ผมจวนจะสิ้นหวัง แต่ระลึกถึงคุณพระขึ้นมาได้พร้อมกับเปล่งคำว่า “พุทโธ” เพียงคำเดียวเงาดำก็กระเด็นออกไป
พอเข้าสู่เดือนมิถุนายน ฝนก็ตกแทบทุกวัน บางทีตกติดต่อกันถึงสามวันสามคืน ถนนภายในหมู่บ้านเต็มไปด้วยโคลน เวลาผมไปโรงเรียนต้องสวมรองเท้าแตะยางตีนรถ (รองเท้าที่ทำด้วยยางรถยนต์) รองเท้าฟองน้ำใส่เดินไม่ได้ จะติดโคลนและเผลอๆ โดนโคลนดูด ต้องใช้มืองมขึ้นมา ลำบากมาก
ปลายมิถุนายน นักเรียนเริ่มบางตา เพราะส่วนหนึ่งตามผู้ปกครองไปทำนา บางครอบครัวนาอยู่ไกลถึงห้ากิโลเมตร ต้องนอนที่กระท่อมปลายนา ดังนั้นปลายมิถุนายนนั่นเอง โรงเรียนบ้านคำบากก็ปิดเทอมดำนา
ผมกลับบ้านที่วารินชำราบ โดยออกจากบ้านคำบากตั้งแต่ฟ้ายังไม่แจ้งดี พอมองเห็นทาง เดินไปเรื่อยๆ พักกินข้าวเช้าที่หลินห่อไว้ให้ก่อนจะเข้าบ้านคำเชียงเบ้า กลางวันแวะกินก๋วยเตี๋ยวที่บ้านห้วยข่า แล้วเดินต่อจนเย็นก็มาถึงบ้านโพนงาม ซึ่งเป็นที่ตั้งอำเภอบุณฑริก ระยะทาง 28 กิโลเมตร มีพาหนะอย่างเดียวคือขาทั้งสองข้าง ผมเข้าพักที่บ้านคุณปู่ แน่ละพอกินข้าวเย็นเสร็จยังไม่ถึงสองทุ่มผมก็หลับเป็นตาย
ผมนั่งๆ นอนๆ เที่ยวดูหนังโรงภาพยนตร์ จนใกล้กำหนดเปิดเรียน จึงเดินทางกลับโรงเรียนบ้านคำบาก ผมออกจากวารินชำราบสายเล็กน้อย กะว่าเที่ยงเศษๆ ก็จะถึงอำเภอเดชอุดม แล้วต่อรถไปบุณฑริกอีกทอดหนึ่ง
ผมไปถึงเดชอุดมเที่ยงเศษๆ ตามกำหนด แต่ไม่มีรถเพราะน้ำลำโดมใหญ่ไหลหลากท่วมถนน ต้องนั่งเรือไปอีกประมาณห้ากิโลเมตร ผมรีบไปที่ท่าเรือ แต่เรือที่จะพาไปขึ้นรถไปบุณฑริกออกไปแล้ว มีเรือที่ท่าเพียงลำเดียว และคนบนเรืออีกสี่คน
"จะไปไหนครับ" เสียงชายผิวดำรูปร่างสันทัด วัยประมาณสี่สิบปีร้องถามผมจากบนเรือ
"ไปบ้านคำบาก อำเภอบุณฑริกครับ" ผมตอบอย่างอ่อนแรง
"ไปกับผมก็ได้ ผมจะไปที่บ้านโสกแสง พอถึงที่นั่นเดินต่ออีกก็น่าจะพอๆ กับบุณฑริกไปบ้านคำบากนั่นแหละ" ชายคนเดิมชวนพร้อมรอยยิ้ม
ผมเริ่มมีความหวัง และตัดสินใจลงเรือเป็นคนที่ห้า พอผมนั่งได้ที่ดีแล้ว ชายหนุ่มคนขับก็ติดเครื่องและนำเรือหางยาวออกจากท่า วิ่งทวนน้ำลำโดมใหญ่ไปอย่างแช่มช้า
ผมได้ที่นั่งหัวเรือ หันหลังให้คนอื่นๆ บนเรือ นับว่าเหมาะสำหรับตัวเองที่ให้ความสนใจต่อสองฝั่งน้ำมากกว่าการสนทนากับคนแปลกหน้า ถัดจากผมเป็นชายผิวดำวัยกลางคน แกนั่งหันหลังให้ผมและพูดคุยกับชายวัยกลางคนอายุไล่เลี่ยกับแกอีกสองคนอย่างสนุกสนาน
แกเล่าว่า แกเพิ่งกลับจากการเป็นอาสาสมัครนักรบที่ลาว แกพูดถึงความอุดมสมบูรณ์ ความมีน้ำใจอันอบอุ่นของชาวลาว ตอนท้ายแกเล่าถึงการต่อสู้ในดินแดนลาว ผมฟังบ้างไม่ฟังบ้าง จนตอนหนึ่งแกพูดว่า
"ขณะที่พวกผมสิบคนออกลาดตระเวนในตอนบ่าย เราถูกล้อมมีผมเพียงคนเดียวฝ่าวงล้อมออกมาได้ นอกนั้นถูกระเบิดบ้างลูกปืนบ้างตายต่อหน้าต่อตาผม ที่ผมรอดตายคราวนั้นเป็นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เสื้อผ้าขาดหมดแต่ผมไม่มีบาดแผลเลย" แกหยุดพูด แล้วถอดสร้อยคอที่มีพระเครื่องหลายองค์ออกมาให้คนที่นั่งตรงข้ามแก
"ผมมีหลายองค์ ของเก่าทั้งนั้น มีมากกว่านี้ แต่พอเจ้านายรู้ว่าผมรอดตาย ท่านมาขอผมก็ให้ไป ของดีก็ต้องแบ่งๆ กัน ผมไม่หวงหรอก เพราะผมมีเยอะ"
ผมหันมามองดูพระเครื่องของแกนิดหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้สนใจอีกเลย จนมืดเรือหางยาวก็พาพวกเรามาถึงบ้านโสกแสง
"พักที่บ้านผมนะครับ นอนสักคืนแล้วค่อยไปต่อ" ชายผิวดำพาผมและชายวัยกลางคนอีกสองคนไปที่บ้านของแก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือนัก พอไปถึงภรรยาแกจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด รีบกุลีกุจอหาน้ำมาให้ แล้วลงไปใต้ถุนบ้านคว้าไก่โต้งที่กำลังนอนมาเชือดและแกงให้พวกเรากิน
คืนนั้นกว่าจะทานข้าวเสร็จก็ประมาณสี่ทุ่ม ขณะที่ผมกำลังเตรียมจัดที่นอน ก็เห็นชายผิวดำถือถุงผ้าสีคล้ำๆ เดินไปที่ยุ้งข้าว
"นอนตามสบายนะครับครู ผมเอาห่อนี้ไปไว้ที่ยุ้งข้าวก่อน เอาไว้บนบ้านไม่ได้ เขาชอบกวน" พูดแล้วก็หัวเราะ
ผมล้มตัวลงนอนโดยไม่คิดอะไร แม้แต่ไหว้พระผมก็ลืมเสียสนิท หันไปมองดูเพื่อนร่วมทางอีกสองคนก็เห็นนอนอยู่กลางชานบ้านถัดผมไป และไม่นานผมก็หลับ
รุ่งเช้าผมลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ขณะเก็บของเพื่อเดินทางต่อ ชายเจ้าของบ้านก็ออกจากห้องนอน ถามผมด้วยรอยยิ้ม
"เป็นไงครู นอนหลับดีไหม"
"หลับดีมากเลยครับ" ผมตอบไปทันทีโดยที่ไม่ทันได้นึก ชายผิวดำหยุดยิ้ม ใบหน้ามีแววสงสัย
"ไม่ได้ฝันอะไรเลยเหรอ" แกถามผมต่อ
"ไม่เลยครับ หลับรวดเดียวเลย" ผมตอบ คราวนี้หน้าตาแกเปลี่ยนไปดูแบบทึ่งๆ หรือไม่เชื่อที่ผมพูด
ผมลาแกแล้วเดินออกจากหมู่บ้านโสกแสง เมื่อสว่างมากแล้ว ขณะที่ผมกำลังเดินข้ามลำธารเล็กๆ ห่างจากหมู่บ้านเกือบหนึ่งกิโลเมตร ผมก็นึกได้ว่า เมื่อคืนนี้เวลาประมาณตีสาม มีเงาดำทะมึนมาล้มทับผม แต่ผมก็ใช้กำปั้นขวาชกเงาดำนั้นออกไปถึงสองครั้ง ครั้งสุดท้ายผมชกยังไงเงาดำก็ไม่ไป กลับจะทำให้ผมแน่นหน้าอกหายใจแทบไม่ออก ผมจวนจะสิ้นหวัง แต่ระลึกถึงคุณพระขึ้นมาได้พร้อมกับเปล่งคำว่า "พุทโธ" เพียงคำเดียวเงาดำก็กระเด็นออกไป
หลังจากนั้นผมหลับสนิทมาก เมื่อตื่นจึงลืม แล้วตอบคำถามที่ทำให้ชายผิวดำผิดหวัง ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ
อ่านต่อ ตอน 31. ครู..... ไม่กลัวผีเหรอ
สวัสดีค่ะตามอ่านจนจบและกลัวๆนะคะ
เห็นภาพบรรยากาศตอนนั่งเรือ...
เกิดนานแล้วหรือคะ...ดีจังเลยเจอคนอุบล เมืองนักปราชญ์...
คนที่บ้านก็เป็นคนวารินชำราบค่ะ
เคยได้ยินและลองทำดูแล้วได้ผล ดังนี้ค่ะ กลั้นหายใจ กระดิกนิ้วหัวแม่โป้งเท้าซ้าย จะช่วยเรียกสติได้ค่ะ
เหตุการณ์นี้เกิดเมือปี 2512 ครับ
ผมเป็นครูใหม่ๆ
ใช่ครับผมคนวารินชำราบ อุบลราชธานี แต่ไม่ใช่นักปราชญ์ครับ
(อาจเป็น นักปาด แหะ แหะ)
สวัสดีค่ะ
เรื่องพวกนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะคะ
มีความเชื่อเรื่องอย่างนี้ค่ะ...เพราะเคยเกิดกับตัวเองเหมือนกัน...
ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนครับ
ก็แปลกดีนะครับ กลั้นใจพอมีเหตุผล แต่กระดิกนิ้วหัวแม่โป้งเท้าซ้าย นี่นะซี เกี่ยวกันตรงไหน
จะจำไว้เผยแพร่ต่อครับ
สบายดีครับ
ขอบคุณที่มาติดตามครับ
เคยเกิดกับผมหลายครั้งครับ โดยเฉพาะเวลาที่อ่อนเพลีย นอนโดยไม่ได้ไหว้พระ แต่ทุกครั้งพอพูดว่า "พุทโธ" เงาดำมีอันกระเด็นไปทุกครั้ง
คุณแดง แก้ไขยังไงครับ
สวัสดีครับ ซือเฮีย ไม่โดนไม่รู้ครับ ผมเดินป่าเป็นบ่อยครับ แต่พวกผมก็มีคาถาตามความเชื่อและศรัทธากันไปครับ
เดินเก่งจังค่ะอาจารย์ 28 กิโล โอโหๆๆ มีใครทำได้บ้างนิ ต้องยอมรับค่ะคนสมัยก่อนอึดๆๆกว่าคนสมัยนี้มากๆค่ะ
สู้กะผีได้ด้วย !!! เก่งจังค่ะ นึกว่าอาจารย์จะมีคาถาให้ซะแล้ว อิอิอิ กะจะท่องไว้ป้องกันตัวค่ะ
เป็นเรื่องที่หาอ่านได้ยากจริงๆค่ะ (เพราะไม่ใช่เรื่องแต่งแต่เป็นเรื่องจริงค่ะ) ต้องหาได้เฉพาะจากบล็อกอาจารย์เปลวเทียนทีนี่แห่งเดียวค่ะ
ขอบคุณค่ะที่เขียนให้อ่าน
ดูแลสุขภาพดีๆด้วยนะคะ ^_^
ใช่... สิ่งลี้ลับยังมีอยู่ เพียงแต่เราจะสัมผัสได้ไหม หรือเขาจะสำแดงให้เราเห็นไหม
ไม่เจอน่ะดีแล้วนะครับ ฮ่า ฮ่า
ดูแลสุขภาพด้วยนะ ซือตี๋
ไม่ได้เก่งอะไรหรอก......เดินด้วยความจำเป็นนะครับ
คาถาก็...."พุทโธ" นั่นแหละครับ สั้นๆ แต่ผีกลัวนักแล....
มีครั้งหนึ่งผมโดน ผมท่องตั้งแต่ อรหังสัมมา จนจบสุปฏิปันโน ผีเฉย แต่พอท่อง "พุทโธ" ผีกระเด็นเลยครับ....เหมือนถูกมือยักษ์จับกระชากมันออกไป.....
ขอบคุณที่ชม เป็นการให้กำลังใจที่ดีมาก ขอรับคำชมด้วยความยินดีครับ
ครับ... ตอนนี้หายจากหวัด ร่างกายแข็งแรงดี คุณดุจดาวก็ดูแลสุขภาพดี ๆ ด้วยนะครับ
ภาพสวยมากครับ ยังกับไม่ได้อยู่เมืองมนษย์
ขอบคุณครับ
เคยเห็นหรือเปล่าตัวอะไร ทายดิ๊ เล่าดี ดี คนอะไรมีอดีต
เป็นสิ่งมีชีวิตเหรอครับ
โอย..ผมนึกว่าพุ่มไม้ จะให้ผมทาย ทายไม่ถูกแน่ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิต
เดา นะครับ. กวางครับ . ฮ่า ฮ่า (เฉลยนะครับ...ไม่ถูกครับ....แหะๆ)
มีครับ สิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เราก็ควรเก็บมันไว้ แล้วนำกลับมาชื่นชม ในเวลาอันสมควร
ขอบคุณสำหรับตัวประหลาดครับ
ม้าน้ำในทะเลคะ เมื่อมันมีชีวิตอยู่ในวงล้อมของปะการัง และต้นไม้ในนำ มันก็เลยพรางตัวให้กลมกืนกับสิ่งแวดล้อม เพื่อการเอาคัวรอดคะ
เหมือนจิ้งจกเปลี่ยนสี (กิ้งก่าได้ทอง มันเกี่ยวกันไหม ฮึ) คริ คริ ดึกมาก เริ่มมั่วแล้ว
ง่วงแล้ว วันนี้ไม่ได้เขียนอะไร มากมายในบล็อคนตนเอง เที่ยวไปสร้างสีสัน ให้บล็อคอื่นอยู่ ชอบแส่ ไปแส่หลายบล็อค แล้ว ไปแสดงความคิดเห็นปานเจ้าของบล็อก เป็นหน้าๆ เป็นตาเจ้าของบล็อคเขาชัง
แต่ก็เสียเวลาเป็นชั่วโมงนะ เมื่อกี่นี่กลับไปเช็คบทความของท่านที่เรื่อยเฉื่อยอยู่ ว่ามีบล็อคไหนตกค้าง ที่ยังไม่ได้ตอบกัน ก็หลงหน้าหลงหลังเหมือนเดิม แต่ไม่เป็นไร ถือว่าราวีครบแล้วนะ
อยากยิ้มเมื่อไหร่ จะตามกลับไปราวีอ่านอีก บล็อคเก่าๆของท่านหนะ
ผมก็กำลังจะนอน
แต่..คงจะได้อ่านสำนวนกวนๆ กระมัง เลยทำให้สงสัยว่า เพลงทำไมไม่ดัง จึงตามหาสาเหตุ จนเจอ นั่นคือ ijigg เว็บที่ไปเอาเพลงมามีปัญหา จึงได้ไปหาที่อื่น จนได้ที่สนุกดอทคอม จัดการเปลี่ยนซะเลย
ตอนนี้ให้เล่นอัตโนมัติ อยากให้เล่นรอบเดียว แต่พรรคพวกเล่นไม่หยุด กำลังหาวิธีแก้ครับ ฮิฮิ
หากรำคาญก็กดปิดเองนะครับ ฮ่าฮ่า
คุณสุ ตามราวีครบแล้วในเรื่องไปอเมริกา แต่ก่อนไปยังไม่ได้ราวีครับ ผมจะรออ่านสำนวนกวนๆ นะครับ ขอบคุณมาก
สวัสดีค่ะ แวะมาทักทายและติดตามอ่านค่ะ
สวัสดีค่ะ
ศิริวรรณค่ะ