อุดมศึกษาไทยอยู่ในสภาพที่ไร้รากสำหรับพัฒนาตนเอง ยังใช้วิธีต่อยอดความรู้และระบบวิชาการจากต่างประเทศ หากจะให้อุดมศึกษาไทยมั่นคง เข้มแข็ง เป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้จริง เราจะต้องช่วยกันสร้างจารีตของอุดมศึกษาไทยขึ้น
จารีตแรกที่ต้องเอาใจใส่ คือจารีตสร้างอาจารย์
เวลานี้เราสร้างอาจารย์แบบสุกเอาเผากิน มีสมมติฐานผิวเผินว่าอาจารย์ในอุดมคติคือผู้จบปริญญาเอก ซึ่งผมมีความเห็นดังนี้
• ผู้จบปริญญาเอกหลายคนไม่เหมาะที่จะเป็นอาจารย์ คุณธรรมจริยธรรมไม่ถึง หรือยังไม่รู้จริงในศาสตร์ของตน หรือไม่ใช่คนที่มีปณิธานที่จะอุทิศชีวิตเพื่อจรรโลงสังคมจากการปฏิบัติภารกิจทางวิชาการ
• โดยทั่วไป การจบปริญญาเอกยังไม่เพียงพอต่อการเป็นอาจารย์ ยังต้องการการ “ฝึกงาน” อีกประมาณ ๒ ปี โดยที่บางคนอาจฝึกงานในทีมวิจัย เพื่อเรียนรู้ชีวิตนักวิจัย และจารีตของวงการวิจัยในสาขานั้นๆ บางคนอาจฝึกงานในอุตสาหกรรม เพื่อเรียนรู้ชีวิตจริงในอุตสาหกรรม เพื่อเตรียมตัวเป็นนักวิชาการที่ทำงานร่วมกับอุตสาหกรรม บางคนอาจฝึกงานกับ อบต. (ชั้นยอด) เพื่อเรียนรู้ชีวิตจริงของการพัฒนาชุมชน/พื้นที่ เพื่อเตรียมตัวเป็นนักวิชาการแนวพัฒนาชุมชน ฯลฯ
• ระบบอุดมศึกษาไทยต้องสร้างระบบพัฒนาอาจารย์หลังจบปริญญาเอก สร้างให้เป็นจารีต เป็นระบบ เป็นวัฒนธรรม มีทรัพยากรเข้ามาหนุน เพื่อให้อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นอาจารย์ที่มีความรู้และประสบการณ์สมภาคภูมิที่จะทำหน้าที่
• หลังจากทำหน้าที่อาจารย์ไประยะหนึ่ง เช่น ๖ ปี ก็ต้องหาสถานที่ไปเติมวิทยาการ ที่ฝรั่งเรียกว่า sabbatical leave เป็นเวลา ๑ ปี เพื่อเสริมวิทยาการใหม่ ประสบการณ์ใหม่ หรือเพื่อไปทำงานร่วมกับเจ้าสำนักอื่น สำหรับร่วมมือทางวิชาการกันในอนาคต สถานที่ที่จะไปอาจเป็นสำนักวิจัยที่มีชื่อเสียง หรือเป็นสำนักทำงานที่เลื่องลือในความริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม
วิจารณ์ พานิช
๑๔ มิ.ย. ๕๒
ปัญหาสำคัญของอาจารย์คือ ขาดความชำนาญด้านปฏิบัติการ เนื่องจากเรียนแต่ทฤษฎีและปฏิบัติบ้าง ไม่ได้เรียนรู้ในสถานการณ์จริง เช่น ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ อาจารย์ไม่ได้ทำงานในโรงพยาบาล บางครั้งเมื่อมาสอนนิสิตก็ไม่สามารถตอบปัญหาของนิสิตได้ และไม่สามารถสอนในบางหัวข้อได้เนื่องจากเคยเห็นแต่รูปภาพ ทฤษฎี แต่ไม่ได้ปฏิบัติ ทำให้การถ่ายทอดความรู้มีปัญหาบ้าง ซึ่งมหาวิทยาลัยมีแนวทางในการแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร
เกิดแนวคิดว่า เนื่องจากมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีโรงพยาบาล ควรให้อาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ หมุนเวียนเข้าฝึกหรือปฏิบัติงานในโรงพยาบาล สัปดาห์ละครึ่งวันเป็นอย่างน้อย เช่น เทคนิคการแพทย์ก็ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ รังสีก็เข้าปฏิบัติงานในห้องเอกซเรย์ ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เพื่อให้สามารถได้เห็นสภาพการทำงานที่แท้จริงหรือมีโรคใหม่ ๆ ก็จะสามารถนำมาสอนได้ และเป็นการทบทวนความรู้ที่ได้เรียนมา ซึ่งบางครั้งการทำงานก็สามารถลัดขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องทำตามทฤษฎีทั้งหมดก็ได้ และอาจจะเกิดงานวิจัยใหม่ ๆ ที่ตรงกับความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น