งจะดีกว่าที่ต้องเลือกเส้นทางเดินอื่นซึ่งฉันไม่คุ้นชิน (ฉันอาจจะคิดผิด) ฉันถอยหลังเดินกลับไป “ถนนชีวิต” สายนี้ ณ จุดเดิมจุดนี้เหตุการณ์ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็ยังวนเวียนอยู่เป็นวัฏจักร ฉันไม่สามารถหลุดพ้นออกไปได้แต่ ณ วันนี้กลับไม่มีแม้เงาของผู้ชายคนที่ยืนกวักมือเรียกฉันในวันนั้น และทั้งสองข้างทางก็ไม่มีใครคอยตะโกนเรียกฉันอีกแล้ว....กริ๊ง ๆ กริ๊ง ๆๆๆๆๆๆ  ฉันลุกขึ้นตื่นจากความฝัน...........

             ฟังเด็กผู้หญิงเล่าความฝันมาถึงตรงนี้ หากความฝันมันจะกลับกลายมาเป็นความจริงมันคงดูน่ากลัวเหลือเกิน  ชีวิตของคนเราเต็มไปด้วยการเลือกและต้องตัดสินใจ ดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดและปลอดภัย วันหนึ่งเธอคงผ่านพ้นจากฝันร้ายเธอเองก็ต้องเลือกต้องตัดสินใจในการเลือกเส้นทางเดินให้กับชีวิต
             อะไรบางอย่างสะกิตใจทำให้
นึกถึงการเลือกทำข้อสอบของเด็กนักเรียน ที่ต้องตัดสินใจเลือกหาคำตอบที่ถูกที่สุดให้กับตนเอง เพียงเพื่อให้ตนเองสอบผ่าน เฉกเช่นเดียวกับการดำเนินชีวิตของคนเราในแต่ละวัน  

             มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง “เครื่องมือวัดทางการศึกษา” ของ ผศ.ปราณี ทองคำ มอ.ปัตตานี กล่าวถึงเนื้อหาเรื่องความแตกต่างของข้อสอบอัตนัย (Essay test หรือ Subjective test) และปรนัย (Objective test) โดยอ้างอิงมาจาก อีเบล (Ebel  อ้างใน Mehrens & Lehmann, 1984 : 75-76) ดังนี้

ข้อสอบแบบอัตนัย (Essay test หรือ Subjective test)

ข้อสอบแบบปรนัย (Objective test)


1.  เป็นข้อสอบที่ให้แสดงความคิดเห็นใน
     การตอบอย่างอิสระ เป็นการวัดความ   
     สามารถในการใช้ทักษะทางด้านความ
     คิด และความสามารถในการเขียน
2.  เป็นข้อสอบที่ต้องการให้ตอบยาว ๆ แต่
     ละข้อใช้เวลาทำนาน แต่มีข้อสอบน้อยข้อ
3.  คุณภาพของข้อสอบส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับ
     ทักษะของผู้ตรวจให้คะแนน
4.  เป็นข้อสอบที่สร้างขึ้นมาง่าย แต่ยาก
     กับการตรวจให้คะแนน


1.  เป็นข้อสอบที่มีคำตอบให้เลือก หรือ
     เว้นว่างให้เติมคำสั้น ๆ
2.  เวลาในการตอบไม่มาก มีจำนวนข้อได้
     มากข้อ ทำให้สามารถออกข้อสอบได้
     ครอบคลุมเนื้อหา
3.  ผู้ตอบใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอ่านและคิด
4.  คุณภาพของข้อสอบขึ้นอยู่กับทักษะ
     ของผู้สร้างข้อสอบ
5.  ตรวจให้คะแนนง่าย มีความคงเส้นคง
     วาในการตรวจให้คะแนน
6.  ผู้ตอบสามารถเดาได้ง่าย

          คำถามถามว่า “ถ้ามีโอกาสเลือกทำข้อสอบ “ชีวิต” คุณจะเลือกทำแบบอัตนัย หรือปรนัย ถามต่อไปถึงเหตุผลในการเลือกว่าทำไมถึงเลือก

          ในความคิดของ “vij” หากมีโอกาสได้เลือกทำข้อสอบคงเลือก “ข้อสอบแบบอัตนัย (Essay test หรือ Subjective test) เหตุผล คือ “ชีวิต” ไม่ใช่กรอบสี่เหลี่ยมที่ใครจะยัดเยียดให้อยู่ มันคือความเป็นอิสระ อิสระภาพ อิสระทางด้านความคิด ชีวิตไม่ใช่การเดาสุ่ม แต่เป็นการใช้ความคิด สติ ปัญญา เพื่อพิจารณาการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่ถูกให้กับชีวิต ในเมื่อรู้ว่าชีวิตไม่ใช่การเดาสุ่ม ฉะนั้นการเตรียมพร้อมอยู่เสมอจะทำให้เราทำข้อสอบ “ชีวิต” ได้ดี และผิดพลาดน้อยมาก คำตอบที่คุณขีดเขียนไม่ได้เป็นตัวที่บ่งชี้ว่าคุณถูกหรือคุณผิด แต่มันเป็นการบ่งบอกว่าคุณรู้มากน้อยแค่ไหน ส่วนคะแนนความสงสารยังมีอยู่สำหรับข้อสอบแบบอัตตนัย ข้อสอบชนิดนี้มีความยืดหยุ่นอยู่บ้าง (ตอบไม่เข้าประเด็นยังมีสิทธิ์ได้คะแนน) การให้คะแนนอยู่ที่ดุลพินิจของคนตรวจ (ครูไทยมีใจเมตตา)
         เหตุผลที่ไม่เลือก ข้อสอบแบบปรนัย (Objective test)” เนื่องจากเป็นวิถีชีวิตเต็มไปด้วยการตัดสินใจเลือกโดยมีเวลาเป็นตัวกำหนดทำให้รู้สึกอึดอัดในการตัดสินใจ หากเรารู้จริงก็ตอบถูก แต่โอกาสผิดพลาดจากตัวลวงมีมากเหลือเกิน ซึ่งตัวลวงในยุคสมัยนี้มีลักษณะเหมือนของจริงมาก “คนโฉดในคราบคนดี”  ไม่มีเวลาให้พิจารณามากมายนัก ดังนั้นความผิดพลาดย่อมมีมาก มันเป็นการชี้ให้เห็นว่าคุณทำผิดหรือทำถูกได้ชัดเจน  ผิดคือผิด ถูกคือถูก ไม่มีการยืดหยุ่นเพราะมีมาตรฐานในการวัดที่ชัดเจนไม่สามารถยืดหยุ่นได้

         คุณล่ะเลือกทำข้อสอบ"ชีวิต" แบบไหน เคยใช้สัมผัสที่ 6 (Six Sense) ขีดเขียนชีวิตบ้างหรือเปล่า?

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 27006
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 14
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (14)

มีเหตุผลดี ผมก็เลือกที่จะทำข้อสอบชีวิตแบบอัตนัยเหมือนกัน และหากจะศึกษาใครสักคน ก็คงที่จะเลือกทำข้อสอบแบบอัตนัยเช่นกัน

     ก่อนอื่นผมขอชื่นชมการเขียนบันทึกมากครับ เป็น Text Design ที่ยอดเยี่ยม พอดี ๆ น่าอ่านครับ
     อีกเรื่องหากผมไม่ทราบอะไรมาก่อน ผมจะคิดว่าอาจารย์เป็นคนเขียนบันทึกเรื่อง "ชีวิต" ที่ลบไปแล้วเองครับ เมื่อได้อ่านบันทึกนี้ ช่างสื่อออกมาได้เหมือนกับเห็น/ประสบเองครับ
     ก่อนอื่นผมขอชื่นชมการเขียนบันทึกมากครับ เป็น Text Design ที่ยอดเยี่ยม พอดี ๆ น่าอ่านครับ
     อีกเรื่องหากผมไม่ทราบอะไรมาก่อน ผมจะคิดว่าอาจารย์เป็นคนเขียนบันทึกเรื่อง "ชีวิต" ที่ลบไปแล้วเองครับ เมื่อได้อ่านบันทึกนี้ ช่างสื่อออกมาได้เหมือนกับเห็น/ประสบเองครับ

     ผมได้ตามไปแสดงความเห็นไว้ทั้ง 4 บันทึก เช่นกัน (หลังจาก อ.วิจิตรา ได้ให้ความเห็นไว้) ช่วงเวลาประมาณหัวรุ่ง และมีคุณไร้นามด้วยที่ได้ให้ความเห็นไว้ จากความเห็นคุณไร้นามท่านบอกว่า "ลายมือคุ้น ๆ" ส่วนผมนะทราบได้ในทันที แต่ก็เป็นสิทธิครับที่จะเอาไว้หรือลบออก ใน GotoKnow.org แต่ลึก ๆ แล้วผมคนหนึ่งไม่สนับสนุนให้ลบออกเมื่อตีพิมพ์ไปแล้ว เว้นแต่เรื่องบางเรื่อง "ส่งผลต่อไปในอนาคตต่อผู้บันทึก"
     ท่านเจ้าของบันทึกเศร้าโศกมากในคืนนั้น การสื่อออกไปจึงทำให้อาจารย์รับรู้ได้ อย่างที่อาจารย์กล่าวถึง Six Sense แต่เมื่อจัดการลงได้แล้วในช่วงเช้าของวันนั้น ณ เวลานี้เขาสบายใจและมีความสุขดีครับ
     เมื่อได้สนทนากับผมในเวลาต่อมา เขายังได้กล่าวถึงอาจารย์และขอบคุณไว้มากมายที่มาอยู่เป็นเพื่อนในยามนั้น หากอาจารย์จะทิ้งเมล์ไว้ในความเห็นที่บันทึกผมสักบันทึก หรือ จะเมล์มาที่ผมก่อนดูจากข้อมูลประวัติ ผมอยากจะเป็นสะพานสื่อให้ได้รู้จักกันครับ ด้วยผมได้มองเห็น "ความเป็นมิตรระหว่างกัน" ที่ผ่องถ่ายลงสู่บันทึก "ชีวิต" ทั้ง 4 บันทึก ของทั้ง 2 ท่านแล้ว ด้วยใจจริง

 

อุบอิบๆๆ ถูกเรียกชื่ออีกแย้วนะ

แหม...ไร้นามน่ะไม่รู้จักคุณชีวิต รักไทหรอก แต่ไร้นามเศร้ากับเรื่องที่เขาเขียน จนรู้สึกว่าเขาคงอยากได้เพื่อนสักคนที่ไปนั่งนิ่งๆ ใกล้ๆ หาข้าวหาน้ำให้กิน ส่งกระดาษทิชชูกับกระโถนให้สักน่อย ถึงแม้ว่า ไร้นามจะช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย

ถ้าคุณชายขอบรู้จักเขาล่ะก้อ ดูแลเขาดีๆล่ะ และฝากความปรารถนาดีไปให้ด้วยนะ

(วันหลังเรียกชื่อไร้นามน่ะ ไม่ต้องจุดธูปด้วยหรอกนะ กลิ่นมันฉุนไปหน่อย)

แอบมาเมียงมอง...

ว่ากำลังถกกันเรื่อง"อะไร"

อ้อ!...ถกกันเรื่อง..."ชีวิต"

สงสัยคะว่า คือ "ชีวิต" ที่คงอยู่

หรือ "ชีวิต" ที่หายไป...

     "ชีวิต" ที่คง(จะ)อยู่ค่ะ แต่ตอนนี้หายไปซ๊ะแล้ว แต่คงจะเมียงมองอยู่แถว ๆ นี้มั้งค่ะ (คงไม่กล้าเข้ามา) ก็เลยกลายเป็น "ชีวิต" ที่หายไป ณ ขณะนี้ยังตามหาร่องรอยไม่เจอเลย...สงสัยต้องแจ้งตำรวจเพราะ "ชีวิต" หายไปเกิน 24 ชั่วโมงแล้วค่ะ ใครเจอ "ชีวิต" แจ้งมาที่ "vij" ด่วน
     หากผมเจอ ผมจะมาแจ้งความนะครับ แจ้งว่า "ยังไม่เจอ" จะรับแจ้งไหม เรื่องมาเมียงมองหรือไม่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ก็ไม่เห็นใครนี่นอกจาก Ka-poom (ผู้ให้คำปรึกษาประจำตัวคุณไร้นาม)

เพราะความโกรธจะทำลายแม้แต่น้ำใจของเรา คนที่เรารักสุดหัวใจก็ดี คนที่รักเราก็ดี ชื่อเสียง คุรงามความดีทื่สะสมไว้ตั้งแต่อเนกชาติ ถูกทำลายย่อยยับได้ด้วยความโกรธ ความโกรธ โมโหครั้งเดียวสามารถทำลายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง น่ากลัวยิ่งกว่าไฟใหม้

ขอบคุณ "ชายขอบ" สตอเม็ดงามของแดนใต้

        รู้สึกถึงความจริงใจของเม็ดสตอเม็ดนี้ค่ะ อยู่ฝักเดียวกัน แต่แค่คนละเม็ด...แต่มันก็สื่อถึงความจริงใจ
        รับแจ้งความค่ะ....เพราะความที่คุณ "ชายขอบ" แจ้งมาเป็นข้อความที่ดี ๆ ที่จะมอบให้กับ "vij"

     น้อมรับด้วยความเต็มใจยิ่ง ยังไงผมมี "เพื่อนที่รักคนดีคนหนึ่ง" ด้วย แม้ไม่ใช่สตอ แต่ก็น้ำใจแบบสตอ ไม่ผิดเพื้ยน หายยุ่ง ๆ แล้วจะได้ ลปรร.กัน ถึงตอนนั้น ผมจะรอเป็นผู้เสพ (ยิ้ม ๆ)

มิบังอาจ!!! ข้าน้อยขอฝากเนื้อฝากตัว (ฝากอย่างเดียว) เป็นศิษย์ด้วยคน

คา-ระ-วะ...ท่านอาจารย์

คุณ "วิสาขบูชา"

ความโกรธทำรายทุกสิ่งทุกอย่างได้จริง ๆ ภายในพริบตาเดียว ครั้นเมื่อรู้สึกสำนึกตัว...ทุกอย่างก็อาจจะสายเกินแก้

ตามมาหาสิ่งดีๆของอาจารย์

บันทึกนี้ธรรมฐิตอ่านแล้วมองเห็นภาพของเด็กผู้หญิงคนนั้นเลย.

หากให้ธรรมฐิตเลือกทำวิชาชีวิตก็เลือกทำแบบอัตนัยเหมือนกัน

ธรรมฐิตศึกษาพุทธศาสนามาตั้งแต่ปีแรกที่บวชจนจบถ้วนกระบวนความในสายปริยัติ

ก็เป็นแบบอัตนัยหมดเลยขอรับ..

สาธุๆๆ